“พี่ใหญ่ว่าพวกเราช่วยอะไรพวกเขาได้บ้างเจ้าคะ” ฮุ่ยเหมยรอคำตอบจากพี่หยุ่นอี้ที่มองหน้าเธอ แต่ไม่พูดอะไร
“ตอนนี้ที่เราจะช่วยพวกเขาได้ก็คืออาหาร แต่อาหารของเราถึงจะเตรียมไว้เยอะ ถ้าจะต้องเอาไปช่วยทุกคนยังไงก็ไม่พอ จะช่วยคนอื่นแล้วพวกเจ้าต้องอด พี่ก็คงไม่ยอม”
พี่หยุ่นอี้ทำท่าครุ่นคิด แต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าจะช่วยชาวบ้านได้อย่างไร
“ข้ามีข้อเสนอ พี่ใหญ่จำต้นผิงกัวกับพูเถาได้ไหม ตอนนี้ถึงจะมีหิมะตก แต่ผลไม้มันก็สามารถเอามากินได้ในส่วนหนึ่ง วันนี้เอาแค่ผลไม้ไปก่อน ไม่แน่บนเขาอาจจะเจออะไรที่เอามากินได้ก็ได้นะพี่ใหญ่”
ฮุ่ยเหมยเสนอความคิดเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ถ้าพี่หยุ่นอี้เอาด้วย ที่เหลือเธอจะจัดการเอง
“เอาอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวพี่จะไปตามชาวบ้านให้แต่ละครอบครัวเอาตะกร้าสานขึ้นเขาไปด้วย”
พอพูดเสร็จพี่หยุ่นอี้ก็ออกจากบ้านไป สิ่งที่ฮุ่ยเหมยทำได้คือต้องขึ้นเขาไปก่อน แล้วเอาผลไม้ออกมาจากมิติ เอาออกมาให้มากที่สุดให้เพียงพอกับชาวบ้านทุกครัวเรือน
ตอนนี้เสี่ยวหยางก็ยังไม่ตื่น แต่ยังไงฮุ่ยเหมยก็ต้องเตรียมตัวขึ้นเขา ทั้งถุงเท้าสองชั้น ถุงมือ หมวกกันหนาว เสื้อกันหนาวและผ้าคลุมอีกชั้น
แต่ไม่ว่าเธอจะใส่เสื้อกันหนาวไปกี่ชั้น ยังไงก็ยังคงต้องเจอกับความหนาว เอาเถอะเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เธอก็ต้องฝ่าลมหนาว ตะลุยหิมะและต้องออกไปข้างนอกอยู่ดี
ฮุ่ยเหมยเปิดประตูบ้าน แล้วงับปิด เดินไปเปิดประตูรั้วแล้วงับปิด หลังจากนั้นเธอก็วิ่งขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวนี้ร่างกายของเธอดีขึ้นมากไม่เหนื่อยง่ายเหมือนตอนมาใหม่ๆ เพราะได้กินน้ำวิเศษทุกวัน
ฮุ่ยเหมยวิ่งขึ้นเขาโดยไม่หยุดพักเลย จนไปถึงต้นผิงกัวที่ตอนนี้หิมะเกาะเต็มต้นจนมองแทบไม่เห็นใบ ยังดีว่าเครือของต้นพูเถาเธอสามารถเดินไปเคาะหิมะออกได้
ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำอย่างรวดเร็วคือการเก็บผลไม้ทั้งสองชนิดออกมาจากมิติให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เสียงชาวบ้านที่พี่หยุ่นอี้ไปตามมา ได้ยินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ฮุ่ยเหมยเริ่มลนลาน
ทั้งที่ตอนนี้เธอเอาผลไม้ออกมาได้หลายกองใหญ่แล้ว จนเธอเริ่มค้นพบว่าไม่ต้องเก็บออกจากมิติแล้ว
แค่คิดถึงผลไม้แล้วตั้งสมาธิ ผลไม้ก็ออกมากองใหญ่ พอเห็นว่าทำแบบนี้ก็ได้เช่นกัน เธอยิ่งเร่งมือจนคิดว่าได้ผลไม้มากพอสมควรแล้วจึงหยุดมือ
ตอนนี้ฮุ่ยเหมยมองไปรอบๆ พบว่าต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีหิมะคลุมบางๆ เท่านั้น จึงยังมองออกว่าเป็นต้นอะไรอยู่บ้าง เธอคิดว่าแค่ผลไม้คงกินได้ไม่กี่มื้อ เธอจะต้องมองหาอาหารชนิดอื่นที่พวกชาวบ้านไม่เคยรู้จัก
ฮุ่ยเหมยเริ่มออกสำรวจพื้นที่รอบๆ จนไปเจอต้นที่เหมือนเธอจะรู้จัก เธอเลยวิ่งเข้าไปดูปรากฏว่าเป็นต้นเผือก แต่มันจะจริงหรือเปล่าอันนี้ต้องขุดดู เพราะเธอก็ไม่แน่ใจ
แต่วันนี้เธอไม่ได้เอาเสียมเล็กมาด้วย คงต้องรอชาวบ้านก่อน ซึ่งน่าจะมีคนที่พกมีดพกเสียมมาบ้าง
ชาวบ้านที่ขึ้นเขามาเกือบ 20 คน ทุกคนต่างมีตะกร้าบนหลัง พี่หยุ่นอี้มองเห็นฮุ่ยเหมยก็ร้องทักด้วยความตกใจ
“น้องรอง ทำไมอยู่ที่นี่ พี่นึกว่าเจ้ารออยู่ที่บ้าน ทำไมถึงกล้าขึ้นเขามาคนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร ถ้าจะขึ้นเขาทำไมไม่รอพี่ก่อน”
ชาวบ้านที่ต่างก็ได้ยินพี่หยุ่นอี้บ่นน้องสาว แต่ละคนถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่ดูสุขุมพูดน้อย กลับพูดรัวเร็วได้ขนาดนี้
“เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่ต้องว่าน้องสาวของเจ้าแล้ว ดูหน้านางก่อน นางก็คงหวังดีแหละ ถึงรีบขึ้นเขามาเก็บรวบรวมผลไม้รอพวกเรา”
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ ข้าแค่อยากมาช่วย แล้วเราก็เคยมาตรงนี้ตั้งหลายครั้ง ไม่เคยเจอสัตว์อื่นเลยนอกจากไก่กับกระต่าย พี่ใหญ่อย่าดุข้าอีกเลยนะ ต่อไปข้าทำอะไรข้าจะบอกพี่ใหญ่ก่อนทุกครั้งเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านลุง ท่านน้า ข้าเก็บผิงกัวกับพูเถาเอาไว้เป็นกองๆแล้ว พวกท่านเก็บไปไว้กินในครอบครัวได้เลยนะเจ้าคะ”
ชาวบ้านที่ขึ้นเขามา มองไปที่ผลไม้กองใหญ่หลายกอง ต่างพากันเก็บผลไม้ใส่ตะกร้าของตนเองจนเต็ม แถมยังเหลืออีกกองใหญ่
จึงมีหลายคนที่คิดจะแบกตะกร้าผลไม้แล้วเดินกลับเพื่อไปเอาตะกร้ามาเพิ่มอีก
“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ มีใครเอาเสียมมาบ้าง ข้าว่าข้าเจอต้นเผือก ซึ่งข้าก็ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ต้องขุดดูก่อนถึงจะรู้”
ฮุ่ยเหมยรีบเรียกทุกคนไว้ เพราะถ้าได้เผือกกลับไปด้วย ถือว่าแก้ไขปัญหาเรื่องอาหารในช่วงฤดูหนาวในระยะยาวได้เลย