ตอนที่ 18 องค์ชายเขาดันไม่เล่นตามบท (42)
“โอ้ย เจ้าพูดก็พูดไปสิ จะดึงผมข้าทำไม” เหอหรงถลึงตา ดึงผมตัวเองออกมาจากมือเขา แค่นหัวเราะหึหนึ่งเสียง “ไม่ว่าเป็นสุนัขหรือหมาป่า อย่างไรเสียตอนนี้พวกเขาย่อมเป็นสุนัขกัดสุนัขที่ขนเต็มปาก เจ้าอย่าคิดมากเลย รักษาแผลให้ดีก่อนแล้วค่อยรีบกลับเมืองหลวงไปคิดบัญชีกับพวกเขาเถอะ”
อี้เหยียนเจ๋อถอนหายใจเบาๆ “ไหนเลยจะง่ายขนาดนั้น ครั้งนี้ข้านำทัพย่อมต้องเอาความชอบกลับเมืองหลวงไปด้วยถึงจะดี ไม่ใช่ถูกลัทธินอกรีตจัดการจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วหนีกลับไปขอความช่วยเหลือจากในวัง”
‘เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วยังอยากทำความชอบอีกหรือ แผลไม่เจ็บแล้วหรืออย่างไร’ เหอหรงเทยาลงบนแผลของอี้เหยียนเจ๋อ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นพลันหดเกร็งขึ้นมาทันที
อี้เหยียนเจ๋องึมงำเบาๆ อย่างน่าสงสาร “เจ็บ...”
เสียงเจ็บนี้ทำให้เหอหรงรู้สึกผิดที่ลงมือรุนแรง เบื้องหน้ากลับปากแข็ง “สภาพผีอย่างเจ้า กลัวว่าเพิ่งเข้าไปก็คงถูกหามออกมาแล้ว”
รอความเจ็บทุเลาลงแล้วอี้เหยียนเจ๋อก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกในใจ เขารู้ว่าเหอหรงหวังดี ทว่าเขาต้องทำ
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่จำเป็นต้องลุยอยู่ข้างหน้าเสียหน่อย ข้าสั่งการอยู่ข้างหลังก็ได้ อีกอย่าง บาดแผลที่ข้าได้รับมายังต้องเอาคืนพวกเขาด้วยตัวเองถึงจะสบายใจ”
เหอหรงเห็นว่าห้ามปรามเขาไม่ได้จึงโมโหจนพันแผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
อี้เหยียนเจ๋อกัดฟันพยายามควบคุมสีหน้า ยืนหยัดไม่หลุดอ่อนแอต่อหน้าคนในดวงใจ
หลังทรมานอี้เหยียนเจ๋อเสร็จเรียบร้อยเหอหรงก็ถอนหายใจแล้วบึ่งออกไปข้างนอก แววตาอี้เหยียนเจ๋อหม่นหมองลง ‘นี่คือโกรธแล้วจริงๆ หรือ’
“ท่านจะไปไหน”
“ข้ายังจะไปทำอะไรได้ ไปหายาที่ดียิ่งกว่านี้ให้คนบางคนที่ไม่รักชีวิต จะได้ไม่ต้องตายกลางทางอย่างไรเล่า!” เหอหรงกัดฟัน ปล่อยให้เขารั้นจนตัวตายไปเลย
ว่าจบเขาก็ปิดประตูอย่างแรง มุมปากของอี้เหยียนเจ๋อยกขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ คุณชายที่ปากแข็งแต่ใจอ่อนช่างน่ารักจนเขาอยากกัดสักคำ
ดังนั้น รอประเดี๋ยวเขากลับมาก็กัดสักคำเถอะ
คำนี้ท้ายที่สุดอี้เหยียนเจ๋อก็ไม่กล้ากัดลงไป กบที่ถูกต้มในน้ำอุ่นต่อให้โง่งมเพียงใด ถูกกัดแล้วย่อมรู้ว่าตัวเองจะถูกกินในเร็ววัน
เจ็ดวันให้หลัง จดหมายฉบับหนึ่งจากจวนเหวินจงโหวมาถึงมือเหอหรง ในจดหมายมีเพียงแปดคำ ทว่ากลับทำให้เหอหรงเป็นกังวลขึ้นมา
‘ท่านชายป่วยหนัก คุณชายรีบกลับ!’
อี้เหยียนเจ๋อให้คนช่วยเหอหรงเก็บเสื้อผ้าให้เขากลับเมืองหลวง ทั้งยังรับประกันหนักแน่นว่าตนจะไม่เสี่ยงอันตราย
ในหัวของเหอหรงว่างเปล่า ว่าตามหลักการแล้ว เขาเป็นเพียงคนที่มาทำภารกิจบนโลกใบนี้ ไม่ควรมีความรู้สึกร่วมมากเกินไป แต่ว่า...
กระบี่ที่แขวนอยู่บนผนังเตือนใจเหอหรง ในใจของท่านชายอันหนิง ตนคือลูกของพวกเขา
ริมฝีปากของเหอหรงมีรอยยิ้มบางๆ แววตามีความอบอุ่น วันเวลาที่มีผู้ใหญ่ดูแลจนไม่ต้องพะว้าพะวังเช่นนี้ ช่างมีความสุขจริงๆ
2333 บอกอย่างลังเล “โฮสต์ครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไม่สนใจอี้เหยียนเจ๋อแล้วจริงๆ หรือ”
“คุณแค่เฝ้าดูสัญญาณชีวิตเขาไว้ก็พอ ผมกลัวว่าเตียเตียจะป่วยหนัก แล้วจดหมายนี่ยังเป็นพ่อบ้านที่เขียนมา”
2333 อดพูดไม่ได้ “โฮสต์ เขาไม่ใช่เตียเตียของคุณนะครับ คุณแค่อยู่ในโลกนี้ชั่วคราว เสร็จภารกิจแล้วเราก็จะจากไป”
เขาได้ยินเรื่องโฮสต์ที่ลืมปณิธานเดิมขณะอยู่ในโลกภารกิจมามากมาย ผลสุดท้ายล้วนจบลงอย่างน่าเศร้า
เหอหรงชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้ว่า 2333 พูดจามีเหตุผล แต่หากเรื่องของความรู้สึกเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้ละก็ คงไม่มีความเศร้ามากมายขนาดนี้
“ผมรู้ขอบเขตในใจดี” อยู่ด้วยกันมากว่าครึ่งปี ท่านชายอันหนิงดีกับเขา เขาไม่อาจทำเป็นไม่เห็นได้
อี้เหยียนเจ๋อมองส่งเหอหรงจากไปไกลจากบนกำแพงเมือง เจ้าเมืองหลิ่วอดถามไม่ได้ “พระองค์จะไม่ไปส่งเขาไกลกว่านี้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”