แม้ว่าอาสี่หลิงเฉินเว่ยจะเป็นลูกชายคนเล็ก แต่ลูกที่แม่เฒ่าหลิงรักและให้ความสำคัญที่สุดคือลูกชายคนโตหลิงเฉิง เพราะแม่เฒ่าหลิงหรือครอบครัวคนจีนทั่วไปต่างก็ให้ความสำคัญกับลูกชายคนโตมากกว่าลูกคนอื่น ๆ โดยเฉพาะลูกสาวที่ต่างก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่ที่อื่นกลายเป็นคนของครอบครัวอื่นดังคำที่ว่าลูกสาวแต่งงานไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากบ้าน
ดังนั้นการที่ลูกชายคนโตคือคนที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวคนต่อไป พ่อกับแม่ต่างก็หวังให้พวกเขาเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า บางคนจะเอ็นดูลูกคนเล็กแต่ท้ายที่สุดต่างก็ให้ความสำคัญกับลูกชายคนโตมากที่สุดอยู่ดี อีกทั้งแม่สามีบางคนก็ยังเกรงใจลูกสะใภ้เพราะกลัวว่าหากทำให้สะใภ้ไม่พอใจ สองสามีภรรยาก็อาจจะไม่ดูแลตนเองเมื่อยามแก่ชรา ดังนั้นพ่อแม่หลาย ๆ คนรวมถึงแม่เฒ่าหลิงแม้ว่าจะเห็นอยู่เต็มตาและรับรู้อยู่เต็มอกว่าลูกหลานคนอื่นได้รับความอยุติธรรม แต่ก็เลือกหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหากับที่พึ่งยามแก่ของตนเอง
“ อาหานมาเยี่ยมยายเหรอ สองอาทิตย์ก่อนแม่เราก็มาส่งข่าว ยายก็อยากไปเยี่ยมเหลนทั้งสอง แต่สังขารมันไม่ค่อยอำนวยแล้วเด็ก ๆ ที่นี่ก็ไม่มีคนดูแลเพราะผู้ใหญ่ก็ไปทำงานกันหมดทุกคน เมียกับลูก ๆ สบายดีใช่ไหม ” แม่เฒ่าหลิงทักทายหลานชายนอกตระกูลของตนเอง ซึ่งนางชอบลักษณะนิสัยและชื่นชมความสามารถของหลานชายคนนี้มากจนนึกเสียดายที่เขาแซ่เว่ยไม่ใช่แซ่หลิง ไม่อย่างนั้นอนาคตของตระกูลหลิงจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน เพราะถึงแม้นางจะมีหลานชายหลายคนแต่ก็ไม่มีใครมีความสามารถเท่ากับเว่ยอี้หานและยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของลูกสะใภ้คนโตของนางกันทุกคนจนน่าละเหี่ยใจเพราะไม่มีใครมีภาวะเป็นผู้นำเลยสักคน!
“ ทั้งสามคนแม่ลูกสบายดีครับ วันนี้ผมขึ้นเขาไปล่าสัตว์กลับมาได้หลายตัวก็เลยแบ่งมาให้ที่นี่สองตัว พร้อมกับแบ่งกระต่ายตุ๋นกับหมั่นโถวฟักทองที่เสี่ยวหลันทำเองมาให้ยายกินบำรุง แล้วก็ยังมีผิงกั่วจากต้นหลังบ้านมาฝากด้วยครับ ”
“ ยายฝากไปขอบใจหลานสะใภ้ด้วยนะที่มีน้ำใจทำกับข้าวมาฝากคนแก่ เดี๋ยวยายให้ตานเอ๋อร์เอาตุ๋นกระต่ายไปเปลี่ยนใช่ชามใบอื่นให้ก่อนนะลูก”
เว่ยอี้หานไม่ได้ตอบเพียงแต่ยิ้มรับผู้เป็นยาย จากนั้นแม่เฒ่าก็หันไปร้องเรียกหลานสาว
“ ตานเอ๋อร์… ตานเอ๋อร์…”
“ จ้ะย่า ย่าเรียกหนูมามีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“ มาเอาของที่พี่อี้หานเอามาฝากบ้านเราไปเก็บไว้ที่ห้องครัวเร็วเข้า แล้วอย่าลืมเปลี่ยนชามใส่ตุ๋นกระต่ายไว้แล้วอันนี้เอามาคืนพี่ชายเราด้วยนะ ”
หลิงมู่ตานทำตามคำสั่งแม่เฒ่าด้วยความคล่องแคล่ว เธอเดินถือของทุกอย่างกลับไปกลับมาถึงสองรอบจนเสร็จ
“ พี่อาหาน นี่จ้ะชามของพี่ หนูล้างให้สะอาดแล้วนะ ”
“ อื้ม ขอบใจตานเอ๋อร์มากนะ ” เว่ยอี้หานยิ้มพร้อมกับขยี้ผมเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูญาติผู้น้อง และเมื่อธุระของเขาเสร็จแล้วเว่ยอี้หานก็ขอตัวกลับบ้านของตนเองทันที
“ ยายครับถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมกลับก่อนนะครับ เอาไว้วันหน้าผมจะมาเยี่ยมใหม่ ”
“ จ้ะ แล้วอย่าลืมพาเมียกับลูกชายฝาแฝดมาเยี่ยมยายด้วยนะ ”
“ ครับ หลังจากเด็กทั้งสองคนอายุครบเดือนแล้วผมจะพามาเยี่ยมขอพรยายนะครับ ”
“ อืมยายจะรอนะ แล้วนี่ตั้งชื่อลูกหรือยังล่ะ ”
“ ยังเลยครับ ก่อนหน้านี้ทุกคนที่บ้านก็ยุ่งมาก แต่ตอนนี้มีเวลาว่างแล้วผมจะคุยกับพ่อแม่และเสี่ยวหลันดูอีกที ถ้าได้ชื่อจริงของต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าแล้วผมจะมาแจ้งให้ยายรู้นะครับ ”
“ จ้ะ รีบกลับไปช่วยเมียหลานเลี้ยงลูกเถอะ ฝากบอกแม่เราด้วยว่ายายสบายดีไม่ต้องห่างทางนี้ แล้วก็ขอบใจสำหรับไก่และกระต่ายป่าสองตัวนี้ ”
“ ครับยาย วันนี้ผมลาแล้วครับ ”
“ โชคดีลูก เดินกลับดี ๆ นะ ”
“ ครับ ” เว่ยอี้หานรับคำสั้น ๆ และเดินกลับออกจากบ้านหลิงเพื่อกลับบ้านของตัวเองด้วยความรวดเร็ว เพราะเขาอยากกลับไปหาคนที่รออยู่ที่บ้านเต็มทีแล้วในตอนนี้
……….
“ กลับมาแล้วเหรอคะ ” เสี่ยวหลันยิ้มกว้างทั้งปากและตาที่สื่อให้เห็นว่าเธอนั้นกำลังมีความสุขขนาดไหนที่เห็นสามีกลับมาบ้าน
เว่ยอี้หานถึงกับตาพร่าเมื่อได้เห็นรอยยิ้มจากภรรยาตัวน้อย ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าภรรยาของเขานั้นสวยขึ้นในทุก ๆ วันนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจตัวเองนั้นกำลังเต้นแรงขนาดไหน
ไม่ใช่เว่ยอี้หานคิดไปเอง แต่หลังจากที่มู่เสี่ยวหลันดื่มน้ำจากมิติติดต่อกันทุกวัน เส้นผมและผิวพรรณของเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมาก ไม่เพียงมู่เสี่ยวหลันคนเดียวเท่านั้น หากตอนนี้เว่ยอี้หานเห็นคนอื่นในสายตาตัวเองสักนิด ก็จะเห็นว่าพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่ตัวของเขาเองก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งสุขภาพภายนอกและสุขภาพภายในอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน
โดยเฉพาะพ่อเว่ยและแม่เว่ยที่ผมหงอกที่เคยมีกลับค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นสีดำอีกครั้ง ริ้วรอยหยาบกร้านบนใบหน้าและร่างกายก็ค่อย ๆ ลดลงไป ส่วนน้อง ๆ ทั้งสามคนจากที่เคยผ่ายผอมร่างกายขาดสารอาหารจนดูเหลืองซีด เวลาผ่านไปเพียงสองอาทิตย์พวกเขากลับค่อย ๆ ดูมีสุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแม่ไก่ทั้งสามตัวขยันออกไข่ทำให้ทุกคนได้กินไข่บำรุงร่างกายมากขึ้น จนตอนนี้บนแก้มเด็กทั้งสามคนสามารถมองเห็นเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อบ้างแล้ว ผิวพรรณของทั้งสามคนก็ดีขึ้นไม่ดูคล้ำและหยาบกร้านมากเหมือนสองอาทิตย์ก่อนอีกต่อไป
“ ทำไมทุกคนถึงมานั่งรวมกันอยู่ตรงนี้กันหมดละครับ ” เว่ยอี้หานถามแบบไม่เจาะจงกับทุกคนด้วยคำพูดที่ค่อนข้างสุภาพตลอดเวลาแม้ว่าจะพูดกับคนในครอบครัวของตนเองก็ตาม
สมาชิกครอบครัวเว่ยทุกคนแม้ว่าตอนนี้จะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมแต่เนื่องจากปู่ย่าที่จากไปแล้วรวมถึงเว่ยชิงเทียนเองที่เติบโตได้รับการศึกษามาจากครอบครัวที่ดีจึงอบรมสั่งสอนลูก ๆ ทุกคนให้พูดจาสุภาพมีกาลเทศะแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปมาตั้งแต่ยังเด็ก
แม้แต่แม่เว่ยเองเมื่อแต่งงานกับสามีถึงแม้ตัวเองจะเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเรียนจบแค่เพียงชั้นประถมแต่เธอก็เป็นคนเรียบร้อยและชอบเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่เป็นที่ต้องตาของเว่ยชิงเทียนผู้เป็นสามีและพ่อแม่สามีก็ให้การยอมรับจนได้แต่งงานกันและมีลูก ๆ ถึงสี่คนด้วยกันในที่สุด
ก่อนที่เว่ยอี้หานจะแต่งงานกับมู่เสี่ยวหลัน หลายครอบครัวต่างก็หวังที่จะได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันกับครอบครัวเว่ย สาว ๆ หลายคนทั้งจากหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านโดยรอบต่างก็หวังที่จะได้เป็นคนรักและแต่งงานกับชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตา ความรู้ บุคลิกนิสัย และการงานอาชีพอย่างเว่ยอี้หาน สุดท้ายก็พลาดท่าให้ม้ามืดอย่างมู่เสี่ยวหลันที่โผล่มาเพียงครึ่งปีก็ได้ผู้ชายในฝันของพวกเธอไปครอบครอง สร้างความโกรธแค้น อิจฉาและริษยาในความโชคดีของผู้หญิงคนนี้
ตอนนี้พี่ชายไม่โสดแล้ว น้องทั้งสามคนที่เหลือจึงเป็นเป้าหมายต่อไป เพราะหลายครอบครัวต่างก็อยากได้ลูกหลานบ้านนี้ไปเป็นเขยและสะใภ้ของตนเอง
“ ตอนนี้ข้างในบ้านร้อนจะแย่ พ่อแม่กับทุกคนก็เลยนั่งเล่นกับหลาน ๆ อยู่ใต้ต้นไม้ข้างนอกนี่ดีกว่า มันก็รู้สึกสดชื่นกว่าต้องไปอุดอู้อยู่ในบ้านน่ะ ” แม่เว่ยตอบลูกชายคนโต
“ แล้วนี่เอาเนื้อไปส่งให้ป้าใหญ่กับยายของลูกมา ทั้งสองบ้านสบายดีกันหมดใช่ไหมลูก ”
“ ทุกคนสบายดี ไม่มีปัญหาอะไร ตอนที่ผมไปยายก็อยู่ที่บ้านกับเด็ก ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ไม่อยู่บ้านครับ ป้ากับยายฝากคำขอบคุณมาด้วยครับ ”
“ได้ยินแบบนี้แม่ก็สบายใจ ช่วงนี้หลาน ๆ ยังเล็กแม่ก็เลยไม่มีเวลาแวะเวียนไปดูทั้งสองบ้านเท่าไหร่นัก ”
“ หลานพ่อเกิดมาจะครบสองอาทิตย์แล้ว ลูกกับลูกสะใภ้ตั้งชื่อให้เด็ก ๆ สองคนนี้หรือยัง ” พ่อเว่ยถามลูกชายเนื่องจากก่อนหน้านี้ทุกคนในบ้านต่างก็ยุ่งกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูร้อน จนป่านนี้หลานแฝดทั้งสองคนจึงยังไม่ได้ไปแจ้งเกิดกับทางการ
“ ยังเลยค่ะพ่อ หนูกับอี้หานเห็นว่าทุกคนในบ้านกำลังยุ่ง ๆ อยู่ ก็เลยรอปรึกษาพ่อกับแม่ว่าจะตั้งชื่ออะไรให้กับต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าดีคะ ”
“ ใช่ครับพ่อ พวกเราอยากให้พ่อกับแม่ช่วยตั้งชื่อให้กับลูกของเราทั้งสองคนครับ ”
“ แม่ไม่มีความรู้ เอาเป็นว่าแม่ขอยกหน้าที่นี้ให้กับพ่อแล้วก็อี้หานกับเสี่ยวหลันก็แล้วกันนะ ”
“ ชื่อของลูกก็ควรให้พ่อกับแม่ตั้งให้ ปู่ก็ไม่มีความเห็นเหมือนกัน ” เว่ยชิงเทียนตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพราะเขาต้องการให้เกียรติลูกชายกับลูกสะใภ้จึงตัดสินใจปล่อยให้พ่อแม่ของเด็กทั้งสองคนตั้งชื่อให้กับลูก ๆ ทั้งสองคนเอง
“ พ่อผมก็อยากตั้งชื่อให้กับหลายชายนะ ”
“ เงียบไปเลย รอให้ในอนาคตแกแต่งงานมีเมียมีลูกเป็นของตัวเองอยากตั้งกี่ชื่อก็มีเอาเองเลย พ่อจะไม่ห้ามแกเลยเจ้าอี้หยาง ”
“ แบบนี้ก็ต้องรออีกตั้งหลายปีสิพ่อ ถ้างั้นผมจะรอตั้งให้ลูก ๆ ของพี่รองกับพี่สามก็ได้ ฮิฮิ”
“ ไม่ได้!! ”
“ ฝันไปเถอะ!! ”
เว่ยอี้หยาง =_= เสียงร้องปฏิเสธที่ดังขึ้นพร้อมเพรียงกันของพี่สาวสองคนทำเอาเว่ยอี้หยางถึงกับหดหู่ ก็เขาอยากตั้งชื่อให้กับหลาน ๆ จริง ๆ นี่นา เขาแค่คิดว่าโตมาเด็กน้อยเหล่านี้จะได้รักคุณอาสี่ที่ตั้งชื่อให้กับพวกเขามาก ๆ แค่นั้นเอง เมื่อทุกคนไม่ยอมให้เขาทำอย่างที่หวังจึงได้แต่นั่งหน้าม่อยคอตกต่อไป หวังเพียงให้พี่ชายกับพี่สะใภ้เห็นใจ แต่จะได้ผลไหม ก็… ไม่!!
เว่ยอี้หานมองดูภรรยาที่เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวทำหน้ายุ่งเขาจึงถามเธอว่า “ เสี่ยวหลันคุณคิดว่าไง ”
“ ฮะ อะไรนะคะ ” มู่เสี่ยวหลันทำหน้าเหลอหลา เนื่องจากเธอกำลังนึกถึงชื่อของ…หลายชื่อมาก
“ คุณ คิดชื่อของลูกไว้บ้างหรือยังครับ ”
“ คิดค่ะ! ” ^0^
เว่ยอี้หานเห็นภรรยาทำหน้ากระดี้กระด๊าเกินเหตุก็ถึงกับตากระตุก แค่ตั้งชื่อลูกทำไมภรรยาของเขาต้องทำท่าทางตื่นเต้นถึงขนาดนั้น
“ คุณคิดชื่ออะไรไว้บ้างเหรอครับ ” ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตัวเองต้องไม่ชอบชื่อที่ภรรยาคิดเอาไว้นี่แน่เลย เว่ยอี้หานคิดด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
“ อี้ป๋อ กับ อี้ชิงค่ะ คุณว่าเพราะไหมคะ ” ^0^ ทั้งดังทั้งหล่อเอาสองชื่อนี้แหละ! แถมยังมีคำว่าอี้เหมือนผู้ชายตระกูลเว่ยทุกคนอีกด้วย มู่เสี่ยวหลันคิดขณะทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องกับสองชื่อดาราชายที่กำลังดังระเบิดในยุคที่เธอจากมา (หวังอี้ป๋อ,จางอี้ชิงหรือเลย์EXO)
เพราะความรู้สึกต่อต้านลึก ๆ ในใจทำให้เว่ยอี้หานคิดหาชื่ออื่นมาเปลี่ยนให้ลูกชายทั้งสองคนทันทีแม้ว่าทั้งสองชื่อที่ภรรยาต้องก่อนก่อนหน้านี้ทุกๆ คนก็ดูเหมือนจะชอบ แต่เขากลับรู้สึกไม่ชอบใจเลยสักนิด ไม่ชอบแบบที่หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้เช่นกันว่าทำไมถึงไม่ชอบทั้ง ๆ ที่ก็เป็นชื่อที่มีความหมายดีทั้งคู่
“ คุณไม่ชอบสองชื่อนี้เหรอคะ ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นละ เปลี่ยนก็ได้นะคะถ้าคุณมีชื่อที่คุณตั้งไว้ให้ลูกแล้ว ”
“ พี่ใหญ่ไม่ชอบชื่อที่พี่สะใภ้ตั้งเหรอ ” เว่ยอี้หยางถามพี่ชายท่าทางใสซื่อ หึ! โทษฐานไม่ยอมให้เขาช่วยตั้งชื่อหลาน
เว่ยอี้หานมีสีหน้ามืดครื้ม เมื่อได้ยินสิ่งที่น้องชายคนเล็กถาม จะผิดไหมถ้าเขารู้สึกว่าจู่ ๆ ก็อยากเตะน้องชายตัวเองแรง ๆ สักทีสองที ข้อหาพูดจาไม่เข้าท่า! ทำให้เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไอ้เด็กบ้าคนนี้พูดจาไม่ดูสถานการณ์เลยสักนิด! หถ้าภรรยาไม่พอใจขึ้นมาเขาจะทำอย่างไร คืนนี้เขาไม่อยากโดนทิ้งไว้ข้างนอกมิติคนเดียวหรอกนะ ยังไม่ทันไรก็ได้ยินน้องสาวคนที่สองพูดขึ้นมาอีกคนว่า…
“ นั่นสิพี่ใหญ่หนูก็ชอบชื่อที่พี่สะใภ้ตั้งนะ ฟังดูเพราะดีออกค่ะ ” เว่ยชิงชิงบอกพี่ชาย
ตามมาด้วย…
“ ใช่ค่ะ ไม่ฟังดู เอ่อ… เกร่อ ทั่วไปเหมือนชาวบ้านแถวนี้ดีออกค่ะ พี่ดูสิ โผจื่อบ้านหวัง กางจื่อบ้านเซี่ย อีหนิว หนิวตั้น ต้าหู จื่อเจิ้ง อะไรก็ไม่รู้ มีแต่ชื่อบ้าน ๆ ทั้งนั้นเลย ” เว่ยอิงอิงที่นั่งทำหน้านิ่วแอบตั้งชื่อให้หลานชายอยู่เงียบในใจก็เห็นว่าชื่อที่พี่สะใภ้ของเธอตั้งให้หลานชายทั้งสองคนนั้นฟังดูแล้วก็ออกจะไพเราะดูมีระดับเหมือนคนในเมืองใหญ่ดีออก แต่ทำไมพี่ชายใหญ่ถึงทำหน้าเหมือนไม่ค่อยจะชอบชื่อสองชื่อนี้เลย เว่ยอิงอิงได้แต่สงสัยอยู่ในใจ
ยังไม่หมด ยังมีตามมาอีก…
“ ใช่ ใช่ แม่ก็ชอบชื่อที่ลูกสะใภ้ตั้งให้หลาน ๆ นะ ”
ด้านเว่ยชิงเทียนไม่ได้ออกความเห็นอะไรเพียงแต่นั่งทำหน้ายิ้มพยักหน้า ซึ่งก็หมายถึงเขาเองก็รู้สึกชอบสองชื่อนี้เช่นกัน
เว่ยอี้หานเริ่มเหงื่อตก แต่เมื่อมองหน้าภรรยาแล้วดูท่าทางแล้วยังยิ้มแย้มมีความสุขดีและไม่ได้มีท่าทางไม่พอใจอะไรเขาก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาทันที สมองหมุนติ้ว คิดหาข้ออ้างที่จะใช้ชื่ออื่นแทนสองชื่อนี้ สัญชาตญาณของเขามันบอกว่าหากรู้ที่มาของชื่อเขาจะต้องไม่ชอบสองชื่อนี้อย่างแน่นอน (สัญชาตญาณหวงเมียล่วงหน้า)
“ ผมว่าบ้านเรารุ่นพ่อกับพวกผมก็ใช้คำว่า "อี้" เยอะแล้ว รุ่นเด็กสองคนนี้เราเปลี่ยนไปใช้คำอื่นบ้างดีกว่านะครับ "
“ คุณคิดชื่อลูกเอาไว้แล้วเหรอคะ? ไม่เห็นบอกฉันบ้างเลย ”
“ ผมเพิ่งจะคิดได้ก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังเดินกลับมาบ้านนี้เอง ก็เลยยังไม่มีโอกาสได้บอกคุณ ตั้งใจว่าจะปรึกษากับทุกคนหลังกินข้าวเย็นนี้เสร็จเพราะมีเวลาว่างได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันสักที แต่พ่อเอ่ยถึงขึ้นมาก่อนพอดี… คุณอย่าโกรธผมเลยนะ ”
“ ฉันเปล่าไม่พอใจนี่คะ แค่อยากรู้เฉย ๆ เองค่ะ ก็ไม่เห็นคุณเคยพูดถึงมาก่อนฉันก็เลยแค่สงสัย แล้วคุณตั้งชื่อลูกว่าอะไรคะ? ฉันอยากรู้ ”
“ ลูกชายของเราเกิดช่วงเที่ยงวัน ตั้งชื่อว่า “หยาง” ที่แปลว่าดวงอาทิตย์กับผู้ชายดีไหมครับ คุณชอบไหม "
“ เว่ยหยาง เหรอคะ ฉันชอบมากเลยค่ะ แต่เรามีลูกชายสองคนนะคะ แล้วอีกคนจะให้ชื่อชื่อว่าอะไรดีคะ”
“ ผมว่า ให้ต้าเป่าชื่อ "หยางหมิง" ที่แปลว่า แสงตะวันอันสดใส แล้วก็ให้ เสี่ยวเป่าชื่อ “หยางเล่อ” ที่แปลว่า แสงตะวันแห่งความสุข ดีไหมครับ คุณชอบทั้งสองชื่อนี้ไหม "
“ ชอบสิคะ "เว่ยหยางหมิง" กับ “เว่ยหยางเล่อ” ชื่อที่คุณตั้งเพราะมากเลย แล้วฉันก็คิดว่าสองชื่อนี้เหมาะกับลูกชายของเราทั้งสองคนมากเพราะพวกเขาทั้งสองคนจะเป็นแสงที่นำความสุขและอนาคตที่สดใสมาสู่ครอบครัวของเรานะคะ ”
สองผัวเมียคุยกันงุ้งงิ้งอยู่สองคน จนทุกคนนอกจากเด็กน้อยทั้งสองที่ยังแบเบาะจึงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ต่างก็กำลังรู้สึกว่าพวกเขาโดนแจกอาหารหมาอีกแล้ว ไม่เว้นแม้แต่พ่อเว่ยกับแม่เว่ยที่ได้แต่นั่งยิ้มมองคนทั้งคู่
ทำไมหลังจากมีลูกแล้วผัวเมียคู่นี้ถึงนับวันก็ยิ่งรู้สึกว่าหวานชื่นขึ้นทุกทีทุกที เด็กน้อยตาดำ ๆ สามคนที่นับว่าเป็นหมาโสดสนิทได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ เป็นหัวหลักหัวตออยู่อย่างนั้นต่อไป ได้แต่มองหน้า สบตากัน จบด้วยกรอกตาสามร้อยหกสิบองศา เพราะเหม็นเบื่อคนมีความรัก!