นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 44 หอคณิกา

    ตอนที่ 44 

    หอคณิกา

    ดวงตาทั้งสองข้างของลู่หานกำลังสะท้อนภาพอาคารขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 9 ชั้นและมีของตกแต่งมากมายประดับประดาจนงดงามตระการตา กลิ่นหอมจากกายของเหล่าสตรีที่งดงามที่ยืนต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าก็พัดโชยกลมกลืนลอยมาตามสายลมเตะเข้าที่จมูกของเขา

    ผู้คนมากมายที่ส่วนใหญ่เป็นบุรุษก็ต่างหลั่งไหลเข้าไปในสถานที่ที่ให้ความสำราญใจแกพวกเขา 

    เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าลู่หานก็รู้ได้ทันทีเลยว่าที่แห่งนี้คือหอคณิกาของเมืองหมื่นราตรี ลู่หานหันไปมองเจ้าของร้านหนังสือข้างกายของตนเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม 

    “ ที่นี่งั้นรึที่ท่านบอก ” ลู่หานถามออกไปเพื่อยืนยันให้แน่ชัด 

    เจ้าของร้านหนังสือผู้นั้นมันก็พยักหน้าขึ้นลงด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เมื่อให้เห็นเช่นนั้นลู่หานก็ตระหนักได้หรือว่าที่จริงแล้วชายผู้นี้ก็เป็นเพียงแค่พวกที่ชอบเสพติดการเที่ยวยามราตรีที่หอคณิกาเท่านั้น 

    “ เฮ้อ!!! ” ลู่หานถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่พวกที่ชื่นชอบการเที่ยวกลางคืนเช่นนี้สักเท่าไหร่แต่อย่างไรเสียเขาก็สัญญากับเถ้าแก่ผู้นี้ไปแล้วแล้วก็รับของมาแล้วด้วยจะให้ถอยหลังกลับมันก็คงจะไม่ได้  

    “ เข้าใจแล้วคืนนี้ข้าจะเลี้ยงท่านเอง ” ลู่หานพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ 

    “ มันต้องอย่างนั้นเจ้าหนุ่ม!!! เกิดเป็นชายชาตรีต้องมีหญิงงามรายล้อมสิถึงจะถูก ” อีกฝ่ายพูดออกมาพร้อมกับยืดอกราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและน่าเคารพยกย่อง

    แต่ลู่หานที่ยืนอยู่ข้างๆก็ไม่รู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิด แม้ว่าเขาจะมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ที่เป็นคนละยุคสมัยกับโลกของเขา แต่ว่าเขาก็ยังยึดติดกับสิ่งที่คนในยุคสมัยของเขายึดมั่นกันอยู่นั่นก็คือหนึ่งเมียหนึ่งผัว

    และแล้วเถ้าแก่ร้านขายหนังสือผู้นั้นก็เดินนำลู่หานเข้าไปด้านในอย่างยื่นอกโดยมีบุรุษที่มีท่าทางสง่างามที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันมีใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมที่เมื่อเดินเข้าไปแล้วก็มีแต่สตรีมากมายเหลียวมอง 

    ความหล่อเหลาที่ปรากฏบนใบหน้าของลู่หานเขาเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันเป็นอาวุธอย่างนึงที่นักเขียนสร้างสรรค์ให้ตัวละครตัวนี้ ความหล่อเหลาของเขาดึงดูดเหล่าหญิงสาวของหอคณิกาผู้งดงามให้จับจ้องที่เขาอย่างตาไม่กระพริบ

    การเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ลู่หานยิ่งต้องแสดงท่าทางสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้เพื่อไม่ให้เป็นการขายหน้า แล้วยิ่งเขาแสดงท่าทางสุขุมเยือกเย็นมันทำให้หัวใจของเหล่าสตรีสั่นไหว

    ตอนนี้มีแต่ผู้ที่สนใจในความหล่อเหลาและสง่างามของลู่หานโดยไม่มีใครสนใจนกอินทรีย์ตัวใหญ่ที่น่าเกรงขามที่เกาะอยู่บนหัวไหล่ข้างขวาของเขาเลย

    “ นี่ผู้ใดกันน่ะ ”  

    “ ใบหน้าราวกับคุณชายตระกูลใหญ่ที่หลุดออกมาจากภาพวาดเลย ”

    “ หล่อเหลาจนทำให้หัวใจของข้าสั่นไหวเลยแหละ ” 

    เสียงซุบซิบนินทาของสตรีมากมายดังขึ้นมาขณะที่ดวงตาของพวกนางพบเจอกับคุณชายรูปงามที่มาจากต่างแดนอย่างลู่หาน 

    และแล้วเมื่อทั้งสองย่างกายเข้าไปภายในหอคณิกาก็มีสตรีมากมายเสนอตัวจะมาดูแลลู่หานในค่ำคืนนี้แต่เขาก็ปฏิเสธไปทั้งหมด ลู่หานนำเงินติดตัวมามากพอสมควรเขาเลยทำการเปิดห้องใหญ่ที่อยู่ด้านบนสุดของหอคณิกาแห่งนี้ที่มีเพียง 2 ห้อง

    โดยหอคณิกาแห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้นโดยฐานะของผู้ที่เข้าพักมันก็เป็นไปตามลำดับชั้นห้องยิ่งสูงยิ่งต้องจ่ายเงินและทุกอย่างในจำนวนที่มากขึ้น โดยห้องที่สูงที่สุดมันคือห้องที่อยู่ชั้น 9 ภายในหอคณิกาแห่งนี้ในชั้น 9 มีเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้น 

    แต่ลู่หานเองก็ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ตนเองได้ขึ้นไปอยู่บนห้องด้านบนสุด เขาไม่อยากจะถูกผู้ใดรบกวนเพราะว่าการอยู่ด้านล่างก็จะมีทั้งพื้นที่ส่วนรวมที่มีแต่เสียงสนทนาของผู้คนมากมาย เขาตั้งใจเอาไว้ว่าระหว่างที่กำลังรอเถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นเสพความสุขภายในหอคณิกาแห่งนี้เขาจะนั่งอ่านตำราค่ายกลพลังสร้างสรรค์ไปพลางๆก่อน 

    ห้องด้านบนสุดของหอคณิกามันเป็นห้องต้อนรับแขกขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางและถูกตกแต่งอย่างงดงามตระการตาหน้าต่างบานใหญ่จำนวนหลายบานถูกเปิดเอาไว้ให้เห็นทัศนียภาพยามราตรีที่งดงามราวกับเทพนิยายแห่งความฝันของเมืองหมื่นราตรีแห่งนี้

    เมื่อนั่งมาถึงเถ้าแก่ผู้นั้นเองก็ไม่เกรงใจลู่หานเลยสักนิดเขาสั่งอาหารจำนวนมากมาตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ใจกลางห้องและเรียกสาวงามถึง 2 คนมาดูแลตนเอง

    ในขณะที่เถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นกำลังเสพความสุขของตนเองอยู่ในการที่ได้รับการปรนนิบัติจากสาวงามถึง 2 คน ตัวของลู่หานเองก็เปิดตำราเล่มใหญ่ที่ตนเองได้มาจากเถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นนั่งอ่านอยู่เงียบๆที่มุมห้อง 

    หนังสือเล่มใหญ่ปกสีฟ้าถูกเปิดออก บุรุษที่รูปร่างหน้าตาสง่างามหาผู้ใดเปรียบนั่งอยู่ในท่าทางสุขุมขณะที่ใช้สองตาของตนเองกวาดมองตัวอักษรมากมายที่อยู่ภายในตำราในมืออย่างขะมักเขม้น

    แม้ว่าสตรีทั้งสองจะปรนนิบัติเถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นอยู่แต่ว่าสายตาของนางก็ไม่วายจะปรายตาไปมองที่บุรุษรูปงามที่นั่งอยู่ที่มุมห้อง ยามที่นั่งอ่านตำราด้วยท่าทางสุขุมเช่นนี้มันก็เป็นท่าทางที่สง่างามจนทำให้หัวใจของพวกนางรู้สึกสั่นระรัว 

    เถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นเมื่อเห็นสักทีทั้งสองที่กำลังปรนนิบัติเขาอยู่เอาแต่ปรายตาไปมองลู่หานเขาเองก็เลยพูดเย้าหยอกออกมาอีกครั้ง “ นี่เจ้าหนุ่ม!!! มาสถานที่แห่งนี้เอาแต่นั่งดูแต่ตำราอยู่นั่นแหละไม่คิดจะหาความสุขใส่ตัวตนเองบ้างหรืออย่างไร ”

    “ เจ้าเองก็รูปงามขนาดนี้ไม่เรียกสตรีมาปรนนิบัติซัก 2-3 คนละ ”

    “ ไม่ล่ะ...ตัวของข้าไม่ชอบเที่ยวสถานที่เช่นนี้ ” ลู่หานตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขณะที่ดวงตาของเขาก็ยังกวาดมองตัวอักษรมากมายภายในตำราอยู่ 

    เมื่อได้ยินคำตอบกลับมาเช่นนั้นเจ้าของร้านหนังสือผู้นั้นก็ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันด้วยความสงสัย ในยุคสมัยนี้ไม่ว่าบุรุษผู้ใดก็ต้องชื่นชอบการเที่ยวหอคณิกาดังนั้นเหตุใดเจ้าหนุ่มผู้นี้ถึงบอกว่าไม่ชอบเที่ยวหอคณิกาแปลกคนยิ่งนัก 

    “ เจ้าเนี่ยแปลกคนจริงๆเลยนะ ”

    “ บุรุษทั่วทั้งใต้หล้าต่างชื่นชอบหอคณิกาเหตุใดเจ้าถึงไม่ชอบล่ะ ” ชายผู้นั้นเอ่ยถาม

    “ ที่ที่ข้าจากมาการที่มีสตรีมากกว่าหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะกระทำ ” ลู่หานยังคงตอบกลับไปด้วยท่าทางที่เรียบเฉยเช่นเดิม

    “ ที่ใดกันแปลกจริงๆ ทั่วทั้ง 9 ภพบุรุษก็ล้วนแต่มีมากภรรยากันทั้งนั้น และการเที่ยวหอคณิกาก็ไม่ใช่เรื่องผิดคนส่วนใหญ่ก็ทำกัน ” มันยิ่งให้รู้สึกสงสัยในคำพูดของลู่หานมากขึ้น

    เมื่อได้ยินคำถามนั้นดวงตาที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาที่กำลังจับจ้องอยู่ที่ตัวอักษรมากมายภายในตำราก็เงยขึ้นมาแล้วมองไปที่เถ้าแก่ร้านตำราผู้นั้นที่นั่งอยู่ที่โต๊ะใจกลางห้อง ก่อนที่เขาจะใช้มือข้างขวาที่ไม่ได้ถือจับตำราไว้ยกขึ้นมาแล้วชี้ออกไปด้านนอกหน้าต่าง 

    ทั้งเจ้าของร้านหนังสือผู้นั้นและสตรีทั้งสองนางที่กำลังปรนนิบัติเขาอยู่ก็ต่างมองตามนิ้วมือของลู่หานที่ชี้ออกไปทางนอกหน้าต่าง ปลายนิ้วนั้นชี้ไปบนท้องนภาที่ถูกประดับประดาไปด้วยดวงดารามากมาย ทั้งสามต่างขมวดคิ้วและเอียงคอด้วยความสงสัย

    “ อันใดของเจ้า??? ”

    “ ข้ามาจากดินแดนอันไกลโพ้น... ” ลู่หานตอบกลับ คำตอบนั้นมันยิ่งทำให้พวกเขาสงสัยเข้าไปใหญ่ แต่ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็หนักหัวเลยเลือกที่จะปล่อยผ่านมันไปแล้วเสพสุขกับความสุขที่อยู่ตรงหน้าต่อ 

    หลังจากตอบคำถามไปเสร็จลู่หานเองก็เริ่มมาอ่านตำราค่ายกลพลังสร้างสรรค์ที่เขาเพิ่งได้มาอยู่ในมือต่อ ตอนที่เขานั้นนั่งอ่านมันมาเป็นเวลานานมันทำให้เขาได้ล่วงรู้หลายอย่างเกี่ยวกับวิธีการใช้ค่ายกลพลังสร้างสรรค์อันนี้ 

    มันเป็นค่ายกลระดับสวรรค์ที่สามารถเข้าใจกลไกของมันได้ยากเย็นไม่ต่างจากค่ายกลจ้าวพฤกษา เพราะว่ามันมีกลไกและลูกเล่นมากมายที่สำหรับผู้อื่นออกจะดูไร้ประโยชน์ไปสักหน่อยแต่ลู่หานพอจะคิดวิธีการนำมันไปประยุกต์ใช้ได้

    โดยตัวของค่ายกลพลังสร้างสรรค์มันจะมีกลไกที่ทำงานได้หลายอย่าง ทั้งการเคลื่อนไหววัตถุอย่างเช่นถ้าเกิดเขาใส่ค่ายกลเข้าไปภายในท่อนไม้โดยตั้งเงื่อนไขที่จินตนาการเอาไว้ว่าให้มันขยับไปด้านหน้าตัวของไม้นั้นก็จะขยับไปด้านหน้า 

    ไม่เพียงแค่นั้นแต่ความสามารถของมันก็ทำได้แม้กระทั่งการเปล่งแสงสว่าง ซึ่งมันทำให้ลู่หานคิดได้หลายอย่างในการสร้างกลไกพลังสร้างสรรค์เอาไว้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลอดไฟขึ้นมาโดยใช้ค่ายกลเป็นตัวเปล่งแสงเพียงเท่านี้เขาก็จะไม่ต้องใช้ตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างเพียงเล็กน้อยอีกแล้ว 

    ส่วนลูกเล่นในการขยับเขยื้อนค่ายกลเขาคิดว่าเขาสามารถนำมันไปสร้างเป็นหุ่นยนต์ได้ อาจจะทำขึ้นมาเป็นหุ่นไม้แล้วเริ่มวางกลไกค่ายกลง่ายๆเข้าไปภายในตัวของหุ่นไม้เพื่อให้มันทำงานแทนเขา 

    เท่านี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปจ้างคนงานมาทำสวนหรือว่าก่อสร้างหลายๆอย่างบนยอดเขาหวนหลงของเขาอีกแล้ว 

    มันไม่ใช่เพียงแค่นั้นเขายังสามารถนำของพวกนี้ไปสร้างเป็นหุ่นยนต์คุ้มภัยให้กับยอดเขาของเขาตอนที่เขาไม่อยู่ได้อีกด้วย 

    นี่มันเป็นเพียงแค่สองสิ่งเท่านั้นยังมีพลังอีกมากมายที่สามารถใช้ได้ในการสร้างค่ายกลพลังสร้างสรรค์อันนี้ คิดแล้วมันก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มการเลี้ยงหอคณิกาให้กับเถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นี้เพียงแค่คืนเดียวแต่เขากลับได้ค่ายกลชั้นยอดกลับมาเช่นนี้

    ค่ายกลพลังสร้างสรรค์นี้มันเป็นเหมือนกับทักษบ่มเพาะ 2 ดาราเคียงฟ้าที่เขาเคยได้มามันเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่เคยปรากฏภายในเรื่องนิยายจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า สำหรับทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าเขาไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงไม่เคยปรากฏภายในนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า แต่สำหรับค่ายกลชนิดนี้มันอาจจะเป็นเพราะว่ามันอยู่ในส่วนเรื่องของเมืองหมื่นราตรีที่ยังไม่ปรากฏออกมา 

    หลังจากที่ได้พบเจอ 2 สิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเขามันทำให้ลู่หานตระหนักได้แล้วว่าอาจจะมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องพบเจอแล้วไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ ทั้งเคล็ดวิชาต่างๆและรวมไปถึงผู้คนมากมายด้วย ความรู้ที่เขามีอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่ามันจะครอบคลุมทุกอย่างภายในโลกใบนี้เพราะว่าเขาก็อ่านมาเพียงแค่ถึงตอนล่าสุดที่มันปล่อยออกมานั่นคือประมาณตอนที่ 6 พันกว่าๆเท่านั้น 

    หลังจากที่นั่งอ่านตำราค่ายกลพลังสร้างสรรค์ไปสักพักยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้ถึงประโยชน์ของมันอันมีมากมายที่ปรากฏออกมาเรื่อยๆขณะที่อ่านไป

    ผ่านไปสักพักลู่หานเองก็สังเกตเห็นเวลาที่ข้อมือของตนเองว่าตอนนี้เวลาของเขามันเหลือเพียงแค่ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น 

    “ จะหมดแล้ว... ” ลู่หานปรายตาไปมองที่เถ้าแก่ร้านขายหนังสือผู้นั้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่อย่างสำราญใจกับเหล่าสตรีที่กำลังปรนนิบัติมันอยู่เขาเองก็คิดขึ้นมาได้เลยว่าตอนนี้เขาเองก็ไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งรอจนจบเรื่องหรอก

    เวลาของเขาเหลืออีกเพียงแค่ 4 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้นตอนนี้เขาต้องไปตามหาของที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเขาได้เพิ่มอีกสักชิ้นหรือ 2 ชิ้นเพื่อนำกลับไปตอนที่เวลาของเขามันหมดลง 

    ลู่หานปิดตำราที่ตนเองกำลังอ่านอยู่ลงก่อนที่จะนำมันเก็บเข้าไปภายในอาภรณ์ที่ตนเองสวมใส่อยู่แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้น 

    “ อันใดอยากได้สตรีขึ้นมาแล้วงั้นรึ ” อีกฝ่ายเอ่ยเย้าอีกครั้ง 

    ลู่หานที่ยืนอยู่ก็ส่ายหัวไปมาเพื่อตอบปฏิเสธก่อนที่เขานั้นจะนำเงินจำนวนนึงออกมาแล้ววางไว้ที่โต๊ะ “ นี่เงินข้าจะต้องไปก่อน ”

    เมื่อพูดจบลู่หานก็เริ่มหันหลังแล้วจะเดินออกไปจากห้องแห่งนี้

    “ เฮ้ย!!! เฮ้ย!!! เฮ้ย!!! รีบไปไหนล่ะเจ้าหนุ่มไม่อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนงั้นรึ ” เถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นยังดื้อดึงเพื่ออยากจะให้ลู่หานอยู่เป็นเพื่อน 

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่มีอินทรีย์ตัวใหญ่เกาะอยู่บนหัวไหล่ข้างขวาได้หยุดเท้าทั้งสองข้างของตัวเองก่อนจะหันใบหน้ากลับมาเพียงครึ่งซีกแล้วตอบกลับ “ ข้าไม่มีเวลามากขนาดนั้น ”

    ลู่หานพูดจบก็เดินออกไปจากห้องนั้น เมื่อเดินออกไปสิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือประตูห้องอีกฝั่งหนึ่งที่กำลังเปิดอยู่ทำให้มองเห็นเข้าไปด้านในห้องอีกฝั่ง

    และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขามันก็ทำให้เท้าทั้งสองข้างของลู่หานหยุดนิ่งพร้อมกับดวงตาที่จับจ้องไปที่ทัศนียภาพด้านหน้าอย่างไม่กระพริบ 

    “ นั้นมัน… ”

    จบตอน 

     

    คล้ายกับเรื่องนี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ ที่คุณอ่าน