พวกริโอะกำลังเดินไปตามทางเส้นทางเก่าโทรมที่ทอดตรงไปยังป่าลึก
ยิ่งเดินลึกเข้าไปบรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งเหลือให้เห็นเพียงสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า
แม้ตอนนี้จะยังเช้า แต่บรรยากาศรอบๆ กลับมืดสลัว
ทุกคนเริ่มััได้ถึงความหนาว
มีเสียงนกร้องและสัตว์ป่าดังมาจากที่ไกลๆ เป็ระยะๆ
เสียงเ่าั้น่ากลัวพอที่จะทำให้องค์หญิงฟลอร่าใกลัวจนตัวสั่น
สมาชิกของทีมทุกคนใส่ชุดเครื่องแบบและอาวุธครบมือ
ริโอะต่างจากคนอื่นเพียงที่ต้องสะพายเป้ไปด้วย
เด็กชายเหนื่อยกว่าทุกคนในกลุ่ม
ทว่าคนอื่นๆ กลับไม่สนใจและมุ่งหน้าเดินทางต่อไปเรื่อยๆ
หลายครั้งที่ฟลอร่าหันไปมองทางริโอะซึ่งเดินรั้งท้ายแถวด้วยสีหน้าวิตกกังวล
แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มที่เธอเป็ห่วงนักหนากลับไม่มีความอ่อนล้าให้เห็นแม้แต่น้อย
“ฟลอร่า! เดินดีๆ อย่าหันไปหันมาสิ มันอันตรายนะ!เอาตัวเองให้รอดก่อน!”
คริสติน่าดุน้องสาวด้วยเสียงกระซิบเพราะรู้ตัวดีว่าอยู่ในระหว่างฝึก
“ต...แต่ ท่านพี่ ไม่ตลกไปหน่อยเหรอทำไมเขาต้องรับหน้าที่นี้คนเดียวด้วย?”
ฟลอร่าพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
คริสติน่ารู้สึกประหลาดใจที่เห็นน้องสาวหัวอ่อนซึ่งปกติไม่ค่อยจะโต้แย้งอะไรกำลังพูดปกป้องริโอะ
“ไม่ต้องห่วงเ้านั่นหรอก เขาคงพกเครื่องรางเพิ่มกำลังกายมาด้วย”
“ถ้าถือแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์ยังไงพลังก็ต้องมีวันหมดอยู่ดีนั่นแหละ หยุดพักกันบ่อยๆหรือไม่ก็ผลัดกันถือของเถอะนะท่านพี่”
คริสติน่าขมวดคิ้วให้กับฟลอร่าที่เสนอตัวเข้าช่วยริโอะ
“ก่อนจะเข้าโรงเรียน พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกันเขาลืมไปแล้วหรือ?”
“จำได้เพคะท่านพี่ เพราะจำได้น้องถึงไม่คุยกับเขาเลยแต่น้องไม่เข้าใจ เขาอยู่คนเดียวตลอดเลยนะ”
“อืม”
คริสติน่าตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ
“อ... อืม? แค่นี้เหรอ?”
ฟลอร่าอึ้งไป
โรอาน่าที่ได้ยินบทสนทนาอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าอึดอัดใจ
“ถ้ายุ่งกับเ้านั่นตอนอยู่ในโรงเรียน พวกเ้าทั้งคู่แย่แน่หมอนั่นเองก็คงไม่อยากให้เป็แบบนั้นหรอก”
“พ...พูดอะไรกัน เื่แบบนั้นมัน...”
“เป็ไปได้สิ เลิกพูดเื่ไร้สาระสักทีเรากำลังอยู่ในระหว่างการฝึกอยู่นะ และยัง...”
คริสติน่าพูดตัดบทฟลอร่า ทันใดนั้น
“มอนสเตอร์!!”
จู่ๆ อัลฟรอนส์ก็ะโขึ้นมา
ทุกคนพลันสะดุ้งโหยง
มอนสเตอร์คือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เต็มไปด้วยปริศนา
พวกมันฉลาดและโจมตีทุกอย่างนอกจากพวกเดียวกัน
เมื่อพวกมันตายไปจะกลายเป็ก้อนหินเวทและสลายหายไปในที่สุด
นอกจากริโอะแล้วนักเรียนชายคนอื่นๆ ต่างก็ชักดาบออกมา
ทางด้านนักเรียนหญิงก็กระชับไม้เท้าแม่มดในมือไว้แน่น
แม้ว่าจะเป็เพียงแค่การฝึก แต่จากนี้ไปคือการสู้ของจริง
เมื่อคาดไว้แล้วว่าอาจจะเจอพวกมอนสเตอร์บ้างในระหว่างการฝึกพวกเด็กๆจึงพอตั้งสติได้
“ทุกคนอย่าใ แค่ก็อบลินไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง 4 คนด้านหน้าใช้เครื่องรางเพิ่มพลังแล้วโจมตีมัน!”
อัลฟรอนส์ออกคำสั่ง และเด็กชายทั้ง 4 คนจึงร่ายคาถา
“《 คาถาเพิ่มพลัง 》”
ทันใดนั้นสร้อยข้อมือที่อยู่ภายใต้เสื้อก็เปล่งแสงเรืองรอง ร่างกายของพวกผู้ร่ายคาถาจึงแข็งแกร่งขึ้นด้วยมนตรา
สัญลักษณ์ดาวปรากฏลอยมาจากกำไลเวทมนตร์แล้วห่อหุ้มร่างเ้าของสร้อยข้อมือไว้
เครื่องรางและคาถามีการทำงานคล้ายๆกันแต่ต่างกันตรงที่คาถาสามารถใช้งานหลายอย่างได้พร้อมกัน
แต่เครื่องรางสามารถใช้ได้เพียงคาถาเดียวข้อดีของมันคือต่อให้ผู้ใช้จะทำพันธสัญญากับคาถาไม่สำเร็จก็ใช้เครื่องรางได้แต่คาถาที่บรรจุอยู่ในเครื่องรางถูกกำหนดไว้แล้ว จึงทำงานได้ด้านเดียว
เด็กชาย 4 คนพุ่งเข้าหาก็อบลินซึ่งเป็มอนสเตอร์ขนาดเล็กอย่างสุดกำลัง
ไม่ทันไรพวกก็อบลินก็ถูกสังหารลงอย่างรวดเร็ว
ในบรรดามอนสเตอร์ก็อบลินถือว่าอ่อนแอที่สุด
แม้จะมีอายุได้เพียง 12 ปีแต่ทุกคนได้ผ่านการฝึกอบรมจากโรงเรียนมาอย่างเข้มงวด
แถมตอนนี้ยังได้พลังเพิ่มจากเครื่องรางอีก
ก็อบลินจึงไม่ถือว่าเป็คู่มือ
ทันใดนั้นก็มีหินเวทมนตร์คล้ายกรวดเล็กๆ ตกลงมาและร่างของพวกก็อบลินก็พลันหายไป
“ก็ไม่เห็นจะเท่าไร ขอตัวที่แรงๆ กว่านี้หน่อยซิ!”
สเตรียดอารมณ์ดีที่ชนะมอนสเตอร์ได้ เขาจึงโอ้อวดอย่างโอหัง
“สมกับเป็สเตรียดคุงจริงๆ พึ่งพาได้ ไม่เหมือนใครบางคน”
อัลฟรอนส์ชมสเตรียดแล้วปรายตามองไปยังริโอะ
แต่ริโอะไม่ได้ฟังที่อัลฟรอนส์พูดแม้แต่น้อยเขาเอาแต่จ้องมองเข้าไปในป่า
“เฮ้ย! ริโอะ! สู้กันจบแล้วโว้ย เหม่ออยู่ได้!เดี๋ยวก็ทิ้งไว้ที่นี่หรอก!”
อัลฟรอนส์ตวาด เขาโมโหที่ริโอะไม่ฟัง
“ขอโทษครับ”
ตอบแล้วริโอะก็เบนสายตาออกจากป่า
ทุกคนจึงเริ่มเดินทางกันอีกครั้ง
ในป่าที่ริโอะมองไปนั้น มีชายผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืด
เลสนั่นเอง
เขาสวมชุดคลุมสีดำเพื่อพรางตัว
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ อย่าบอกนะว่ามันรู้ว่าเราอยู่นี่น่ะเด็กผีอะไรวะเนี่ย”
เลสพูดอย่างชื่นชม
จริงๆ แล้วเขาอยากจะเข้าไปใกล้กว่านี้แต่ก็หยุดเว้นระยะห่างเอาไว้
“คนที่จัดการลูกน้องข้าเมื่อ 5 ปีก่อนอาจจะเป็มันจริงๆ ก็ได้ สายลับที่เข้าไปอยู่ในตระกูลยุคโนก็ทำงานได้ดีอยากทดสอบพลังของไอ้เด็กนี่ดูจริงๆ...”
สายตาเลสระยิบระยับราวกับเขากำลังเล่นสนุก รอยยิ้มของเขาน่าขนลุกเสียมากกว่าน่าดู
...
หลังจากนั้นพวกริโอะก็เดินทางต่อไปได้อย่างราบรื่น
นอกจากก็อบลินแล้วก็ไม่มีมอนสเตอร์อันตรายออกมา
พวกผู้ชายจึงโชว์พาวต่อหน้าสาวๆ ด้วยการฆ่าก็อบลินอวด
ข้อมูลที่สเตรียดได้มานั้นถูกต้องแม่นยำ
หากเป็เช่นนี้ต่อไปล่ะก็ คงจะถึงตามกำหนดใน่บ่ายได้
แต่มีบางสิ่งไม่คาดคิดกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ภายภาคหน้า
เพราะเดินทางในป่าที่ไม่คุ้นเคย ความเหนื่อยล้าของพวกเขาจึงค่อยๆพอกพูน
แรกๆ พวกเขาก็ตั้งใจจัดการกับก็อบลินแต่เมื่อเวลาผ่านไปไฟในการต่อสู้ก็เริ่มมอดลงเรื่อยๆ
ริโอะที่น่าจะเหนื่อยที่สุดกลับยังปกติดีอยู่
คนอื่นๆ ไม่อยากแพ้เด็กกำพร้าจึงพยายามสะกดกลั้นไม่แสดงทีท่าเหนื่อยล้าให้เห็น
“ก็อบลินอีกแล้วเหรอเนี่ย รู้สึกไหมว่ามันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆั้แ่เมื่อกี้แล้วนะ”
“คิดไปเองมั้ง ว่ากันว่าหากเจอก็อบลินหนึ่งตัวแปลว่าเราจะเจอพรรคพวกมันอีก 30 น่ะ”
สเตรียดกับอัลฟรอนส์เสวนากันอย่างมองโลกในแง่ดี
30 นาทีผ่านไป
ทิวทัศน์ที่มีแต่ต้นไม้เริ่มหายไป
ด้านหน้ามีฟ้าคราม
เราผ่านป่ามาแล้ว
จุดหมายคงอยู่อีกไม่ไกล
ทุกคนคิดเช่นนั้น
ทว่าเมื่อเดินผ่านลานกว้างแล้วกลับต้องเจอป่าอีกครั้ง
ไม่ใช่สิ ป่ามันอยู่ข้างล่างพวกเขาต่างหาก
ใช่แล้วล่ะ พวกริโอะเดินมาถึงหน้าผาแล้ว
เมื่อเดินมาถึงริมผาแล้ว ลงไปด้านล่างประมาณ 30เมตรมีผืนป่าใหญ่อยู่ด้านล่าง
ถ้าลงไปด้านล่างได้ จุดหมายก็อยู่ห่างไปอีกไม่ไกล
แต่นั่นมันฆ่าตัวตายชัดๆ
“เฮ้ย นี่มัน ข้อมูลนี้มันผิ...”
“เอาไงวะเนี่ย จะให้กลับไปทางเดิมก็เสียเวลานะ”
เด็กชาย 2 คนมองสเตรียดแล้วกระซิบกัน
ทีมเดินทางมาตามที่สเตรียดบอก
บรรยากาศตอนนี้กระอักกระอ่วนมาก เหมือนความพยายามที่ทำมาทั้งหมดในวันนี้กำลังจะสูญเปล่า
“จะพูดอะไร?”
สเตรียดหงุดหงิด จึงหาเื่ใส่ 2 คนนั้นที่ทำท่าจะบ่น
“ม...ไม่มีอะไรครับ ใช่ไหม?”
“อ..อือ”
ทั้ง 2 คน รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
2 คนนี้คือนักเรียนชั้นป.5 ทว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่สามารถออกความเห็นกับสเตรียดได้
ครอบครัวของพวกเขาด้อยกว่าตระกูลยุคโนของสเตรียด
จึงเปลี่ยนไปมองอัลฟรอนส์อย่างไม่พอใจ
ตระกูลโลดันของอัลฟรอนส์ถือว่าเป็ตระกูลดีพอสมควรแต่ยังคงด้อยกว่ายุคโน