เซร่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีมาจากฮิเดกิ โดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังเลยแม้แต่น้อย เธอกลัวว่าเขาจะตามมา
หญิงสาวรู้สึกใกับความรู้สึกของฮิเดกิที่มีต่อเธอ และรู้สึกโกรธกับสิ่งที่เขาคิดจะทำกับเธอ ราวกับไม่ให้เกียรติเธอเลยแม้แต่น้อย
เซร่าไม่รู้ตัวเลยว่า ขาของเธอเธอพาเข้าสู่ตึกเรียนของนักเรียนปี 4 ขณะนั้นเป็เวลาพักกลางวัน จึงมีนักเรียนปี 4 ออกมาเดินอยู่ด้านล่างของตึกประปราย และเหมันต์ก็เป็หนึ่งในนั้น
ชายหนุ่มกำลังยืนคุยเื่งานกีฬาสีประจำโรงเรียน และงานเต้นรำซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากแข่งกีฬาเสร็จกับกรรมการนักเรียนคนอื่นๆ อยู่ด้านล่างของตึก แต่พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเซร่าซึ่งกำลังเดินตรงมายังที่เขายืนอยู่
“มิยาเกะซัง?” เหมันต์มีสีหน้าฉงน เมื่อเห็นเธอเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ฝากที่เหลือต่อด้วยนะ”
เหมันต์ฝากเอกสารสำหรับเตรียมงานไว้กับเพื่อนกรรมการนักเรียน แล้วเขาก็รีบวิ่งตามเซร่าไป
“เหม?” ออยเฟ่ย์ที่เดินมากับเรน่ารู้สึกงุนงงที่เห็นเขารีบผิดปกติ
“มิยาเกะซัง”
“อย่านะ!”
“คุณเหม!!” เซร่าสะบัดแขนทันที แต่เมื่อหันมาเห็นว่าเป็เหมันต์ เธอจึงหยุดชะงักและอุทานออกมาอย่างใ
“เป็อะไรเหรอ มิยาเกะซัง? ทำไมหน้าเธอถึงได้แดงๆ ล่ะ?” เหมันต์ถามและขมวดคิ้วมองใบหน้าที่แดงระเรื่อของเซร่าอย่างสงสัย
“ไม่สบายรึเปล่า?” เหมันต์เอามือไปแตะที่หน้าผากของเซร่าอย่างเป็ห่วง
“เอ่อ…คือ…”
“เหมคะ! อ้าว!” ออยเฟ่ย์เดินตามเหมันต์มาร้องเรียก ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นเซร่ายืนอยู่ชายหนุ่ม
“มิยาเกะซัง? มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ”
ออยเฟ่ย์ถามเซร่าอย่างแปลกใจ แต่แววตาแสดงออกถึงความหึงหวงที่พลุ่งพล่านขึ้นมา เมื่อเห็นชายหนุ่มจับแขนของเซร่า และเอามือแตะที่หน้าผากของเธอเอาไว้
“เอ่อ….”
เซร่ารีบบิดแขนออกจากมือของเหมันต์อย่างนุ่มนวล และถอยห่างออกจากเขาก้าวหนึ่ง ทำให้ชายหนุ่มมองเซร่าอย่างแปลกใจกับท่าทางของเธอที่จู่ๆ ก็ทำตัวห่างเหินกับเขาขึ้นมาอย่างผิดสังเกต
“พอดีฉันจะมาหา…..ฮิเดกิน่ะค่ะ….” เซร่าตัดสินใจโกหกเหมันต์กับออยเฟ่ย์
“งั้นเหรอ? แต่เอ….รู้สึกว่าฮิเดกิจะไม่อยู่ที่ห้องนะ” ออยเฟ่ย์บอกและจ้องมองหญิงสาวอย่างจับผิด
“งั้นเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิ ไปทานข้าวด้วยกันสิมิยาเกะซัง”
เหมันต์ชวนไปทานอาหารกลางวันด้วยกันอย่างสุภาพ ทำให้หญิงสาวชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเดิน ส่วนออยเฟ่ย์มีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
“วันนี้เรน่าจะไปทานข้าวกับพวกเราด้วยนะคะ” ออยเฟ่ย์เอ่ยขึ้นลอยๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณ เดี๋ยวฉันคงไปทานกับเอริโกะน่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
“มิยาเกะซัง…..”
“มิยาเกะซังคงไม่อยากไปด้วย เราไปทานข้าวกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวเรน่าจะรอนาน เราไม่ได้ทานข้าวร่วมกับเรน่าตั้งนานแล้วนะคะ”
ออยเฟ่ย์คล้องแขนรั้งเหมันต์เอาไว้ และบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน
“อืม”
เหมันต์ตอบออยเฟ่ย์ แต่สายตาของเขายังคงมองตามเซร่าไปด้วยความเป็ห่วง
ออยเฟ่ย์ดึงแขนของเขาซ้ำอีกที ชายหนุ่มจึงยอมเดินตามออยเฟ่ย์ไปยังด้านหน้าตึกเรียน ก็พบเรน่าที่ยืนคอยพวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยสีหน้างุนงง
คิมหันต์นั่งเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างใคร่ครวญ รวมถึงสิ่งที่เซร่าบอกเล่าให้เขาฟัง
แม้มันจะทำให้เขารู้สึกสับสนและว้าวุ่นใจ จนเขาไม่อยากจะสืบหาคนร้ายต่อไปก็ตาม แต่เขาก็ต้องฝืนใจทำ เพราะเขาเชื่อในตัวออยเฟ่ย์ เช่นเดียวกับที่เขาเชื่อเซร่า
ดังนั้นเขาต้องหาคนร้ายตัวจริงให้พบ เพื่อแก้ต่างให้กับเซร่าและออยเฟ่ย์ด้วย และเขาก็มีเวลาแค่ 48 ชม.เท่านั้น
คิมหันต์ลุกขึ้นและเดินออกจากสวนดอกไม้ของโรงเรียน ตรงไปยังโรงยิม เพื่อไปยังที่เกิดเหตุ
เขาคิดว่าน่าจะหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้มากกว่านี้
คิมหันต์ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็เดินไปถึง เขาเดินสำรวจตรงจุดที่เขาพบร่างของหญิงสาวผู้โชคร้ายอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว
ชายหนุ่มพบรอยเืที่เปื้อนอยู่ที่กำแพงซึ่งเป็รอยถี่ซ้ำๆ กัน และรอยเืที่รูดเป็แนวลงมาตามกำแพง
จากความทรงจำของคิมหันต์ ใบหน้าของหญิงสาวที่มีเืโชกเกรอะกรังเต็มไปหมด ทำให้เขาคาดการณ์ได้ว่าคนร้ายคงจับศีรษะของหญิงสาวโขกกับกำแพงหลายครั้งจนกระทั่งเธอสลบ
คิมหันต์ยืนมองรอยเืตรงกำแพงนิ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณที่ยืนอยู่อย่างละเอียด และเขาก็สะดุดกับอะไรบางอย่างที่หล่นอยู่กับพื้น คิมหันต์ก้มลงเก็บสิ่งนั้นขึ้นมา
นี่มันเศษผมนี่ ?
แต่เศษผมของใครกันที่จะมาตกและรวมกันเป็กระจุกอยู่บริเวณนี้ ?
เศษผมสีน้ำตาลอ่อนแบบนี้ เป็ของหญิงสาวคนนั้นหรือ ?
ไม่สิ !ผมของหญิงสาวที่โดนทำร้ายหยักศกสีบรอนซ์ทอง
แต่นี่สีน้ำตาลอ่อน เหยียดตรง…
หรือว่า..จะเป็ของคนร้าย ?
ผมของออยเฟ่ย์หยักศก แต่ผมของยัยนั่นยาวตรง
หรือว่า…..สิ่งที่เราคิดอาจจะผิดงั้นหรือ ?
คิมหันต์รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก หลักฐานที่พบเพิ่มนี้แทนที่จะช่วยให้หญิงสาวพ้นข้อกล่าวหา กลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง
ชายหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและสำรวจรอบๆ บริเวณอีกครั้งอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ไม่พบอะไรมากไปกว่านี้
คิมหันต์ยืนนิ่งคิดสักครู่ ก่อนเดินตรงไปยังห้องพักอาจารย์เพื่อสอบถามหาห้องเรียนของหญิงสาวเคราะห์ร้าย
ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานนักก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์ว่า หญิงสาวคนนั้นชื่อแคลร์ และเรียนอยู่ปี 3D
คิมหันต์ตรงไปยังห้องเรียนของปี 3D ขณะนั้นในห้องเรียนมีนักเรียนอยู่ประปราย เพราะเป็่พักกลางวัน คิมหันต์ยืนมองเข้าไปในห้องเรียนอย่างเก้ๆ กังๆ เพราะเขาไม่ค่อยรู้จักนักเรียนคนอื่นๆ มากนัก
“คุณคิมหันต์คะ?”
เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเรียกคิมหันต์จากด้านหลัง ทำให้เขาหันไปมองอย่างแปลกใจ
“หืม?”
“เอ่อ..คุณคิมหันต์คงไม่รู้จักฉันหรอกค่ะ แต่ฉันรู้จักคุณดี” หญิงสาวผมยาวประบ่าตรงหน้าของคิมหันต์ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน
“เธอคือ?”
“ฉันเป็เพื่อนของแคลร์ค่ะ ชื่อริน”
หญิงสาวเพื่อนของแคลร์รีบแนะนำตัวเองกับคิมหันต์ เพราะเธอก็เป็ 1 ในแฟนคลับของเขาเช่นกัน
“ยินดีที่ได้รู้จัก”
“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ? เพราะปกติคุณไม่ค่อยมาที่ห้องเรียนอื่นเลยนี่คะ”
รินเอียงคอถามชายหนุ่มอย่างใส่จริต คิมหันต์มองท่าทางของรินด้วยแววตาเฉยเมย เพราะเขาชินเสียแล้วกับผู้หญิงที่มักมีท่าทีเช่นนี้เวลาพูดคุยกับเขา
“พอดีฉันได้ข่าวว่าเพื่อนของเธอถูกทำร้าย ก็เลย…..”
“อ๋อ..แคลร์เหรอคะ? ใช่ค่ะ เมื่อวานนี้ฉันก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเช่นกัน”
รินชิงพูดขึ้นมาก่อนที่คิมหันต์จะพูดจบประโยค แม้การพูดขัดเป็สิ่งที่ชายหนุ่มไม่ชอบ แต่สิ่งที่ได้รับรู้ทำให้เขาสนใจมากกว่าที่จะอารมณ์เสีย
“งั้นหรือ? รบกวนเธอช่วยเล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้ฉันฟังหน่อยได้มั้ย?” คิมหันต์ถามรินเสียงเรียบ
“ได้สิคะ คือเมื่อวานตอนเย็น ฉันกับแคลร์กำลังกลับบ้านแล้วอยู่ๆ ก็มีคนร้ายถือไม้ฟาดฉันที่หลัง จากนั้นก็ไปทำร้ายแคลร์จนสลบเลยค่ะ ฉันกลัวมากเลยค่ะ” รินเล่าเื่ที่เกิดขึ้น ก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงให้ดูน่าสงสาร
“งั้นหรือ แล้วเธอเห็นหน้าคนร้ายมั้ย?”
“ฉันไม่เห็นหรอกค่ะ แต่แคลร์น่าจะเห็นนะคะ”
“ถ้าอยากรู้เื่มากกว่านี้คงต้องถามแคลร์แล้วค่ะ”
คิมหันต์นิ่งอึ้งไป เขาไม่กล้าบอกรินว่าเพื่อนของเธอตอนนี้โดนทำร้ายซ้ำรอบสองและนอนอยู่ในห้อง ICU ที่โรงพยาบาล อาการสาหัสและยังไม่ฟื้น
“ขอบคุณนะ ที่เล่าเื่ให้ฟัง”
“ไม่เป็ไรค่ะ สำหรับคุณคิมหันต์ ฉันยินดีค่ะ” รินยิ้มเอียงอายเล็กน้อย
“จริงสิ อาวุธที่ทำร้ายพวกเธอเมื่อวานลักษณะเป็ยังไงรึ?”
“เอ..ฉันไม่แน่ใจนะคะ แต่ลักษณะกลมๆ ดูเหมือนดาบไม้ญี่ปุ่นค่ะ”