โฉมงามอัปลักษณ์

    เปลี่ยนเเปลงที่ละน้อย 2


    แคว้นเฉว่นับเป็นเมืองแห่งการค้าอย่างแท้จริง มีพ่อค้าจากต่างเมืองมากมาย เข้ามาลงทุกทำการค้ากับแคว้นเฉว่กันอย่างคึกคัก แคว้นเฉว่เป็นแคว้นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีป มีประชากรราวๆแปดสิบล้านคน ชายแดนทั้งสี่ทิศติดกับแคว้นหนานเป่ย ตงต้า ฉี และหลินคง  ยามนี้ถึงแม้แคว้นเฉว่กำลังทำสงครามกับแคว้นหนานเป่ย แต่ก็ไม่ได้ทำให้การค้าขายหยุดชะงักลงแต่อย่างใด
    ดินแดนแคว้นเฉว่กินพื้นที่กว่าหนึ่งล้านตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยเมืองย่อยอีกแปดเมือง เฉว่ฉางคือชื่อเมืองหลวง เมืองเฉว่ฉางเป็นศูนย์รวมเหล่าชาวยุทธมากมาย ฝีมือโดยเฉลี่ยแล้วพลังยุทธอยู่ที่ขั้นสี่ เยว่เหม่ยเสวี่ยเดินเข้าร้านเสื้อผ้าเป็นอันดับแรก พนักงานต้อนรับหญิงเดินเข้ามาต้อนรับลูกค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    “ต้องการเสื้อผ้าแบบใดเจ้าค่ะ”
    เยว่เหม่ยเสวี่ยมองดูแบบเสื้อในร้านก่อนจะเอ่ยตอบ
    “เอาชุดที่รุ่มร่ามน้อยที่สุด สีเข้มยี่สิบชุดส่งของไปที่วังหรงอ๋อง”
    “เจ้าค่ะนายหญิง” พนักงานสาวรับคำ พร้อมรับเงินจากหญิงสาวมาเป็นจำนวนแปดสิบตำลึงเงิน
    จากนั้นเยว่เหม่ยเสวี่ยจึงเดินต่อไปที่ร้านยา ร้านยาฮูฝู เป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเฉว่ฉาง มียาระดับต่างๆให้เลือกซื้อ ราคามีหลายระดับ ราคาขั้นต่ำเริ่มที่ยี่สิบเหรียญเงิน เยว่เหม่ยเสวี่ยมองร้านยาฮูฝูก่อนจะก้าวเท้าเข้าไป ภายในร้านตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ กลิ่นอายของความมั่งคั่งแผ่กระจายทั่วร้าน บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของกิจการยาภายในเมืองเฉว่ฉาง
    “แม่นางต้องการยาอันใดเชิญสอบถามข้าได้”
    ชายวัยกลางคนเอ่ยถามเมื่อเยว่เหม่ยเสวี่ยหันมาทางตน เขาเห็นหญิงสาวตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านครั้งแรกแล้ว ดูจากการแต่งกายและหน้ากากที่ประดับอยู่บนหน้าแล้วคงมิใช่อนุเจ็ดจากวังหรงอ๋องหรอกรึ เช่นนั้นแล้วจะมิไม่เขาสนใจได้เช่นไร หน้าตาของอนุเจ็ดจากวังอ๋องเป็นเช่นไร ชาวเมืองเฉว่ฉางต่างรู้กันดี
    เยว่เหม่ยเสวี่ยมิได้สนใจพ่อค้ายาที่ทำหน้าสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของนาง นางเพียงต้องการซื้อยาฟื้นฟูลมปราณ กับผงกายาพิสุทธิ์เท่านั้น เยว่เหม่ยเสวี่ยเจอตำรายาในตู้เสื้อผ้าโดยบังเอิญ จึงมีความรู้เกี่ยวกับยาต่างๆ ที่ใช้ในการฝึกพลังยุทธในโลกนี้อยู่ไม่มากก็น้อย
    ซึ่งยาฟื้นฟูลมปราณแบ่งเป็นสามระดับ ระต้น กลาง และปลาย นางมีเงินจำกัดจึงสามารถซึ่งได้เพียงระดับต้นเท่านั้น ยาฟื้นฟูลมปราณระดับต้นมีราคาห้าเหรียญเงินซึ่งแพงเอาเรื่อง ส่วนผงกายาพิสุทธิ์นั้นราคาสิบเหรียญเงิน
    “ยาฟื้นฟูลมปราณระดับต้นสิบเม็ด ผงกายาพิสุทธิ์สามชุด” นางเอ่ยเสียงเรียบ
    “โปรดรอสักครู่” พ่อค้ายาพยักหน้ารับรู้ ก่อนเดินไปหยิบยาตามคำสั่งหลังร้าน เมื่อลับสายตาหญิงสาว พ่อค้ายาก็เขียนจดหมายแจ้งข่าวไปหาคนผู้หนึ่ง ส่งไปทางเหยี่ยวสื่อสารพันธุ์ดี พอส่งข่าวเสร็จก็จัดเตรียมยาตามที่หญิงสาวสั่ง พร้อมแถมยาบางชนิดให้กับนางอีกด้วย
    “นี้ขอรับ” เยว่เหม่ยเสวี่ยรับยามาตรวจดู ก็แปลกใจเมื่อเห็นของที่ไม่ได้สั่งเกินมาหนึ่งอย่าง
    “ข้ามิได้สั่งอันนี้” นางชี้ไปยังห่อยาอีกห่อ
    “นี่เป็นของขวัญจากทางร้านขอรับ”
    “ของขวัญอันใด” เยว่เหม่ยเสวี่ยมองอย่างไม่ไว้ใจ
    “นี่คือผงไข่มุกพันทิวาขอรับ เหมาะสำหรับสตรีเยี่ยงท่านยิ่งนัก ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งประกายสุขภาพดี”
    “เจ้ากำลังล้อเลียนข้า?” เยว่เหม่ยเสวี่ยเอ่ยเสียงเข้ม แผ่รังสีกดดันพ่อค้ายาตรงหน้า จนต้องรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
    “มิใช่ขอรับ แม่นางโปรดใจเย็น ยานี้เป็นผู้หนึ่งมอบให้ท่านมาขอรับ ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาเพียงเท่านั้น” พ่อค้ายาอธิบาย
    “เป็นผู้ใด”
    “ขออภัยแม่นางคนผู้นั้นบอกว่ายังมิถึงเวลาขอรับ แต่จงโปรดรู้ไว้คนผู้นั้นเป็นมิตรกับท่านอย่างแน่นอน”
    เยว่เหม่ยเสวี่ยมองอย่างค้นหาคำตอบ ก่อนจะยอมรับยาผงไข่มุกพันทิวา มาในที่สุด ในเมื่อได้ของดีมาฟรีๆ นางก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธให้เสียของ ก่อนจะเดินออกจากร้านมา พ่อค้ายามองตามร่างบางที่เดินออกไป ก่อนจะค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม ร่วมถึงพนักงานในร้านก็ทำตามเช่นกัน

    หลังจากซื้อเสื้อกับยานางก็เหลือเงินเพียงแปดสิบเงิน เยว่เหม่ยเสวี่ยจึงคิดจะเข้าร้านหนังสือ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโลกใบนี้เพิ่มเติม นางเลือกหนังสือประวัติศาสตร์มาสองเล่ม ประวัติแคว้นเฉว่หนึ่งเล่ม ประวัติศาสตร์โลกอีกหนึ่งเล่ม ตำรายาสมุนไพรพื้นฐาน และตำราการปรุงยาพื้นฐานอีกสามเล่ม เป็นเงินทั้งหมดยี่สิบเหรียญเงิน เยว่เหม่ยเสวี่ยก็ยังคงเหลือเงินอีกหกสิบตำลึงเงิน ไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน
    ในขณะที่กำลังเดินกลับวังอ๋องสายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่ง นอนแน่นิ่งอยู่ข้างตรอกแคบๆตรอกหนึ่ง ร่างนั้นโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน นอนคว่ำหายใจรวยรินอย่างเชื่องช้า สายตานั้นอ่อนแรงก็จริง แต่ยังฉายถึงความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อให้ได้ พยายามอ้าปากเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครสักคนที่ให้ความสนใจหรือสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวแม้แต่คนเดียว
    เยว่เหม่ยเสวี่ยมองร่างโชกเลือดนิ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในตรอกนั้น นั่งลงข้างคนเจ็บ คนเจ็บเป็นบุรุษรูปร่างกำยำเล็กน้อย ผมยาวประบ่า ร่างสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร อายุมากกว่านางไม่กี่ปี พยายามเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากนาง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นหนทางรอดของตน
    “ความตายเป็นเรื่องน่ากลัว แต่การมีชีวิตอยู่ต่อนั้นยากกว่า” เยว่เหม่ยเสวี่ยเปรยเสียงเรียบไร้อารมณ์ ชายหนุ่มพอได้ฟังก็รู้สึกประหวั่นในใจ พยายามยื่นมือไปหาหญิงสาว นางเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยเท่านั้น
    ได้...โปรด...ช่วย...ข้า...ด้วย
    “เพราะเหตุใดเจ้าถึงพยายามดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อกัน” นางเอ่ยถามสายตามิได้มองที่ชายหนุ่ม
    น้อง...สาว...รอ...ข้า...อยู่...ต้อง...ช่วย
    หญิงสาวหันกลับมามองที่ชายหนุ่ม ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนส่งให้ ชายหนุ่มตาพร่าเมื่อเห็นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์นั้น น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตา ยามรู้ว่าตนเองมิอาจรอดกลับไปเจอน้องสาวอันเป็นที่รักได้อีกแล้ว ภาพน้องสาวฝาแฝดปรากฏขึ้นในมโนความคิด ชายหนุ่มมีนามว่าหานตง
    ครอบครัวของเขายากจนนัก อดมื้อกินมื้อแทบทุกวัน บิดาของหานตงเสียหลังมารดาของเขาคลอดน้องสาวฝาแฝดได้ไม่ได้ หลังจากนั้นไม่กี่วันมามารดาก็มาเสียตามไปเพราะตรอมใจ เหลือเพียงแต่เด็กชายวัยห้าขวบและน้องสาวที่ยังอายุไม่ถึงหนึ่งเดือนดี เขาจึงต้องทำงานเลี้ยงน้องมาตั้งแต่ตอนนั้น ทำงานหนักทุกอย่างเพื่อให้น้องสาวได้สุขสบายมากที่สุด ถึงแม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดหานตงก็มิเคยปริปากบ่น
    น้องสาวก็ว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังพี่ชายเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่าพี่ชายของตนเหนื่อยแค่ไหน พยายามหางานทำช่วย แต่กลับถูกพวกขุนนางราคะฉุนคร่า พยายามจับน้องสาวสุดที่รักไปทำเมีย หานตงพอรู้ข่าวก็บุกเข้าไปช่วย แต่นอกจากจะช่วยน้องสาวไม่ได้แล้ว ยังถูกรุมกระทืบอาการสาหัส น้องสาวร้องไห้อ้อนวอนให้พวกมันปล่อยตัวหานตง แลกกับการยอมเป็นนางบำเรอให้ขุนนางชั่วนั้น
    เจ็บใจนัก
    ข้ามันมิได้ความ น้องสาวยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้ หากข้าแข็งแกร่งกว่านี้ละก็...
    หานตงคิดพร่ำบ่นกับโชคชะตาอันโหดร้าย เขาค่อยๆหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ลมหายใจนี้มิหาดึงยื้อเอาไว้ได้อีกแล้ว พี่ขอโทษน้องข้า พี่มันไม่เอาไหน อภัยให้พี่ด้วย
    “ยอมแพ้แล้วงั้นรึ” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นในห้วงความคิดอันเลื่อนลอย
    ข้ามิ...ได้ยอม...แพ้ แต่ข้า...มิอาจฝืน...ชะตาของ...ตนเองได้...
    “นั้นแหละที่เขาเรียกว่ายอมแพ้ ข้าเกลียดคนขี้แพ้”
    ข้าต้อง...ทำ...เช่นไร โปรดบอก...ข้า
    “มาเป็นกำลังให้กับข้าสิ แล้วความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริง”
    ได้...ไม่ว่าสิ่งใด...ข้ายอม
    วูบ
    มือบางยกวางบนศีรษะชายหนุ่มที่นอนคว่ำหน้า ร่ายคาถาบางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปรากฏสัญญาลักษณ์รูปเปลวเพลิงขึ้นบนหน้าผาของหานตง แล้วจางหายไปในผิวหนังของชายหนุ่ม


    กว่าหญิงสาวจะกลับเข้าวังอ๋องก็เป็นเวลาพลบค่ำเสียแล้ว ในระหว่างทางนางบังเอิญได้เจอกับหรงอ๋องที่กำลังเดินกลับเข้าเรือนของตนเองเช่นกัน เยว่เหม่ยเสวี่ยจำชายหนุ่มได้จากความทรงจำ ก็นึกแปลกใจมิใช่น้อย มิใช่ว่าเขาอยู่ชายแดนแคว้นเฉว่
    ทำสงครามกับแคว้นหนานเป่ยหรอกรึ เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้กัน
    เยว่เหม่ยเสวี่ยเดินเข้าไปหาหรงอ๋องที่ข้างกายมีพ่อบ้านหูยืนอยู่ นางค้อมศีรษะทำความเคารพเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยทักทายสั้น
    “มิพบกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือไม่” หรงอ๋องที่ถูกขัดจังหวะโดยหญิงสาว หยุดชะงักฝีเท้าลงหันมาหาเยว่เหม่ยเสวี่ย แล้วเอ่ยตอบเสียงเรียบ
    “เปิ่นหวางสบายดี” หรงอ๋องสำรวจหญิงสาวตรงหน้า นางอยู่ในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวมใส่หน้ากากสีขาว เหมือนยามเมื่อสองปีก่อน หรงอ๋องรู้สึกถึงความผิดปรกติบางอย่างของสตรีตรงหน้า แต่ก็มิทราบว่าหญิงสาวตรงหน้าผิดปรกติที่ตรงใด
    “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
    เมื่อทักทายพอเป็นพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วเยว่เหม่ยเสวี่ยจึงขอตัวกลับเรือนทันที เหตุผลวันนี้นางเองก็วุ่นวายมาทั้งวัน อีกทั้งร่างกายยังไม่แข็งแรงดีจึงรู้สึกเหนื่อยง่าย   หรงอ๋องเองก็มิได้คิดรั้งหญิงสาวเอาไว้ ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตเบาๆ สายตาคมมองแผ่นหลังร่างบางที่จากไปอย่างกรุ่นคิด ก่อนจะเดินสะบัดชายเสื้อเข้าเรือนไป
    เช้าตรู่วันถัดมา
    เยว่เหม่ยเสวี่ยนั่งอ่านตำราประวัติศาสตร์อยู่ในสวนดอกไม้ ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ไม่ไกลนัก นางเห็นว่าบรรยากาศในสวนดอกไม้ดีเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือ จึงเลือกนั่งลงที่นี่โดยลืมนึกไปว่าสวนดอกไม้แห่งนี้ เป็นสถานที่หวงห้ามของวังหรงอ๋อง มีเพียงหรงอ๋องเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาที่นี่
    หรงอ๋องที่กำลังเดินเข้ามาในสวน เมื่อเห็นผู้บุกรุกในสวนก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เขาต้องการหาที่สงบนั่งผ่อนคลาย มิคิดว่าสวนดอกไม้ที่ตนสร้างขึ้นจะมีใครกล้าเข้ามาเช่นนี้ ที่แท้สตรีใจกล้ามิใช่ใครที่ไหนแต่เป็นอนุเจ็ดเยว่เหม่ยเสวี่ยของเขาเองที่นั่งอยู่ จากหน้ากากที่นางสวมใส่บนใบหน้า หรงอ๋องสาวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่บนม้าหินอ่อน เยว่เหม่ยเสวี่ยเงยหน้ามองผู้เข้ามาใหม่ ครั้นพอเห็นเห็นหรงอ๋องก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
    “ถวายพระพรหรงอ๋อง” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยไร้แววอารมณ์
    “เป็นเจ้าเองหรอกรึที่บุกรุกสวนของเปิ่นหวาง” หรงอ๋องเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าคมคายมองไปที่หญิงสาวก่อนจะหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ เอื้อมมือไปคว้าหนังสือที่นางกำลังอ่านค้างอยู่ขึ้นมาดู
    “ประวัติศาสตร์แคว้นเฉว่? เจ้าอ่านหนังสือเช่นนี้ด้วยหรือ” หรงอ๋องถามยามมองหนังสือที่อยู่ในมือหนาไปด้วย เยว่เหม่ยเสวี่ยมองหรงอ๋องเล็กน้อยก่อนจะตอบ
    “ประวัติศาสตร์สร้างชาติ ข้าย่อมต้องการสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับบ้านเมืองของตน”
    “น้อยนักที่สตรีจะสนใจเปิดตำราอ่านหนังสือ นอกจากดีดพิณ วาดภาพ เย็บปักถักร้อย หรือแต่งกายงดงาม” หรงอ๋องเอ่ยเสียงนุ่มทรงเสน่ห์ แต่เยว่เหม่ยเสวี่ยกลับรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าช่างมีวาจาเราะร้ายเสียเหลือเกิน ที่กล่าวชื่นชมสตรีในยุคนี้ได้อย่างไพเราะยิ่ง!
    จะหาว่านางดีแต่แต่งสวย ทำตัวไร้ค่าไปวันๆละซิ
    “มีสตรีมากมายที่มีความสามารถเฉพาะ แต่ด้วยกรอบประเพณีโบราณ ทำให้สตรีไม่สามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที จึงทำได้เพียงดีดพิณ วาดภาพ เย็บปักถักร้อย หรือแต่งกายงดงามไปวัน รอตบแต่งกับบุรุษสักคนเพคะ”
    หรงอ๋องคิ้วกระตุก
    เยว่เหม่ยเสวี่ยตอบด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ คล้ายเห็นเป็นเรื่องสามัญธรรมดาอย่างยิ่งยวด ที่เอ่ยวาจาออกมาเช่นนั้น
    “อาจจะจริงดั่งเจ้ากล่าว” หรงอ๋องรักษามาดขรึมตอบกลับเสียงเรียบ ในมือก็พลิกหนังสือไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจเยว่เหม่ยเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ เยว่เหม่ยเสวี่ยรู้ว่าชายหนุ่มจงใจเมินนาง นางขี้เกียจรอจึงพูดเอ่ยขอกลับเรือนโดยอ้างว่าสุขภาพไม่ค่อยดี แต่หรงอ๋องก็ยังคงเงียบ ครั้นพอนางจะเดินออกไปคนที่เคยนั่งเงียบ ก็เอ่ยรั้งนางเสียงดุ
    “เปิ่นหวางยังไม่อนุญาตให้เจ้าไป นั่งลงอยู่เป็นเพื่อนเพื่อนเปิ่นหวางก่อน”

    เยว่เหม่ยเสวี่ยไม่สามารถปฏิเสธอีกฝ่ายได้ จึงจำใจนั่งลงตรงข้ามหรงอ๋อง วันนี้หญิงสาวอยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ไร้ลวดลาย ส่งเสริมให้หญิงสาวดูนุ่มนวลและเข้มแข็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ กิริยาสง่างามแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยมิต้องปรุงแต่งใดๆ หรงอ๋องมองตามอย่างมิอาจละหายสายตาจากร่างบางได้แม้แต่น้อย หญิงสาวในวันนี้ดูแปลกตาไปจากเมื่อสองปีก่อนจริงๆ