ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 15/08/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 2
คิว Talk
เสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่นหวั่นไหว แต่ผมกลับตื่นก่อนที่มันจะเริ่มทำงานเสียอีก
ภาพสุดท้ายก่อนนอนเมื่อคืนยังคงติดตา...ภาพของฝ่ามือนุ่มที่วางอยู่บนมือของผม และแววตาดื้อรั้นที่จ้องกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ของยัยตัวเล็ก...ปีโป้
‘เกม...เริ่มต้นขึ้นแล้วสินะ’
ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางยกยิ้มมุมปากให้กับเงาสะท้อนของตัวเอง วันนี้จะต้องเป็วันที่สนุกแน่ๆ ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ความรู้สึกที่เหมือนมีเป้าหมายบางอย่างให้พุ่งชน...เป้าหมายที่มีชื่อว่า อรณี ลักษณากร
“คิดว่าจะทำให้ฉันหวั่นไหวได้หรือไง ฝันไปเถอะ!” คำพูดของเธอยังคงดังก้องอยู่ในหัว มันช่างเป็คำท้าทายที่น่าเอาชนะเป็บ้า
ผมใช้เวลาเลือกเสื้อผ้านานกว่าปกติ จากที่ปกติจะหยิบแค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ตัวเก่ง แต่วันนี้ผมกลับเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่รีดเรียบกริบมาสวมทับเสื้อยืดสีดำด้านใน ปลดกระดุมสองเม็ดบนออกพอให้ดูสบายๆ ไม่ได้ตั้งใจเกินไป จับคู่กับกางเกงยีนส์สีเข้มตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมา จัดแต่งทรงผมที่ปกติจะแค่ปัดๆ ให้เข้าทรง วันนี้กลับมีเจลแต่งผมเข้ามาเป็ตัวช่วยเล็กน้อย
“หล่อไม่เบานี่หว่าเรา” ผมพึมพำกับตัวเองในกระจก ก่อนจะฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดที่รู้ว่ายัยนั่นชอบ...ก็แค่บังเอิญจำได้น่ะนะ
เมื่อมาถึงคณะ ผมก็ตรงไปยังโต๊ะประจำใต้ตึกที่พวกไอ้ชานกับไอ้โนวานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“โห...ไอ้สัดคิว วันนี้มึงแต่งตัวอย่างกับจะไปเดต” ไอ้โนวาทักขึ้นเป็คนแรกทันทีที่เห็นหน้าผม
“เสือก” ผมตอบกลับสั้นๆ พลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ มัน
“มีนัดกับสาวที่ไหนวะ บอกพวกกูมาซะดีๆ” ไอ้ชานผสมโรง มันละสายตาจากจอโทรศัพท์มามองผมั้แ่หัวจรดเท้า
“ไม่มีเว้ย ก็แค่อยากแต่งตัวดีๆ บ้างไม่ได้หรือไง” ผมแก้ตัวไป แต่สายตากลับสอดส่ายมองหาใครบางคน...คนที่ยังมาไม่ถึง
ไม่นานนัก กลุ่มสาวๆ ก็เดินเข้ามา นำโดยยัยไบร์ทกับยัยออมที่เดินคุยกันมาอย่างสนุกสนาน และคนที่เดินตามหลังมาเงียบๆ ...เป้าหมายของผมในวันนี้
ปีโป้...
เธอยังคงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์กับกางเกงยีนส์เหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปิดบังความน่ารักในแบบของเธอได้เลย ผมบ๊อบสั้นปลายชมพูอ่อนๆ นั่นมันช่างเข้ากับใบหน้าเรียวเล็กของเธอชะมัด
‘เอาล่ะ...ได้เวลาเริ่มแผน’
ผมแกล้งทำเป็ก้มลงผูกเชือกรองเท้าในจังหวะที่พวกเธอกำลังจะเดินมาถึงโต๊ะพอดี และในจังหวะที่ปีโป้กำลังจะเดินผ่านหน้าผมนั่นเอง...
ฟึ่บ!
ผมแกล้งทำสมุดเลคเชอร์กับปากกาที่ถือไว้ในมือหล่นลงพื้นกระจายเกลื่อนอยู่ใกล้ๆ เท้าของเธอพอดีเป๊ะ
“เฮ้ย! โทษทีๆ” ผมอุทานออกมาเหมือนใจริงๆ
ตามสัญชาตญาณของคนทั่วไป อย่างน้อยเธอก็น่าจะช่วยเก็บ หรือไม่ก็หยุดมองบ้างล่ะน่า แต่เปล่าเลย...
ปีโป้เหลือบมองกองสมุดบนพื้นด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเลี่ยงผ่านไปนั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ไยดี ทำเหมือนผมเป็อากาศธาตุ!
‘โห...ใจแข็งใช่ย่อยเลยนะ’ ผมคิดในใจอย่างทึ่งๆ
“คิว นายทำอะไรของนายเนี่ย ซุ่มซ่ามจริง” ไบร์ทบ่นพลางก้มลงช่วยผมเก็บของ
“เอ่อ...ขอบใจ” ผมตอบรับเสียงอ่อย แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ยัยตัวเล็กที่นั่งทำหน้านิ่งไม่รู้ไม่ชี้อยู่ฝั่งตรงข้าม
แผนแรกพลาดไม่เป็ท่า แต่คนอย่างคิรากรไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก
ผมแกล้งทำเป็ลุกขึ้นยืนแล้วเซนิดๆ เหมือนยังทรงตัวได้ไม่ดีนัก มือข้างหนึ่งยันโต๊ะไว้ ส่วนอีกข้าง...ผมตั้งใจจะให้มัน เผลอ ไปโดนขาของเธอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
หมับ!
มือของผมแตะลงบนหัวเข่าของเธอเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ในระยะประชิด “โทษทีนะ...พอดีเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ คิดถึงเื่ของใครบางคนอยู่”
ผมจงใจพูดประโยคสองแง่สองง่ามพร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวเล็กของเธอ
ปีโป้ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยนิ่งเฉยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น และที่สำคัญ...แก้มขาวๆ ของเธอเริ่มขึ้นสีระเรื่อจางๆ
‘ติดกับแล้ว...’ ผมยิ้มในใจ
“ปะ...ประสาท!” เธอสบถออกมาเสียงเบา ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
แม้จะเป็คำด่า แต่สำหรับผมแล้วมันคือเสียงที่น่าฟังที่สุดในตอนนั้นเลยล่ะ
ยกแรก...ถือว่าผมทำคะแนนนำไปก่อนก็แล้วกันนะ ยัยตัวแสบ
ในคลาสเรียนวิชาโปรดักชันเบื้องต้น ผมนั่งจ้องแผ่นหลังเล็กๆ ของคนที่นั่งอยู่แถวหน้าผมสองแถวอย่างใช้ความคิดตลอดเวลา จะทำยังไงให้ได้ใกล้ชิดเธอมากขึ้นอีกนะ...
และแล้ว์ก็เข้าข้างผม
“โอเคครับนักศึกษา วันนี้เราจะมีโปรเจกต์กลุ่มเล็กๆ ให้ทำกันนะ เป็การวอร์มอัปก่อนจะเจอของจริงปลายเทอม” เสียงของอาจารย์ประกาศขึ้น “ให้จับกลุ่ม กลุ่มละหกคนพอดีเลยนะ”
สิ้นเสียงอาจารย์ ผมก็รีบยกมือขึ้นทันที “อาจารย์ครับ! กลุ่มผมมีหกคนพอดีเลยครับ!”
ผมหมายถึงกลุ่มของเรา...กลุ่มที่มีผม ปีโป้ ชาน ออม โนวา และไบร์ท
“อ้าว...ไอ้คิว ทำไมไม่ปรึกษาฉันก่อน...” ปีโป้ที่นั่งอยู่ข้างหน้าหันขวับกลับมาทำตาเขียวใส่ผมทันที
“ปรึกษาอะไรล่ะ ก็ปกติเราก็ทำงานกลุ่มด้วยกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ผมยักคิ้วให้กวนๆ “สะดวกดีออก ไม่ต้องไปหาคนอื่นให้วุ่นวาย”
“เออ จริงของคิวมันนะโป้” ไบร์ทที่นั่งอยู่ข้างๆ ปีโป้รีบสนับสนุนผมทันที “จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
ปีโป้ทำหน้าเหมือนอยากจะเถียงใจจะขาด แต่เหตุผลของผมมันก็สมเหตุสมผลเกินไป แถมเพื่อนคนอื่นก็ดูจะเห็นดีเห็นงามด้วยหมดแล้ว เธอจึงได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมาให้ผมแทน
“หัวข้อคือหนึ่งฉากประทับใจจากภาพยนตร์นะครับ ให้พวกคุณเลือกฉากที่ชอบมาหนึ่งฉาก แล้วลองถ่ายทำรีเมคออกมาในสไตล์ของตัวเอง ส่งเป็คลิปสั้นๆ ความยาวไม่เกินสามนาทีท้ายคาบหน้า” อาจารย์อธิบายต่อ
หลังจากอาจารย์พูดจบ กลุ่มของเราก็เริ่มระดมสมองกันทันที
“เอาฉากบู๊ในจอห์น วิค ดีมะ มันส์ดี” ไอ้โนวาเสนอ
“จะบ้าเหรอ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำ” ออมค้าน “เอาฉากง่ายๆ ดีกว่า”
“งั้นเอาฉากจากหนังรักโรแมนติกไหมล่ะ น่าจะถ่ายง่ายสุด” ไบร์ทเสนอ ซึ่งเป็ความคิดที่เข้าทางผมอย่างจัง
“เราเห็นด้วยกับไบร์ท” ผมรีบพูดสนับสนุน ก่อนจะแกล้งเลื่อนเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้ปีโป้จนไหล่แทบจะชิดกัน “แล้วเราก็มีฉากในใจแล้วด้วย”
ปีโป้ขยับตัวหนีเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ฉากอะไรวะ” ไอ้ชานถาม
ผมกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะจ้องไปที่ปีโป้แล้วพูดว่า “ก็ฉากที่พระเอกนางเอกต้องติดฝนอยู่ด้วยกันสองต่อสองไง...บรรยากาศโรแมนติกๆ ต้องมีฉากที่พระเอกเอาเสื้อคลุมให้...มีฉากที่นางเอกซบไหล่...แล้วก็มีฉากที่...”
“พอเลย!” ปีโป้พูดขัดขึ้นมาเสียงดัง “ทะลึ่ง!”
“อ้าว ทะลึ่งตรงไหน ก็ในหนังมันเป็แบบนั้นจริงๆ นี่” ผมแกล้งทำหน้าซื่อ “เราว่ามันเป็ฉากที่คลาสสิกดีออกนะ...แล้วนักแสดงนำ...ก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกลเลย”
ผมจงใจลากเสียงยาวแล้วมองหน้าเธอกับตัวเองสลับไปมา
“ฮิ้วววววว” เพื่อนทุกคนส่งเสียงแซวขึ้นมาพร้อมกัน
“ฝันไปเถอะ! ฉันไม่เล่น!” ปีโป้ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ผมเห็นนะว่าหูของเธอมันแดงก่ำไปหมดแล้ว
“เอาน่าโป้...ก็แค่การแสดง” ผมแกล้งยื่นมือไปจับเมาส์โน๊ตบุ๊คที่เธอกำลังเลื่อนหาข้อมูลอยู่ ทำให้หลังมือของเราัักันแ่เบา “หรือว่า...ไม่กล้าแสดงกับเราเหรอ”
เธอชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อน
“ใครไม่กล้า!”
“ถ้ากล้า...ก็เล่นสิ” ผมยิ้มท้าทาย
สุดท้ายเธอก็พยักหน้ายอมรับอย่างจำใจ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อนๆ
ดูเหมือนว่า...ผมจะได้ใกล้ชิดเธอมากขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ
หลังเลิกเรียน ผมเห็นปีโป้รีบเก็บของเหมือนจะหนีกลับบ้านทันที มีเหรอที่ผมจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไป
“เฮ้! จะรีบไปไหน” ผมเดินเข้าไปดักหน้าเธอไว้
“กลับบ้านน่ะสิ จะไปไหนได้ล่ะ” เธอตอบเสียงห้วน พยายามจะเดินเลี่ยงผมไป
“เดี๋ยวเราเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์”
“ไม่ต้อง! ฉันเดินไปเองได้”
“เอาน่า...ถือว่าไปคุยเื่งานโปรเจกต์กันต่อไง” ผมหาข้ออ้างไปเรื่อย
แต่ดูเหมือนเธอจะี้เีเถียงกับผมต่อ เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินนำไปเงียบๆ ผมจึงรีบเดินตามไปข้างๆ ทันที
ระหว่างทางไปป้ายรถเมล์ เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็ผมที่ชวนคุยเื่ไร้สาระไปเรื่อย ส่วนเธอก็แค่ตอบ อืม อือ ไปตามมารยาท
จนกระทั่งเรามาถึงที่ป้ายรถเมล์ ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็เริ่มมีเมฆดำก่อตัวขึ้น
“ฝนจะตกแล้วแฮะ” ผมพูดขึ้นลอยๆ
“ก็ดี...จะได้ซ้อมบทไปในตัวเลยไง” เธอพูดประชด
“ความคิดดีนี่” ผมยิ้มรับ “งั้นเริ่มเลยไหมล่ะ”
ผมยังไม่ทันได้ทำอะไร ฝนก็เทลงมาอย่างหนักเหมือนฟ้ารั่ว เราสองคนรีบวิ่งเข้าไปหลบใต้ชายคาของป้ายรถเมล์ที่ค่อนข้างเก่าและเล็ก
“โหย...ตกหนักชะมัด” ผมบ่นพลางสะบัดผมที่เริ่มเปียก
ปีโป้ยืนกอดอกเงียบๆ ตัวสั่นเล็กน้อยเพราะความเย็นจากละอองฝน
ผมมองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกสงสารขึ้นมานิดๆ แต่แผนก็ต้องดำเนินต่อไป
ผมใช้จังหวะที่เธอเผลอ เอื้อมมือไปข้างหลังแล้วดึงปลายผมสีชมพูอ่อนๆ ของเธอมาม้วนเล่นเบาๆ
“ทำอะไรของนาย!” เธอสะดุ้งแล้วหันมาแหวใส่ แต่ก็ไม่ได้ปัดมือผมออก
ผมโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเธอ “สีนี้เหมาะกับเธอดีนะ...น่ารัก”
ผมเห็นเธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดไปนิดหนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
“ยุ่งน่า!” เธอพึมพำเสียงเบาแล้วรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
ผมหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ผมเห็นเธอเสียอาการและเขินอายได้ชัดเจนขนาดนี้
ดูเหมือนว่ากำแพงน้ำแข็งของยัยตัวแสบ...จะเริ่มมีรอยร้าวซะแล้วสิ
“กลับบ้านดีๆ ล่ะ” ผมพูดขึ้นเมื่อเห็นรถเมล์สายที่เธอต้องขึ้นกำลังขับมาเทียบท่า “แล้วอย่าลืมฝันถึงเรานะ”
เธอไม่ตอบอะไร แต่รีบวิ่งขึ้นรถเมล์ไปทันที ผมมองตามรถคันนั้นไปจนลับสายตา พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังไม่จางหายไปจากใบหน้า