ทันทีที่เข้าไปในห้อง ซือเฟิงหลงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น“ท่านพ่อ! เมื่อครู่ท่านเห็นเซียนขี่กระบี่หรือไม่ขอรับ”
ซือคงกำลังห่มผ้าให้ภรรยาที่เมาเรือจนหลับไปแล้วก่อนหันมาตอบเสียงเบา “ได้ยินเสียง ไม่ได้ออกไปดู”
เด็กชายเดินเข้ามาพลางวาดแขนประกอบท่าทางยามเล่าเื่“ข้าเห็น! เซียนที่ขี่กระบี่ผ่านไปยังเด็กอยู่เลย นางน่าจะอายุน้อยกว่าข้าเสียอีกแต่กลับขี่กระบี่ข้ามแม่น้ำเดินทางบนอากาศได้แล้ว ท่านพ่อ!หากข้าอยากขี่กระบี่อย่างนางบ้าง ข้าจะต้องมีพลังในระดับขั้นใดหรือ?”
ซือคงเพิ่งจะเคยเห็นท่าทางตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยของบุตรชายเป็ครั้งแรกซือเฟิงหลงมักวางตัวเป็เด็กรู้ความมาโดยตลอดไม่มีเื่ใดจะทำให้เขาตื่นเต้นจนแสดงออกอย่างสดใสเช่นนี้มานานแล้วั้แ่รู้ว่ามารดาเจ็บป่วยเรื้อรังหลังจากคลอดตนเองเขาก็ไม่เคยร่าเริงแบบนี้อีกเลย คนเป็บิดาทั้งปวดใจแต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาปลอบโยนให้เขาคลายความรู้สึกผิดยามนี้เมื่อได้เห็นรอยยิ้มร่างเริง ดวงตาเปล่งประกายสดใสสมวัยจึงได้แต่มองเหม่ออยู่นาน
ซือเฟิงหลงเห็นบิดานิ่งเงียบก็หลุบตาลงเอ่ยสารภาพเบาๆ “ท่านพ่อ ข้าไม่กล้าบอกท่านมาตลอดไม่นานมานี้ข้าเพิ่งเลื่อนเข้าสู่ขั้นหลอมปราณ ข้าเป็ผู้ฝึกตนคนหนึ่งแล้วนะขอรับ”
ซือคงเลิกคิ้วหัวเราะเบาๆเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “เ้าเพิ่งจะยอมเอ่ยปากบอกพ่อหรือหากไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้ว ข้าจะให้ยันต์เ้าไว้ใช้ป้องกันตัวหรือไรคนธรรมดาใช้ยันต์ปราณไม่ได้หรอกนะ”
ซือเฟิงหลงตาโต ในใจกระจ่างแจ้งโดยพลัน
มีหลายครั้งที่บิดาเอ่ยคำพูดคลุมเครือที่ฟังเข้าใจยากตอนนั้นเขาก็ฟังความหมายไม่ออก ที่แท้ท่านก็รู้มาก่อนแล้ว“ที่ท่านพ่อบอกว่าข้ามีวิชาติดตัวแล้ว หมายความเช่นนี้เองหรือขอรับเช่นนั้นท่านพ่อ ข้ามีอีกเื่จะสารภาพกับท่าน!”
เด็กชายเดินไปเปิดหีบใบเล็กของตนเองค้นลงไปจนถึงก้นหีบแล้วหยิบห่อผ้าออกมาวางลงบนโต๊ะกลางห้อง ค่อยๆ คลี่ผ้าออก หินผลึกส่องประกายแวววาววูบหนึ่งราวกับดวงดาวที่ะเิแสงในค่ำคืนอันว่างเปล่าหากไม่มียันต์ปิดผนึกติดไว้รอบห้องอย่างแ่าแสงเจิดจ้านี้ย่อมสะท้อนทะลุกำแพงออกไปทั่วทั้งเรือ ทำให้ผู้คนแตกตื่นเป็แน่
“หินก้อนนี้ท่านแม่เก็บจากริมลำธารมาให้ข้าวันที่รากิญญาธาตุน้ำของข้าเผยออกมา ก็เพราะได้พลังิญญาจากหินผลึกก้อนนี้กระตุ้นเพียงแต่มันมีพลังิญญาเปี่ยมล้นเกินไป ข้าไม่อาจดูดซับได้จึงได้แต่เก็บมันไว้ในหีบ ท่านพ่อท่านรู้หรือไม่ว่ามันคือสิ่งใด”
ซือคงมองหินผลึกด้วยสีหน้าสงบเขาวาดอักขระยันต์กลางอากาศใช้ยันต์ผนึกอานุภาพของหินผลึกให้พลังปราณเก็บงำอยู่ภายใน ยามนี้ประกายแสงของมันจึงหม่นลงดูไม่ต่างจากหินธรรมดานัก
“ลูกห้ามนำหินก้อนนี้ออกมาให้ใครเห็นเด็ดขาดในโลกของการบำเพ็ญ ของวิเศษเป็สิ่งที่ต้องแย่งชิง แม้แต่โอกาสก็ไม่ใช่เื่ที่จะสละให้ใครง่ายๆหินก้อนนี้คือผลึกดวงดาว เ้าสามารถมองดูมัน พิศมรรคาจากมัน แต่ไม่อาจใช้มันจนกว่าจะเลื่อนไปถึงขั้นเลี่ยนซวี[1]โชคดีที่เ้าฝึกสังขารจนเกือบบรรลุขั้นสองแล้ว หาไม่สถานเบาเส้นลมปราณฉีกขาดสถานหนักคือร่างะเิ ดีที่เ้าไม่ได้โลภคิดใช้ประโยชน์จากมัน”
ซือคงเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อวันนี้เราเปิดอกคุยกันเื่นี้แล้ว เช่นนั้นพ่อก็จะพูดเื่ที่ลูกจำเป็ต้องรู้”
ซือเฟิงหลงขยับเข้ามาหงายถ้วยชาขึ้นแล้วจึงรินชาให้บิดาซือคงรับถ้วยชามาจิบช้าๆ แล้วหมุนถ้วยเบาๆ เอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน“ลูกคิดว่าตนเองมีรากิญญาอะไรบ้าง”
ซือเฟิงหลงเกาศีรษะตอบ“ข้าไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็เพราะท่านพ่อสอนให้ข้าัักฎของธาตุต่างๆยามตีเหล็กมาหลายปี ข้าจึงมีััว่องไวต่อทุกธาตุแต่ข้ากลับสามารถใช้งานธาตุน้ำได้เพียงธาตุเดียวเท่านั้นข้ามีรากิญญาธาตุน้ำแน่นอนขอรับ”
ผู้เป็บิดายิ้มยกมือขึ้นตบศีรษะบุตรชายเบาๆ อย่าเอ็นดู “ต่อให้เ้าจะมองกฎพื้นฐานของธรรมชาติออกอยู่บ้างแต่ด้วยระดับพลังของเ้าตอนนี้หากไม่มีพลังงานที่เกิดจากฎธาตุนั้นก่อตัวอย่างหนาแน่นเ้าก็ไม่อาจรับรู้ถึงมันได้หรอกนะ แล้วธาตุที่ััรับรู้ได้ มีธาตุใดบ้างเล่า?”
ซือเฟิงหลงทรุดกายลงนั่งข้างบิดาสีหน้าครุ่นคิด เผลอยกปลายนิ้วขึ้นมานับตามความเคยชิน “น้ำ ไม้ ไฟ ดินทอง...ข้าจะััถึงลมได้ ก็ต่อเมื่อข้าชักหีบลมอัดลมเข้าสู่เตาเผา!”
ดวงตาของเด็กชายโชนแสงขึ้นยามเงยหน้าสบตาบิดา“ท่านพ่อหมายความว่าข้ามีรากิญญาห้าธาตุหรือขอรับ! แต่นอกจากธาตุน้ำแล้ว ข้าไม่อาจเรียกใช้ธาตุอื่นๆ ได้แม้แต่น้อย”
ซือคงพยักหน้า “ในแดนมนุษย์นี้ผู้ที่มีรากิญญามากกว่าสองธาตุ ล้วนถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีพร์ธรรมดายิ่งรากิญญามากการฝึกฝนก็จะยิ่งเชื่องช้าบางคนต้องสิ้นอายุขัยไปก่อนจะข้ามผ่านด่านสำคัญป้ายหยกสืบทอดที่เ้าเจอในถ้ำ์บนยอดเขาซานเหอ คือหนึ่งในผู้ฝึกตนหลายรากิญญาหลอมรวมทุกธาตุเข้าด้วยกันเพื่อเลื่อนสู่ขั้นหยวนอิงได้พ่อพบผู้เฒ่าคนนั้นใน่สุดท้ายของอายุขัย จึงไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้มากนักสุดท้ายเขาก็ไม่อาจสร้างทารกิญญาสำเร็จ”
ซือเฟิงหลงใบหน้าซีดเผือดแต่แล้วดวงตาของเขาก็เผยประกายไม่ยอมแพ้ออกมา “แต่ข้าจะไม่ยอมเป็เช่นท่านอาจารย์หากฝึกตามวงจรเสริมธาตุจะต้องฝึกได้เร็วขึ้นแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำว่าอาจารย์จากปากบุตรชายซือคงก็ทำหน้าประหลาด เขากระแอมไอครู่หนึ่งก็เอ่ยต่อ “เ้าไม่จำเป็ต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ผู้ที่สอนแิวงจรห้าธาตุให้เขาก็คือข้า หากเ้าเรียกศิษย์ของบิดาว่าอาจารย์แล้วคนเป็บิดาเช่นข้าจะกลายเป็อะไร”
ซือเฟิงหลงหน้าเหวอไปครู่ในหัวมีความคิดมากมายไหลวน “ท่านพ่อคืออาจารย์ของอาจารย์ก็ต้องเป็อาจารย์ปู่...”
มะเหงกหล่นลงบนศีรษะน้อยๆ ทันใดเด็กชายยกมือขึ้นกุมรอบปูดยิ้มทะเล้น “ท่านพ่อท่านเก่งกาจเช่นนี้ระดับขั้นคงสูงมากเป็แน่”
“พ่อไม่อาจสร้างทารกิญญาเช่นกันแต่เ้าไม่ต้องมาวุ่นวายใจเื่ของผู้อื่น ลูกมีรากิญญาห้าธาตุห้าธาตุก่อเกิดสรรพสิ่งวงจรที่ก่อกำเนิดชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะได้์ย่อมไม่ยินดีจะเห็น และร่างกายของเ้าก็ไม่อาจรับไหวอย่างแน่นอนพ่อจึงให้เ้าฝึกสังขารอย่างไรล่ะ”
ซือเฟิงหลงวางศอกบนโต๊ะใช้สองมือเท้าคางพลางบ่นเบาๆ“ท่านพ่อ รากิญญาข้าใช้ได้แค่ธาตุเดียว วงจรห้าธาตุที่ว่านี้เห็นทีจะไม่เกิดแล้วขอรับ”
ซือคงยกชาขึ้นจิบ กล่าวว่า“การที่รากิญญาของเ้ายังใช้งานไม่ได้ตอนนี้มิใช่ว่าเป็เื่ดีหรอกหรือวิชาฝึกสังขารของเ้ายังไม่บรรลุขั้นห้า หากห้าธาตุตื่นพร้อมกันร่างเ้าคงะเิเป็แน่ จำไว้อย่าพยายามปลุกรากิญญาที่เหลือ อย่าเพิ่งสืบเสาะวิธีทำให้รากิญญาตื่นถ้ายังฝึกวิชาสังขารไม่สำเร็จ”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
“การฝึกสังขารจะทำให้กายเนื้อของลูกแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเมื่อบรรลุขั้นห้าต่อให้เ้าฝึกปราณได้เชื่องช้า ต่ำกว่าหยวนอิงลงมาก็ไม่มีใครสู้เ้าได้”
ซือคงมองบุตรชายที่เอาแต่นั่งนิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่งก็หยุดคำด่าออกมาฉุนๆ “เ้าเด็กหน้าเหม็นคิดว่าวิชาหมัดมันไม่สง่างามเช่นนั้นรึ!”
ซือเฟิงหลงหน้าเหรอยกมือขึ้นลูบท้ายทอยภาพเด็กสาวขี่กระบี่บินยังติดตาตรึงใจ “ท่านพ่อฝึกสังขารสามารถเหาะบนอากาศได้หรือไม่ขอรับ”
ซือคงหัวเราะ “เอาละๆพ่อจะหลอมกระบี่บินให้เ้าเล่มหนึ่งก็แล้วกัน จะใช้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในขั้นจู้จี้ แต่ลูกห้ามรีบร้อนเลื่อนขั้นเด็ดขาดจนกว่าจะบรรลุวรยุทธขั้นสอง”
ซือเฟิงหลงทำหน้าม่อยคอตกกล่าวว่า “สี่ธาตุแรกข้าฝึกถึงขั้นสองแล้วแต่ธาตุสุดท้ายนั้นจนถึงวันนี้ข้าก็ยังไม่อาจััถึงมันได้เลย จะสำเร็จได้อย่างไร”
“ไม่ต้องร้อนใจไปถึงอย่างไรการสร้างพื้นฐานให้มั่นคงย่อมดีกว่า แตงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวานเ้าฝึกตีเหล็กมานานจึงััธาตุทั้งสี่ได้ไวแต่ธาตุสุดท้ายนี้ต้องอาศัยสมาธิเป็ที่ตั้งไปถึงหยุนหนานแล้วพ่อจะทดสอบเ้าดูเสียหน่อย หากเ้าแข็งแกร่งพอต่อให้ยังไม่บรรลุขั้นสองสมบูรณ์คิดว่าตนเองมีความสามารถ อยากเลื่อนขั้นก็เลื่อนได้ตามใจ พ่อจะไม่ห้ามอีก”
[1] เลี่ยนซวี (炼虚) –ขั้นหลอมสุญญตา หลอมร่างเซียนหลังลอกคราบ-สละกายเนื้อเพื่อขึ้นแดนเซียน