บทนำ
ลาจากและพบกันอีกครั้ง
“พี่จินคะ คือว่า...หนูชอบพี่ค่ะ...!”
ตุ้บ!
คำสารภาพรักถูกเอ่ยออกมาจากปากของเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆทำเอาผมใจนเผลอทำลูกบาสเก็ตบอลหลุดมือหล่นลงพื้นเสียงดังตุ้บ
“เมื่อกี้... ไอรินว่ายังไงนะ? พูดให้พี่ฟังอีกทีได้ไหม?”ผมหันไปถามเด็กสาวที่ยืนเอามือกุมกระโปรงทำท่าทางอึกอักอยู่ข้างๆก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าไปและเอ่ยคำสารภาพรักออกมาอีกครั้ง
“หนูชอบพี่จินค่ะ!ช่วยคบกับหนูได้ไหมคะ...?”
สิ้นคำสารภาพรักของเด็กสาวใบหน้าของผมก็กลายเป็สีแดงฉ่าอย่างห้ามไม่ได้ผมเลยได้แต่แกล้งยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อเพื่อปกปิดใบหน้าของตัวเองที่รู้สึกร้อนวูบขึ้นมา
ผมเพิ่งจะถูกคนที่ตัวเองแอบชอบสารภาพรักเข้าล่ะ
ชื่อของเธอคือ ‘ไอริน’ เรียนอยู่ชั้นม.2 และเป็รุ่นน้องของผมหนึ่งปีแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเป็เด็กสาวสวมแว่นหนาเตอะถักผมเปียสองข้างแต่ผมคิดว่าถ้าเกิดลองจับเธอไปแต่งตัวดีๆล่ะก็จะต้องสวยมากแน่ๆแต่สาเหตุที่ทำให้ผมชอบไม่ใช่เพราะเื่หน้าตาหรอกนะแต่เป็เพราะเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนที่ทำให้เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ชอบเธอเข้าเสียแล้ว
“เป็พี่... จะดีเหรอ?”
“ต้องดีสิคะ!เพราะเป็พี่จินนั่นแหละค่ะถึงได้ดี...!”ไอรินพูดออกมาด้วยใบหน้าที่กลายเป็สีแดงไปทั้งใบหน้าแล้วเล่นเอาใบหน้าผมถึงกับร้อนผ่าวตาม
“เข้าใจล่ะถ้าไอรินว่าอย่างนั้นพี่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ”
“เอ๊ะ...ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...”
“พี่ตกลง พวกเรามาคบกันเถอะนะไอริน : )”
ทันทีที่คำตอบถูกเอ่ยออกจากปากของผมไอรินก็ทำท่าเหมือนจะอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่ร่างเล็กของเด็กสาวจะพุ่งเข้ามากอดพร้อมทั้งซุกหน้าเข้ากับอกของผมทำเอาผมถึงกับใ
“อ๊ะ? ไอริน ทำอะไรน่ะ?เสื้อพี่เปื้อนเหงื่ออยู่นะ เดี๋ยวก็เปื้อนไปด้วยหรอก”
“ขอโทษค่ะ หนูแค่ดีใจน่ะค่ะ...โล่งอกแล้วก็ดีใจที่สุดเลยค่ะ หนูนึกว่าพี่จะปฏิเสธหนูเสียอีก...”
ไอรินพูดออกมาด้วยร่างกายและน้ำเสียงที่สั่นเทาซุกใบหน้าอยู่กับอกของผมไม่ยอมห่างราวกับจะร้องไห้ออกมาผมที่เห็นแบบนั้นพ่นลมหายใจออกมาเบาๆและลูบหัวเธออย่างเอ็นดู ก่อนที่จะตัดสินใจเอ่ยสารภาพความจริงออกไป
“พี่จะปฏิเสธไอรินทำไมเล่า?ในเมื่อพี่เองก็... ชอบไอรินเหมือนกัน”
“เอ๋!?ถ้างั้นก็หมายความว่า...?” ไอรินดูท่าทางใในคำพูดของผมเธอเลยยอมผละใบหน้าออกจากอกของผมและเงยหน้ามองตาผมด้วยดวงตาที่รื้นน้ำตาซึ่งมันก็ทำให้เธอดูน่ารักน่าเอ็นดูมากเลยทีเดียว
“พี่เองก็ชอบไอรินเหมือนกันชอบมาั้แ่ตอนที่เกิดเื่นั้นขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้นพอพี่รู้สึกตัวอีกทีสายตาของพี่ก็มองแต่ไอรินคนเดียวมาโดยตลอด”
“หนูเองก็เหมือนกันค่ะ! ั้แ่ตอนนั้น...ก็ชอบพี่จินมาโดยตลอด!”
ไอรินได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มกว้างซุกใบหน้าลงกับอกผมแต่คราวนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็เพื่อปกปิดใบหน้าที่กลายเป็สีแดงของตัวเอง
“ดีจริงๆที่สารภาพรักออกไป...เท่านี้เป็พี่จินก็เป็แฟนของหนูแล้วนะคะ! เป็ของหนูคนเดียว!”
“แต่พี่กลับรู้สึกเสียดายแฮะไอรินแย่งพี่สารภาพรักทั้งๆที่พี่คิดจะเป็ฝ่ายสารภาพก่อนแท้ๆงั้นเราเลิกกันก่อนไหม? คราวนี้พี่ขอเป็ฝ่ายสารภาพรักกับไอรินก่อน?”
“พี่จิน อย่าล้อเล่นแบบนี้สิคะ!”ไอรินได้ยินประโยคที่ผมพูดแล้วเธอก็ยกกำปั้นขึ้นมาทุบที่อกผมพร้อมกับพึมพำว่า ‘บ้า!’ ไม่หยุดทำเอาผมได้แต่อมยิ้มกับท่าทางน่ารักๆของเธอ
เท่ากับว่าตอนนี้ผมกับเธอเป็แฟนกันแล้วสินะดีใจจัง : )
หลังจากที่ผมกับไอรินเป็แฟนกันแล้วพวกเราได้ทำอะไรด้วยกันตั้งหลายอย่างไม่ว่าจะเป็การใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนด้วยกันที่ร้านกาแฟการไปเดทกันในหลายๆที่่วันหยุด หรือการติวหนังสือสอบด้วยกันสองคนใน่สอบสำหรับผมแล้ว่เวลาเ่าั้ช่างมีความสุขราวกับได้อยู่ในความฝัน
แต่ว่าหากอยู่ในความฝันแล้วล่ะก็ยังไงสักวันก็จะต้องตื่นอยู่ดีนั่นคือตอนที่ผมได้ทราบข่าวร้ายจากแม่อย่างกะทันหันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
เมื่อผมเหลือบไปมองเด็กสาวที่กำลังเดินกุมมือกับผมด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขนั้นในใจผมก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาผมไม่อยากจะบอกเื่นี้กับเธอเลยแต่เหลือเวลาอีกแค่ไม่นานเท่านั้นเพราะงั้นผมต้องบอกกับเธอให้ได้
“ไอริน...”ผมพูดพร้อมกับหยุดฝีเท้าลงทำให้ไอรินที่กำลังเดินกุมมืออยู่ข้างๆต้องหยุดฝีเท้าตามเธอหันหน้ามามองผมอย่างงงๆ
“คะ? พี่จินมีอะไรหรือคะ?ทำหน้าเครียดเชียว ยิ้มหน่อยสิคะ!”
ไอรินฉีกยิ้มออกมาอย่างน่ารักก่อนจะยื่นมือมาดึงแก้มของผมพยายามจะทำให้ผมยิ้มแต่ผมในตอนนี้ไม่ว่ายังไงก็ยิ้มไม่ออกไอรินที่ดูเหมือนจะมองออกว่าผมกำลังจริงจังเลยหยุดท่าทางล้อเล่นและกลับมาตั้งใจฟังสิ่งที่ผมจะพูด
“มีอะไรหรือคะ? พี่จิน”
“ฟังแล้วอย่าในะ...คือพี่ต่อจากนี้ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาเป็เวลาสามปีน่ะ...”
“เรียนต่อที่... อเมริกา...!?”ไอรินทวนคำพูดของผมด้วยน้ำเสียงแ่เบา พอเข้าใจความหมายดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความใ
“ได้ยินไม่ผิดหรอก...พี่ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาสามปี...”
“ล้อเล่นใช่ไหมคะ...?”
ไอรินจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมราวกับคาดหวังให้มันเป็แค่เื่ล้อเล่นผมทำได้เพียงแค่หลบสายตาเธอเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอที่จะเป็คำตอบให้กับคำถามของเธอได้แล้วทันทีที่รู้แบบนั้นดวงตาของเด็กสาวก็รื้นน้ำตาขึ้นมาราวกับจะร้องไห้
“ทำไมถึงต้องไปล่ะคะ...?”
“พี่ต้องย้ายตามพ่อกับแม่ที่ไปทำงานที่อเมริกาน่ะสิพอดีกับที่แม่้าให้พี่ไปเรียนต่อม.ปลายที่นั่นจะได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วย...”
“ละ แล้วจะไปตอนไหนคะ...?”ไอรินถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาราวกับจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“พี่ต้องบินไปที่อเมริกาหนึ่งวันหลังจากสอบปลายภาคจบน่ะ...”
“หนึ่งวันหลังจากสอบปลายภาคจบ...ก็เหลืออีกแค่ 4 วันเท่านั้นสิคะ...!? ทั้งที่เป็เื่สำคัญขนาดนี้ทำไมถึงเพิ่งจะมาบอกล่ะคะ...!?” ไอรินถามและมองผมที่พยายามหลบสายตาเธออย่างไม่เข้าใจ
“อันที่จริงพี่รู้เื่นี้มาั้แ่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้วแต่ว่า... พี่ไม่อยากทำให้ไอรินเสียใจพี่ก็เลยไม่กล้าบอก แต่พี่เหลือเวลาจะบอกเื่นี้กับไอรินได้อีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้นพี่ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องบอกเื่นี้กับไอรินให้ได้ขอโทษนะที่เพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้...”
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
“ฮึก... ทั้งๆที่เหลือเวลาอยู่ด้วยกันอีกแค่ไม่นานแต่ก็ยังจะปิดบังเอาไว้แบบนี้...พี่จินบ้าที่สุดเลยค่ะ!!!”
ผมรู้สึกจุกอกจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นหยดน้ำตาใสๆค่อยๆไหลลงมาจากหางตาของไอรินที่กำลังยกกำปั้นขึ้นมาทุบหน้าอกของผมรัวๆไม่หยุดสุดท้ายผมก็เลยได้แต่ปล่อยให้เธอร้องไห้ทุบอกผมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้ว่าอะไรรอจนเธอสงบสติอารมณ์และหยุดร้องไห้ถึงได้กล้าพูดออกมา
“ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกแค่ 4 วันก็เอถะ...แต่ว่าจนกว่าจะถึงตอนนั้นพี่ก็ยังอยากใช้เวลาอยู่ร่วมกับไอรินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ...ได้หรือเปล่า...?”
ผมถามไอรินที่กำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ตรงหน้าและเธอก็พึมพำตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“ขอเวลา...ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ...?”
“อืม... เข้าใจแล้วล่ะ...”ผมที่เข้าใจว่าเธอยังทำใจไม่ได้เลยได้แต่ฝืนใจพูดตอบรับออกไป“วันอาทิตย์นี้พี่จะขึ้นเครื่องตอนสิบโมงที่สนามบินสุวรรณภูมิพี่อยากให้เธอไปส่งพี่ที่สนามบินนะ... ถ้าอย่างนั้นวันนี้แยกกันตรงนี้แล้วกัน...พี่ไปล่ะนะ...?”
พูดจบผมก็หันหลังวิ่งหนีออกมาทันทีโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับไปมองใบหน้าของไอรินในขณะนั้นด้วยซ้ำ
สี่วันต่อมา
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ขณะที่ดวงตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอมือถือซึ่งแสดงเวลาเก้าโมงครึ่งโดยหวังว่าไอรินจะโทรมาหาเวลาสี่วันผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่ผมบอกกับไอรินเื่ที่ตัวเองต้องไปอเมริกาหลังจากนั้นผมกับเธอก็ยังไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่คำเดียว
ไอริน ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ?อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็จะต้องบินไปอเมริกาแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังไม่โทรมาสักทีนะ?เธอจะไม่มาส่งผมที่สนามบินจริงๆหรือ? ผมยังมีอีกหลายเื่เลยที่อยากคุยกับเธอก่อนที่จะต้องไปอเมริกา
ผมคิดถึงเธอมากเลย...ช่วยโทรมาสักทีเถอะ!
แต่สุดท้ายแล้วโทรศัพท์มือถือของผมก็ยังคงนิ่งสนิทผมเลยได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ...ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหวังยังจะหวังลมๆแล้งๆอยู่อีกนะ เ้าบ้าจิน...”ผมหัวเราะหึๆกับตัวเองอย่างสมเพชผมปลดล็อคหน้าจอมือถือตัวเองเพราะตั้งใจว่าจะเปิดโหมดเครื่องบิน ถ้าไม่ติดว่าโทรศัพท์มือถือในมือผมกลับสั่นรัวขึ้นมาเสียก่อนเป็สัญญาณบ่งบอกว่ากำลังมีคนโทรเข้า
และเบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นก็คือเบอร์ของไอรินนั่นเอง!
“ไอริน! นั่นไอรินใช่ไหม!? รู้ไหมว่าพี่รอให้เธอโทรมาหานานขนาดไหนน่ะ!?”ผมรีบกดรับสายโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ
‘พี่จิน!โล่งอกไปที... ถ้าเกิดยังรับโทรศัพท์ได้อยู่แสดงว่ายังไม่ได้ขึ้นเครื่องสินะคะ!’น้ำเสียงของไอรินที่ฟังจากปลายสายดูโล่งใจเป็อย่างมากที่เห็นว่าผมยังรับโทรศัพท์ของเธอได้อยู่
“อื้อ ตอนนี้พี่ยังอยู่ในสนามบินนะแต่อีกเดี๋ยวพี่ก็ต้องขึ้นเครื่องแล้วล่ะ”
‘อย่าเพิ่งขึ้นเครื่องนะคะ! พี่จิน! ตอนนี้หนูอยู่หน้าสนามบินกำลังวิ่งไปหาค่ะ! หนูมีของที่อยากจะให้พี่ก่อนที่พี่จะไปอเมริกาอยู่ค่ะ!’
สิ้นเสียงของไอรินไวยิ่งกว่าความคิดผมรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นั่งและวิ่งไปที่หน้าสนามบินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ระหว่างที่กำลังวิ่งไปก็มองเห็นร่างเล็กถักผมเปียที่กำลังหิ้วกระเป๋าวิ่งสวนเข้ามาผมเลยส่งเสียงร้องเรียกชื่อเธอด้วยความดีใจ
“ไอริน!”
ทันทีที่มองเห็นและได้ยินเสียงผมเรียกชื่อของตัวเองไอรินก็รีบพุ่งเข้ามากอดผมโดยไม่ให้ผมได้ทันตั้งตัว ร่างเล็กหอบหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยที่ฝืนวิ่งเข้ามาขณะที่อ้อมแขนก็กอดร่างของผมเอาไว้แน่นด้วยร่างกายที่สั่นเทาราวกับเธอกลัวว่าสิ่งที่เห็นจะเป็เพียงแค่ภาพลวงตา
“ดีจัง... ดีใจจังที่มาทันเวลา...!”ไอรินเงยหน้าขึ้นมามองตาผมด้วยดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตา
“พี่เองก็ดีใจเหมือนกัน... พี่นึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว...”ผมหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะใช้มือดันแว่นของเธอขึ้นและเช็ดน้ำตาให้เธอ
“ขอโทษนะคะที่สี่วันที่ผ่านมาหนูไม่ได้คุยกับพี่จินเลยหนูใช้เวลาเตรียมตัวมากไปหน่อย... นี่ค่ะ! ของที่หนูอยากให้พี่!”ไอรินว่าแล้วก็ยื่นถุงที่ใส่ของสิ่งหนึ่งออกมาให้ผม ผมจึงรับถุงนั้นมาเปิดออกดู
ข้างในถุงที่ไอรินยื่นมานั้นมีกระปุกแก้วถูกใส่เอาไว้มันคือกระปุกแก้วที่ข้างในเต็มด้วยดวงดาวหลากสีสันที่ถูกพับจากกระดาษ ถึงแม้ขนาดของดวงดาวในกระปุกแก้วนั้นบางดวงก็เล็กบางดวงก็ใหญ่แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าดวงดาวทั้งหมดถูกพับด้วยมือ
“นี่มัน...”
“่เวลาสี่วันที่ผ่านมาหนูคิดมาตลอดเลยว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างให้พี่จินก่อนที่พี่จะไปอเมริกาค่ะ่สี่วันที่หนูไม่ได้คุยกับพี่จินเลยก็เพราะว่าหนูนั่งพับดาวให้พี่อยู่ดาวทุกดวงในกระปุกหนูพับด้วยตัวเองหมดเลยนะคะ! แต่เพราะแบบนั้นบางดวงก็เลยเละไปหน่อย...”
ไอรินหน้าแดงสารภาพทุกอย่างออกมาทำให้ผมเข้าใจทุกอย่างตลอดเวลาสี่วันที่ผ่านมาเธอพยายามทำสิ่งนี้ให้กับผม ผมจ้องมองดวงดาวหลากสีที่อยู่กระปุกนั้นด้วยรอยยิ้ม
“ขอโทษนะคะ ที่มันอาจจะไม่ใช่ของขวัญที่วิเศษมากมายอะไรนักแต่ว่าหนูพยายามอย่างเต็มที่เลยนะคะ!ที่เกือบจะมาสายเองก็เพราะหนูนั่งพับดาวให้พี่ั้แ่เช้าเลยนะคะ!”
“ขอบใจนะพี่จะดูแลมันเป็อย่างดีเลย”
ผมพูดพร้อมกับยกมือขึ้นไปลูบหัวไอรินเป็การขอบคุณเด็กสาวที่ได้ยินแบบนั้นยิ้มกว้างออกมาทันทีแต่เธอก็ถึงกับหุบปากฉับเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของผม
“แต่ว่า...พี่ก็ยังโกรธที่ไอรินไม่ยอมคุยกับพี่ตลอดสี่วันที่ผ่านมาอยู่ดี”
“เื่นั้นมันช่วยไม่ได้นี่คะ แล้วจะให้หนูทำยังไงล่ะ...?”ไอรินพูดพลางเบ้ปากเหมือนอยากจะประท้วง
“ถ้าอย่างนั้นเพื่อเป็การไถ่โทษไอรินจะต้องมอบของอีกอย่างให้พี่แล้วล่ะ?”ผมกอดอกพลางพูดด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ไอรินที่ได้ยินอย่างนั้นเอียงคอมองผมด้วยท่าทีสงสัย
“ของอีกอย่างหรือคะ?”
“หลับตาก่อนสิ”
“หลับตา?”
ไอรินที่ได้ยินอย่างนั้นยังคงมีท่าทีสงสัยไม่หายแต่เธอก็ยอมหลับตาลงตามที่ผมบอกผมจึงใช้มือค่อยๆบรรจงถอดแว่นของเธอออกและประกบริมฝีปากของตนเข้ากับริมฝีปากบางสีชมพูของเด็กสาวอย่างรวดเร็วผมใช้เวลาจูบกับเธอแค่ไม่นานก็ผละริมฝีปากออกมา
จูบครั้งนั้นเป็จูบครั้งแรกของผมกับเธอที่เริ่มต้นอย่างรวดเร็วและก็จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“พี่จินคะ... เมื่อกี้นี้มัน...?”ไอรินพึมพำออกมาด้วยใบหน้าที่แดงฉ่าพลางยกมือขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตัวเองอย่างแ่เบา
“อย่างที่เธอคิดนั่นแหละ...จูบไงล่ะ” ผมเอ่ยตอบไอรินด้วยใบหน้าที่แดงฉ่าไม่ต่างกันทำเอาไอรินที่ได้ยินแบบนั้นยิ่งหน้าแดงหนักขึ้นไปอีก
“พะ พี่จินคะ...! นะ นะ นะนั่นมันจูบแรกของหนูนะคะ...!”
“นั่นก็เป็จูบแรกของพี่เหมือนกันนั่นแหละ...แต่ก็หวานดีเนอะ?” ผมแกล้งพูดแหย่ไอริน ทำเอาเธอเขินจนควันแทบจะพุ่งออกจากหูแล้ว
“พะ พี่จินพูดอะไรน่ะคะ!? บ้าที่สุดเลย! บ้าๆๆ!” ไอรินว่าแล้วก็ขยับเข้ามาทุบอกผมแก้เขิน
ผมเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมาเพราะมันทำให้นึกถึงวันแรกที่ผมกับเธอคบกันแล้วจู่ๆน้ำตามันก็ไหลออกมาจากหางตาของผมไอรินที่เห็นแบบนั้นก็หยุดมือแล้วน้ำตาที่เธอกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาผมกับเธอยืนร้องไห้อยู่ด้วยกันนานหลายนาที ผมกับเธอก็ตัดสินใจที่จะบอกลากัน
“พี่จะไม่มีวันลืมเธอเลย ไอรินเธอเองก็ห้ามลืมพี่เด็ดขาดเลยนะอีกสามปีพี่จะต้องกลับมาแน่จนกว่าจะถึงตอนนั้นช่วยรอพี่ได้ไหม?”
“ค่ะหนูเองก็จะไม่มีวันลืมพี่จินเด็ดขาดเลย แล้วก็จะรอจนกว่าพี่จินจะกลับมาค่ะ”
“สัญญานะ”ผมพูดพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยเข้าไปหาไอริน
“สัญญาค่ะ” ไอรินตอบพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยเข้ามาเกี่ยวกับนิ้วของผม
ผมกับเธอพวกเราบอกลากันด้วยรอยยิ้มพวกเราสัญญากันไว้ว่าจะไม่มีทางลืมเื่ของกันและกันเด็ดขาดแล้วผมก็บินไปเรียนต่อที่อเมริกาสามปีโดยที่ผมไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ผมกับเธอบอกลากันแล้วในวันนั้นมันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นและเมื่อกลับมาพบกับเธออีกครั้งในอีกสามปีต่อมา
เธอกลับลืมเื่ของผมไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว...
สามปีต่อมา
เวลาผ่านไปมาสามปีหลังจากที่ผมบอกลากับไอรินในวันนั้นในที่สุดวันที่ผมรอคอยก็มาถึงหลังจากที่ต้องทนจำใจนั่งดูท้องฟ้าบนเครื่องบินอยู่หลายชั่วโมงเครื่องบินลำใหญ่ก็พาผมมาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิได้โดยสวัสดิภาพพอก้าวเท้าลงจากเครื่องบินก็สูดอากาศของเมืองหลวงประเทศไทยเข้าไปจนเต็มปอด
ร้อนเหมือนเดิมเลย ไม่สิเหมือนจะร้อนกว่าเดิมด้วยแฮะ พับผ่าสิ ( = _ = ;; )
แต่ผมก็ไม่ได้เกลียดอากาศประเทศไทยหรอกนะเพราะผมเองก็รู้สึกคิดถึงอากาศแบบนี้ของประเทศไทยเหมือนกัน ่เวลาสามปีที่ผมต้องไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักนอกจากผมจะเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วผมยังได้เพื่อนชาวต่างชาติมาหลายคนเลย
และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คืออัลเฟรด มิลเลอร์ กับ มาริลิน ไวท์ ทั้งสองคนเป็เพื่อนสนิทของผมเองส่วนสาเหตุที่พวกเราสนิทกันนั้นเป็เพราะสองคนนั้นชอบประเทศไทยมากก็เลยชอบเข้ามาถามเื่เกี่ยวกับประเทศไทยจากผมทำให้พวกเราสามคนสนิทกันในที่สุด
และก่อนที่ผมจะกลับมาที่ประเทศไทยทั้งสองคนยังบอกกับผมอีกว่าจะมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทยแต่ขอเวลาเตรียมตัวก่อนผมจึงได้กลับมาที่ประเทศไทยก่อนเป็คนแรก และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรีบกลับมาที่ประเทศไทยก็คงเดาได้ไม่ยาก
ใช่แล้วผมกลับมาเพราะอยากเจอกับไอรินนั่นเอง ถึงแม้จะไม่ได้ติดต่อกันเลยตลอดสามปีที่ไปอยู่อเมริกาแต่ผมก็ยังคงคิดถึงเธออยู่เสมอ
ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่กันนะ?ถ้าเธอรู้ว่าผมกลับมาจะทำหน้ายังไงนะ? เธอจะดีใจหรือเปล่าหรือว่าจะร้องไห้กันนะ?ให้ตายสิ แค่คิดผมก็อยากจะรีบไปเจอหน้าเธอแล้ว
ผมหันหน้าไปมองท้องฟ้าสีครามก่อนจะสูดลมหายใจรับอากาศของประเทศไทยเข้าไปจนเต็มปอดอีกครั้ง
“ฉันกลับมาแล้ว ไอริน : )”
“เฮ้ย กรณ์แกแน่ใจนะว่าไอรินเรียนอยู่โรงเรียนนี้จริง?”
‘เออ แน่ใจสิเมื่อวานฉันอุตส่าห์บากหน้ากลับไปถามครูที่โรงเรียนเก่าเลยนะแกไม่รู้หรอกว่าฉันเจออะไรบ้าง ฉันเจอครูคณิตที่เคยหมายหัวฉันไว้ตอนม.3 ด้วยหล่อนยังจำหน้าฉันได้อยู่เลย’
“อันนั้นมันผิดที่แกชอบโดดเรียนเองนี่หว่าเออ ยังไงก็ขอบใจมากนะ”
‘เฮ้ย เดี๋ยวก่อน จินแล้วแกจะมาร่วมงานหรือเปล่า?’
“งานเลี้ยงรุ่นของห้องม.3/8ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้าน่ะเหรอ? เออ ไปสิ ฉันคิดถึงพวกแกทุกคนนั่นแหละเดี๋ยวไปถึงแล้วฉันจะเล่าเื่ตอนอยู่อเมริกาให้ฟัง”
‘เออๆ งานนี้ชวนคนนอกมาร่วมงานได้ถ้าเจอไอรินแล้วจะพามาด้วยก็ได้นะแล้วก็คราวหน้าแนะนำสาวแจ่มๆที่แกรู้จักจากอเมริกาให้ฉันด้วยนะเว้ย’
“เออ ไม่ลืมหรอกเดี๋ยวฉันพาเพื่อนฉันที่มาจากอเมริกาไปด้วย ไว้เจอกันนะ”
‘เออ เจอกัน’
พูดจบเพื่อนที่คุยโทรศัพท์กับผมอยู่ก็ตัดสายทิ้งไปทันทีผมจึงถือโอกาสมองนาฬิกาในมือถือก็เห็นว่าเป็เวลาสี่โมงคาดว่าน่าจะเป็เวลาเลิกเรียนพอดีเลยเห็นเด็กนักเรียนหลายคนกำลังเดินออกจากประตูโรงเรียนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งบางคนก็กลับบ้านบางคนข้ามถนนไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ฝากตรงข้ามของถนน
ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนเทพวิจิตรเป็โรงเรียนรัฐขนาดใหญ่ที่ตั้งติดอยู่กับห้างสรรพสินค้าและสามารถเดินทางมาได้โดยสะดวกเพราะมีทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าผ่าน
ส่วนสาเหตุที่ผมมาที่โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากมาหาไอรินนั่นเองเพราะผมได้ยินว่าไอรินย้ายออกจากโรงเรียนเก่าที่เราเคยเรียนด้วยกันตอนม.ต้นอย่างกะทันหันผมเลยให้เพื่อนสนิทสมัยมัธยมต้นของผมไปสืบมาว่าไอรินย้ายไปที่เรียนที่ไหนกันแน่จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้
ผมเดินเข้าไปในโรงเรียนและสอบถามทางไปห้องธุรการสุดท้ายคุยกับห้องธุรการอยู่นานจึงได้รู้ว่าปัจจุบันไอรินเรียนอยู่ห้อง ม.6/4ผมจึงเดินไปคุยกับนักเรียนในห้องเรียนนั้นจึงได้รู้ว่าไอรินไปช่วยงานครูอยู่ที่ห้องพักครูแต่เพราะผมไม่อยากรบกวนจึงตัดสินใจไปนั่งรออยู่ที่ม้านั่งใต้ตึกที่ไอรินไปช่วยงานครูแทน
บังเอิญว่าม้านั่งที่ผมนั่งอยู่นั้นอยู่ติดกับสนามบาสพอดีผมเลยถือโอกาสนั่งดูเด็กโรงเรียนนี้เล่นบาสเสียเลยเพราะผมเองก็เป็คนที่ชอบเล่นบาสเหมือนกัน สมัยม.ต้นก็เป็นักบาสโรงเรียนด้วยระหว่างที่กำลังนั่งดูเพลินๆก็เห็นนักเรียนหญิงหลายคนมองมาทางผมเป็ตาเดียวและกำลังซุบซิบอะไรสักอย่างอยู่
แต่ผมก็ไม่แปลกใจสักเท่าไหร่หรอกผมไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะแต่ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็คนที่หน้าตาดีในระดับหนึ่งเชียวล่ะส่วนหนึ่งเพราะผมได้เชื้อมาจากแม่ที่เป็นางแบบนั่นเอง
ผมนั่งดูนาฬิกาสลับกับเด็กโรงเรียนนี้ที่กำลังเล่นบาสกันอยู่จนเวลาผ่านไปนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงยี่สิบจำนวนนักเรียนก็ค่อยๆลดลงจนเหลือบางตาเท่านั้นแต่ก็ยังไม่เจอกับไอรินเสียที จนผมคิดว่าหรือผมจะคลาดกับเธอแล้วกันนะ?
เอาไว้มาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน...
ในขณะที่ผมคิดจะยอมแพ้และกำลังจะลุกออกจากม้านั่งนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“นี่รีบกลับบ้านกันเถอะนะเย็นตั้งขนาดนี้แล้ว”
ผมรีบหันกลับไปมองเ้าของเสียงหวานใสนั้นทันทีแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปมากแต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปถึงขั้นที่จะจำไม่ได้เส้นผมที่เคยถูกถักเป็เปียถูกเปลี่ยนเป็มัดผมทรงหางม้าดวงตาสีดำขลับนั้นดูเหมือนจะใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นตาที่เคยใส่ ทำให้ความสวยของเธอถูกแสดงออกมาอย่างเด่นชัด
ไม่ว่ารูปร่างจะเปลี่ยนไปขนาดไหนผมก็ยังจำเธอได้เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอในวันที่จากกัน ยังไงผมก็จะไม่มีวันลืมเธอแน่ๆ
ในที่สุดก็ได้กลับมาเจอกันสักทีนะ : )
ร่างกายของผมมันขยับไปเองก่อนที่สมองจะประมวลผลสั่งการร่างกายของผมเสียอีกผมร้องเรียกชื่อของเธอที่ผมคิดถึงมาตลอดสามปีด้วยความดีใจ
“ไอริน!”