ผกายฤกษ์ตื่นสาย พอลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าเพื่อนของเธอออกไปทำงานเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผกายฤกษ์มีอาการตาบวมจากการร้องไห้ทั้งคืน แต่ผกายฤกษ์คิดว่าเื่มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก เลยมุ่งสืบเื่ตรงหน้าเสียก่อน ตอนนี้ผกายฤกษ์เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า รัชนีกรคนนี้ไม่ใช่ตัวจริงอย่างแน่นอน เลยรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปพบพัฒนะเพื่อนนักสืบทันที
************************************************
“นึกยังไงถึงมาที่สำนักงานนักสืบเลยน่ะ” พัฒนะถาม
“เื่ที่ให้นายสืบ นายสืบได้หรือยัง” ผกายฤกษ์ถาม
“อ้อได้แล้ว กะว่าจะโทรหาวันนี้นี่แหละ” พัฒนะกล่าวแล้วไปหยิบหนังสือพิมพ์เก่าให้ดู “อะนี่ ดูซะ มีสองข่าว ข่าวหนึ่งคือ แฟนคุณหมอชัยทศน์ ชื่อนาลันทา ประสบอุบัติเหตุ แต่ฟื้นอย่างปาฏิหาริย์ มีสภาพความจำเสื่อม แต่คุณหมอก็ดูแลเธอเป็อย่างดี ตอนนี้ได้ข่าวว่าท้องแล้วเรียบร้อย”
“และอีกข่าวล่ะ” ผกายฤกษ์เห็นว่าไม่เกี่ยวกับน้องตนเลยถามอีกข่าว
“อีกข่าวก็คือ มีบุคคลนิรนามขับรถที่ถูกวางะเิ และเกิดะเิกลางถนน เธอถูกไฟคลอกอย่างน่าสงสาร ถูกเผาจนเหลือแต่เถ้ากระดูก ไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็ใคร เพราะไม่มีญาติออกตามหาตัวเลย เถ้ากระดูกเก็บไว้ที่วัดนาดีน่ะ ติดชื่อไว้ว่าบุคคลนิรนาม” พัฒนะกล่าว
“เอาล่ะ ขอบคุณมาก ฉันต้องไปแล้ว” ผกายฤกษ์กล่าว
“เฮ้ย จะรีบไปไหนน่ะ” พัฒนะกล่าว
“ไปที่วัดนาดีไง ขอบใจมากนะ วันหลังจะมารบกวนใหม่ 555”
“เฮ้ย เราไม่ได้ยินดีให้เธอมารบกวนขนาดนั้นหรอกนะ ว่าแต่ระวังตัวด้วยล่ะ” พัฒนะกล่าว
************************************************
ผกายฤกษ์ไปรับเถ้ากระดูกที่วัดนาดี โดยอ้างว่าเป็ญาติ หลังจากนั้นเธอก็รีบไปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าตรงกันกับเธอหรือไม่ เผื่อว่าจะเป็น้องสาวของเธอจริงๆ เขาขอเวลาหนึ่งสัปดาห์ให้มาฟังผล ผกายฤกษ์จึงกลับไปที่หอพักทันที
แต่พอมาถึงที่หอพักกลับพบว่าข้าวของและเสื้อผ้าของพรรณพรหายไปทั้งหมด ผกายฤกษ์สงสัยเลยโทรสอบถามเพื่อนทันที
“เกิดอะไรขึ้น ยายพรรณ ทำไมเธอถึงย้ายออกไปล่ะ หรือว่าทนฉันไม่ได้แล้ว” ผกายฤกษ์สงสัย
“เอ่อ เปล่านะ คือว่า ฉันต้องย้ายไปทำงานร่วมกับเ้านายใหม่น่ะ” พรรณพรพูดตะกุกตะกัก
“เธอลาออกจากที่ทำงานเก่าแล้วหรอ” ผกายฤกษ์สงสัยเพราะงานนักข่าวเป็อาชีพที่พรรณพรรักมาก
“จ้า ฉันลาออกแล้ว ต้องขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่ได้บอกเธอไว้ก่อนเพราะเห็นเธอกลับดึกน่ะ” พรรณพรพูดอย่างกลัวๆ
“ยายพรรณ นี่เธอไม่ได้โดนข่มขู่ หรือโดนทำร้ายใช่มั้ย” ผกายฤกษ์สงสัยน้ำเสียงของเพื่อน
“เปล่านะ ไม่ได้โดนทำร้าย ฉันไปทำงานจริงๆ เชื่อฉันเถอะนะ” พรรณพรรีบแก้ตัว
“ทำไมน้ำเสียงของเธอดูมีพิรุธนักล่ะ มีอะไรบอกฉันได้นะ พวกเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่หรอ” ผกายฤกษ์ห่วงเพื่อน
“ไม่มีอะไรจริงๆ เชื่อฉันเถอะ เ้านายเรียกแล้ว ฉันต้องวางสายแล้วล่ะ ถ้ามีอะไรฉันจะโทรติดต่อไปเองนะ” พรรณพรรีบวางสาย
ผกายฤกษ์รู้สึกสงสัยเพื่อน แต่ก็ต้องยอมปล่อยไปในเมื่อเพื่อนของเธอไม่ยอมบอกอะไรเลย อีกทั้งในตอนนี้เธอก็ต้องรีบสืบหาตัวน้องสาวตัวจริงให้ได้เสียก่อน เลยไม่มีเวลาไปสืบเื่พรรณพร
************************************************
ณ รีสอร์ทส่วนตัวของอำมรินทร์
อำมรินทร์สามารถตัดใจจากสายชลได้อย่างรวดเร็ว เพราะความเป็จริงแล้วเขายังคงคิดถึงน้องสาวของภาณุมาศอยู่ตลอด แต่เพราะก่อนที่จะรู้ว่าภาณุมาศมีน้องสาวฝาแฝด เขาได้ตกลงขอสายชลเป็แฟนแล้วเรียบร้อย ทำให้เขาต้องรับผิดชอบเป็แฟนสายชล แต่ในเมื่อสายชลตัดสินใจเลือกนายอำนาจเพื่อนของเขาเอง อำมรินทร์ก็ยอมปล่อยสายชลไป
“นายครับ ผมสืบเื่น้องสาวฝาแฝดของคุณภาณุมาศได้แล้วครับ” บอดี้การ์ดรายงาน
“เป็ไงบ้างเธอเป็ใครและอยู่ที่ไหน” อำมรินทร์สอบถามด้วยความดีใจ
“เธอเคยเป็ตำรวจชื่อผกายฤกษ์ เธอใส่หน้ากากและแต่งหน้าแปลงโฉมจนไม่เหลือเค้าโครงเหมือนคุณภาณุมาศเลยครับ เพื่อไม่ให้พี่สาวของเธอได้รับอันตรายไปด้วย” บอดี้การ์ดกล่าว
“อะไรนะ เธอคือผกายฤกษ์ งั้นเธอก็เคยเป็บอดี้การ์ดของฉันด้วยน่ะสิ แย่แล้ว ฉันดันไล่เธอออกไปแล้ว จะไปตามตัวเธอได้ที่ไหนล่ะเนี่ย ถึงว่าเธอมีปานรูปผีเสื้อด้วย ฉันน่าจะเอะใจได้ั้แ่แรก” อำมรินทร์เสียดาย
“ตอนนี้เธอไปมาไร้ร่องรอยครับ เหมือนจะสืบอะไรบางอย่าง ยังหาตัวเธอไม่ได้เลยในตอนนี้” บอดี้การ์ดกล่าว
“ไม่เป็ไร สักวันฉันคงได้เจอผกายฤกษ์ ถ้าเจอเธอในรอบนี้ ฉันจะไม่มีวันปล่อยเธอไปไหนได้อีกคอยดู” อำมรินทร์มุ่งมั่น
************************************************
เมื่อครบกำหนดหนึ่งสัปดาห์ ผกายฤกษ์ไปรับผลพิสูจน์ดีเอ็นเอที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อดูว่ามีดีเอ็นเอตรงกันกับตัวเองหรือไม่ แต่ผลกลับบอกว่าผลดีเอ็นเอไม่ตรงกัน ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่รัชนีกร ในใจผกายฤกษ์ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี แต่ควรจะดีใจมากกว่าเพราะแสดงว่าน้องสาวของเธอยังไม่ตาย ดังนั้นผกายฤกษ์จึงตัดสินใจไปวัดเพื่อนำอัฐิไปคืนที่วัดนาดีเผื่อมีญาติมาติดต่อรับอัฐิไป และทำบุญให้กับบุคคลนิรนามคนนั้น
เนื่องจากวัดนาดีอยู่ติดกับโรงพยาบาลจังหวัด ทำให้ผกายฤกษ์มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเป็ลม ผกายฤกษ์จึงรีบวิ่งไปรับตัวไว้เพราะกลัวผู้หญิงคนนั้นล้มหัวฟาดพื้น ผกายฤกษ์เรียกให้บุรุษพยาบาลมาช่วยรับร่างของเธอไว้ แล้วอุ้มเธอไปวางไว้บนเตียงรถเข็น เพื่อพาไปที่ห้องฉุกเฉินทันที ผกายฤกษ์ติดตามไปจนกระทั่งรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือนาลันทา ภรรยาคุณหมอชัยทศน์ เธอเป็ลมเพราะกำลังตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว
“ขอบคุณคุณมากเลยนะครับที่ช่วยภรรยาผมไว้” หมอชัยทศน์กล่าว
“ดิฉันยินดีช่วยอยู่แล้วค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ” ผกายฤกษ์กล่าว
“พอดีว่าผมติดธุระต้องรีบไปตรวจคนไข้ครับ ผมขอฝากภรรยาของผมไว้สักครู่ก่อน เดี๋ยวผมกลับมา ผมคิดว่าภรรยาของผมอาจจะอยากขอบคุณคุณครับ” หมอชัยทศน์กล่าว
“ได้ค่ะ วันนี้ฉันว่างพอดี คุณหมอไม่ต้องห่วงนะคะ” ผกายฤกษ์กล่าว
ผกายฤกษ์นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงคุณนาลันทา สักพักเธอก็ฟื้น แต่เมื่อเธอฟื้นกลับมีอาการแปลกๆ พอเธอมองมาที่ผกายฤกษ์กลับมีอาการปวดหัวอย่างฉับพลัน ผกายฤกษ์ใจึงรีบเรียกหมอให้มาดูอาการทันที ผกายฤกษ์เห็นหมอชัยทศน์เดินเข้ามาแล้ว กำลังจะเดินหลบออกไป แต่ทว่า….
คุณนาลันทากลับรีบดึงมือผกายฤกษ์ไว้ “พี่ผกายฤกษ์ อย่าทิ้งรัชไปค่ะ อยู่กับรัชก่อนนะคะ”
ผกายฤกษ์ใพอๆ กันกับคุณหมอชัยทศน์ “ยัยรัชใช่มั้ย เธอเป็น้องของพี่ใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ พี่ผกายฤกษ์ อย่าทิ้งรัชไปไหนนะคะ”
ผกายฤกษ์มองหน้าคุณหมอชัยทศน์เพื่อขอคำอธิบาย
“คุณไปรอผมข้างนอกก่อนนะครับ ผมขอตรวจอาการภรรยาผมก่อน เดี๋ยวผมจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง” หมอชัยทศน์กล่าวอย่างใจเย็น