บทที่ 28
ภัยแล้ง
ห้วงเวลาแห่งวันวานของการเป็หมีหวนกลับมาอีกครั้ง เ้าเด็กน้อยในขณะนี้จึงดูสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าเจมส์เสียอีก และต่อให้กรงเล็บเหลือแค่ชิ้นเดียว เขาก็ยังจำวิธีสังหารหมาป่าพวกนี้ได้ดี
แต่ถ้าให้เลือกได้... เขาก็ไม่อยากทำนักหรอก
เ้าหมาหิวโซที่น้ำลายไหลยืดเหมือนเห็นอาหาร กระโจนเข้ามาก่อนเป็ตัวแรก จากนั้นคู่หูของมันก็เล็งโจมตีจุดอับอย่างเข้าขา พวกมันล่าสัตว์ใหญ่มานักต่อนักแล้ว กับแค่ลิงไร้ขนพวกนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพื่อพวกพ้อง เพื่อครอบครัว... เสี่ยงแค่ไหนมันก็จะต้องทำให้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน เป้าหมายอ่อนแออย่างคิท กลับคุ้นเคยการโจมตีเช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแค่ก้มนิด บิดตัวหน่อย คมเขี้ยวของหมาทั้งสองก็งับเพียงอากาศที่ว่างเปล่า พี่ชายสายบราค่อนเห็นดังนั้นจึงมีโทสะพุ่งสูง ใบดาบสั้นเล็งอย่างเหมาะเจาะ แล้วฟาดเปรี้ยงไปที่กะโหลกของหมาหนึ่งตัว
เป้าปะทะแตกยับเหมือนลูกแตงโมโดนทุบ กลิ่นเืคละคลุ้งฟุ้งไปทั่ว ร่างไร้หัวยังคงกระตุกหงึกเพราะเส้นประสาทยังทำงาน เ้าหมาอีกตัวที่เห็นสหายสิ้นชีพไปในพริบตาจึงเกิดอาการบ้าคลั่ง คมเขี้ยวและกรงเล็บของมันจึงโจมตีรวดเร็วรุนแรงขึ้น เจมส์ถึงกับถอยผงะเมื่อกะแรงผิด เ้าหมาบ้าตัวนี้ มีแรงพอ ๆ กับเขา คนตัวใหญ่จึงต้องออกแรงเต็มที่เพื่อต่อต้านเช่นกัน
หากปล่อยเอาไว้ ชัยชนะคงตกเป็ของเจมส์เพราะความคลุ้มคลั่งแบบนี้อยู่ได้ไม่นานนัก แต่กระนั้นพี่ชายตัวโตคงได้รับาแบ้าง คิทจึงไม่อาจอยู่เฉย
ร่างเด็กหนุ่มคล่องตัวมากกว่าเป็หมีมากนัก สรีระร่างกาย...จึงไม่สร้างปัญหาเพราะการเคลื่อนไหวติดขัดแต่อย่างใด เขาขยับตัวปรับท่าทางในเวลาแค่อึดใจ จากนั้นสายตาจะมองไปที่การต่อสู้ดุเดือด
แม้จะเป็การตะลุมบอนที่รุนแรงระหว่างคนกับสัตว์ แต่มันย่อมมีช่องว่างให้แทรกตัวเข้าไปร่วมวง ทันทีที่เห็นโอกาสดังกล่าว คิทก็เคลื่อนที่เต็มกำลัง มือขวาเอื้อมไปกุมคอ หมัดซ้ายพุ่งเข้าไปยังช่องท้อง จากนั้นข้อมือเล็กก็บิดตัวทำให้ใบมีดกรงเล็บทั้งสองเฉือนเข้าเนื้ออย่างรวดเร็วจนเืพรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำพุ เ้าหมาตัวที่สองตายจมกองเืทันที ตับไตไส้พุงกองเต็มพื้นไปหมด… มันประมาทคนตัวเล็กท่าทางอ่อนแอเกินไป
(ฟู่... ตื่นเต้นชะมัด) หนุ่มน้อยยืนสูดกลิ่นที่คุ้นเคย ใบหน้าเผยรอยยิ้ม
เจมส์มีสติกลับมาปกติอีกครั้งโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เมื่ออารมณ์บ้าคลั่งเหือดหายไป กลิ่นเืคาวจากสัตว์ที่ตนลงมือสังหารก็โชยเข้าจมูกจนต้องโก่งคออ้วกออกมา แผ่นหลังถูกตบแปะ ๆ เพื่อให้อาการดีขึ้น หลังจากนั้นคิทก็เช็ดส่วนที่เปื้อนเืเล็กน้อยแล้วเดินไปรับน้องชายตัวเล็กหน้าตามอมแมมทั้งสอง
“หมาป่าสองตัว! พี่เจมส์พี่คิทเก่งมากเลยยย” อลันมองพี่ชายทั้งสองตาเป็ประกาย คนตัวโตถูกยกความดีความชอบส่วนใหญ่ให้ อีธานที่กลับมานั่งบนบ่าของ’ พาหนะประจำตัว’ จากนั้นก็เอามือน้อยตบหัวพี่สามแปะ ๆ แบบที่อีกฝ่ายทำกับตนเองบ่อยครั้ง
“พี่คิท หัวเหม็น” เอ๊ะ เ้าตัวแสบนี่! อยากลองของเรอะ
“งั้นไปขี่คอพี่เจมส์ดีไหมครับ อีธาน?”
“ไม่เอา... พี่เจมส์เหม็นกว่า” จากนั้นส่วนหัวที่มีผมสีน้ำตาลทองก็ถูกอ้อมกอดเล็กรัดแน่นกว่าเดิม คนที่โดนน้องชายตัวเล็กบอกว่าตนเองมีกลิ่นเหม็นกว่าจึงก้มหน้าดมกลิ่นเพื่อพิสูจน์อย่างไม่เข้าใจ คิทจึงได้แต่มองอย่างขบขัน
ซากหมาป่าสองตัวมีแผ่นหนังที่ไม่เสียหายนัก หลังพวกมันถูกจับแขวนให้เืไหลออกจนหมด ทั้งสี่ก็ออกเดินทางต่อ อลันขี่คอเจมส์ผู้รับผิดชอบหิ้วหมาป่าตัวเขื่องทั้งสอง ส่วนคิทก็มีน้องน้อยกอดหัวแน่นจนดูอึดอัด มือทั้งสองข้างหิ้วต้นเบอร์รี่ที่ขุดกลับมาอย่างทุลักทุเล
เมื่อมาถึงโบสถ์ ซิสเตอร์ที่ทราบข่าวก็รีบรุดหน้ามาตรวจสอบว่าทั้งสองเป็อันตรายหรือไม่ คนอายุมากกว่าทั้งสองที่พาน้องชายตัวเล็กอีกสองคนเข้าป่าจึงโดนดุด่าไปอีกหลายที แต่เพราะเอาชนะสัตว์ร้ายได้ถึงสองตัวอย่างง่ายดาย ผู้าุโจึงไม่เอาความมากนัก เพราะอย่างน้อยตอนนี้ก็พออุ่นใจได้บ้าง
เย็นวันนั้นสมาชิกทุกคนในโบสถ์จึงได้ลิ้มลองเนื้อหมาป่าที่ถูกต้มจนเปื่อยพร้อมกับสมุนไพรหลายชนิด รสชาติของมันไม่เป็ที่ถูกปากนักแต่ก็พอกินได้
ไม่มีใครปริปากบ่น เพราะอย่างไรเสีย โปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็มีค่ามากกว่าธัญพืชต้มอยู่ดี
.....
ภัยแล้ง่เดือนห้า ส่งผลกระทบเป็วงกว้างมากกว่าที่คิด หัวเมืองใหญ่และเขตหมู่บ้านตามขอบชายแดน ที่อยู่ทางใต้และตะวันออก เริ่มขาดน้ำแล้ว แม่น้ำที่เคยไหลตลอดทั้งปีล้วนแห้งขอดจนเหลือเพียงโคลนตมที่เริ่มแตกระแหง โชคดีที่ตอนนี้ทุกแห่ง ยังมีพืชพรรณที่เก็บสะสมไว้เพราะเร่งปลูกั้แ่ต้นปี
แต่บางพื้นที่ ก็ยากลำบาก เพราะมีลอร์ดที่ไม่ใส่ใจ หรือไม่...ก็เห็นแก่ตัว
อาณาจักรเซริสที่มีเมืองหลวงตั้งอยู่ภาคกลางจึงต้องส่งทหารออกมาตรวจตราอย่างเข้มงวด แต่ผู้ตรวจตราทั้งหลายก็เข้มงวดได้เฉพาะเมืองข้างเคียงเท่านั้น เพราะการเดินทางไปเมืองใหญ่รอบนอกใน่ที่ยากลำบากเช่นนี้ ทำได้ยากยิ่ง
เมืองมอราลที่เป็จุดศูนย์กลางทางใต้จึงได้แต่ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือเพราะอยู่ในภาวะวิกฤตหนัก ขณะเดียวกันเมืองบอราลที่อยู่ติดทะเลตะวันออกเฉียงเหนือล้วนพึ่งพาสัตว์น้ำและหากินทางทะเลอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไรมาก เมืองรัสเซล และเทราสที่อยู่ฝั่งเหนือติดกับเทือกเขาใหญ่และผืนป่าอันอุดม ล้วนมีหนทางอยู่รอดของตนเอง
แต่นั่น ก็เป็เพียงสิ่งที่เมืองหลวงคาดการเอาไว้ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าสถานการณ์จริงเป็เช่นไร
เมืองรัสเซลในขณะนี้ กำลังเผชิญกับสภาวะอาหารขาดแคลน แต่ท่านลอร์ดออดริค รัสเซล ยังคงปกครองได้อย่างเที่ยงธรรมและไม่เอาเปรียบ อย่างไรก็ตาม จดหมายฉุกเฉินที่วางอยู่เต็มโต๊ะยังคงมีเพิ่มมาเรื่อย ๆ จนแทบจะกองเป็ูเา สิ่งที่กัปตันจอห์นส่งมาพร้อมกับจดหมายแนบของบาทหลวงท่านอื่นจึงยังคงตกค้างอยู่ในนั้นพักใหญ่
ก่อนเวลาออกเก็บภาษีตามกำหนดของส่วนกลางเซริส ท่านลอร์ดแห่งรัสเซลก็เจอกับจดหมายดังกล่าวเข้าพอดี เมื่ออ่านเนื้อหาภายในแล้วทราบว่าตนเองล่าช้าไปมาก ท่านออดริคก็รีบส่งข้อความเชิญบาทหลวงแจคสันแห่งโบสถ์ไวท์วิงส์มาพูดคุยด้วยเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว
น่าเสียดายที่กระสอบมันหวานที่ส่งมาด้วย ไม่ได้รับการจัดเก็บอย่างถูกต้อง จนไม่มีใครรู้ว่ากระสอบผ้าหยาบใบนั้นถูกส่งไปที่ไหน ความอร่อยของพวกมันจึงยังเป็ปริศนา เ้าเมืองรัสเซลจึงไม่ตื่นเต้นมากนัก แต่ความจริงที่ประชาชนในปกครองยังพอมีทางออกโดยการรับซื้อของป่าจากหมู่บ้านรอบนอกมาประทังชีพจนกว่าจะสิ้นฤดูหนาวเป็เื่ที่น่ายินดี
“เนื้อหาในจดหมายฉบับนี้ เป็ความจริงหรือ ท่านแจคสัน” ผู้นำชราไม่กล่าวคำอ้อมค้อมใด ๆ ชีวิตของเขาเหน็ดเหนื่อยกับการฉอเลาะของวงสังคมชนชั้นสูงมามากพอแล้ว
“เป็จริงดังนั้น ท่านลอร์ด พวกข้ามิอาจพูดปดในจดหมายเกี่ยวกับเื่สำคัญเช่นนี้ได้”
“แต่เื่ที่อธิบายว่าหัวมันหวานพวกนั้นอร่อยนักหนา ออกจะเกินจริงไปหน่อยกระมัง ข้ายังจำรสััอาหารป่าพวกนั้นได้ เมื่อครั้งยังเด็กท่านลุงเคยนำมาให้กิน เป็อาหารประทังชีพที่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยเส้นใยบาดคอเยอะนัก...”
เื่ราวในวัยเด็กที่ผ่านภัยพิบัติมาหลายครั้ง ถูกเล่าต่ออย่างรวดเร็ว ความสงสัยในอาหารพวกนั้นยังมีไม่เสื่อมคลาย ฟาเธอร์แจคสันนั่งฟังขณะจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ เขาเองก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ปัจจุบันนี้ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว
(คงต้องรีบให้เ้าหนูคิททำอาหารยัดปากเ้าลอร์ดเฒ่านี่เร็ว ๆ จะได้เป็สาวกลัทธิมันหวานไปอีกคน หึ ๆ ๆ) หากอีกฝ่ายได้ยินความคิดนี้ ท่านลอร์ดรัสเซลคงรู้สึกขนลุกไม่น้อย
เมื่อถึงกำหนดเก็บภาษี ขบวนทหารและผู้ตรวจการคนสนิทของท่านลอร์ดก็ออกเดินทางไปพร้อมกับตัวแทนของโบสถ์ บรรดาคนสำคัญได้ถูกย้ำเตือนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หมู่บ้านเรดวู้ดให้ดี บาทหลวงแจคสันยังถูกร้องขอให้ออกเดินทางดูแลรักษาหมู่บ้านต่าง ๆ ไปด้วย ซึ่งเขาก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
ได้พักผ่อนหย่อนใจบนูเาที่เรดวู้ดคงสบายไม่หยอก
การเดินทางหนนี้มีค่าจ้างอย่างงามเสียด้วย จึงมีแต่ได้ ไม่มีเสีย
คณะเดินทางที่เคร่งเครียดจึงมีแต่สมาชิกของโบสถ์ไวท์วิงส์ที่ร่าเริงผิดปกติ สัมภาระที่หอบหิ้วมาด้วยก็พอดิบพอดี เหมือนไม่เกรงกลัวว่าจะขาดอาหารแม้แต่น้อย นายทหารที่สนิทกับทางโบสถ์จึงเข้ามาถามด้วยความหวังดี
“ฟาเธอร์แจคสัน พกของมาแค่นี้จะพอเหรอครับ? ข่าวเกี่ยวกับพื้นที่รอบนอกไม่ดีนักนะครับ”
“เหลือเฟือ ๆ เราจะตรงไปที่เรดวู้ดก่อนจะวกไปยังแบล็ควู้ดและซันวู้ดตามแผนของท่านออดริคนี่นะ ที่นั่นมีของกินกองเป็ูเาเลยล่ะ พวกเ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก” สายตาของนายทหารคนนั้นยังคงแฝงไว้ด้วยความไม่เชื่อหลายส่วน แต่เขาก็ได้แต่เตือนและพกของกินมากขึ้นหน่อยเผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ถ้าหากใช้ม้าในการเดินทางด้วยความเร็วปกติ หมู่บ้านเรดวู้ดจะใช้เวลาเดินทางจากเมืองรัสเซลประมาณสองวัน ถ้าเป็ขบวนใหญ่ที่ต้องลากเกวียนขนของจากการเก็บภาษีไปด้วย คงใช้เวลาประมาณห้าถึงเจ็ดวัน แล้วแต่ความเร่งรีบของแต่ละขบวนเดินทาง
หลังพ้นเขตเมืองได้ไม่นานนัก ทุกคนก็เห็นผืนป่าแห้งเหี่ยวและเป็สีน้ำตาลกว้างใหญ่ไพศาล ทัศนียภาพช่างเข้ากันได้ดีกับอากาศร้อนระอุจนเพิ่มความเหนื่อยล้าให้กับสายตามากกว่าเดิม แถมยังลดทอนกำลังใจของผู้เดินทางไปหลายส่วน ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่เคยมีไม่เยอะเหมือนเคย จึงมีเพียงพื้นที่ใต้ผาหินบางจุดเท่านั้น ที่พอจะใช้หลบพักแดดร้อนระอุระหว่างวันได้
พวกเขา... ถึงกับต้องพัก่เที่ยงถึงบ่าย ก่อนจะออกเดินทางหลังจากดวงอาทิตย์หรี่แสงลงหน่อยแล้ว เพราะว่าการเคลื่อนที่ในเวลาดังกล่าว ส่งผลเสียมากกว่าผลดี
ระยะทางที่ควรจะใช้เวลาถึงเจ็ดวัน กลับถูกยืดออกไปเป็สิบวัน แต่สมาชิกของโบสถ์ไวท์วิงส์คาดเดาสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้วจึงยังคงหน้าชื่นตาบานเหมือนมาเดินเล่นในป่าใหญ่เช่นเคย ก่อนจะถึงเรดวู้ด... สัมภาระของบาทหลวงทั้งสองก็เบาหวิว จนทุกคนได้แต่กังวล พวกเขาพร้อมจะปันเสบียงให้หากอีกฝ่ายร้องขอ
เวลาล่วงเลยไปตามระยะทางที่สั้นลงเรื่อย ๆ ในที่สุดมื้อสุดท้าย ที่พวกเขาต้องทนกินขนมปังแข็งกับเนื้อเค็มตากแห้งได้สิ้นสุดลงแล้ว สมาชิกโบสถ์ไวท์วิงส์สองคนจึงเดินตัวปลิวไปบนเส้นทางที่คุ้นเคย แถมยังล่วงหน้าไปก่อนเพราะรู้สึกว่าความเร็วการเคลื่อนที่ของขบวนเดินทางช้าเกินไป กลุ่มคนสิบกว่าชีวิตจึงมีจำนวนลดไปสอง คนที่ยังเหลืออยู่ติดขบวนจึงได้แต่พักเอาแรงข้างริมธารเล็ก ๆ ที่ยังคงมีน้ำไหลเอื่อย
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าหลวงพ่อแจคสันเป็อะไร”
“ท่านคงมีคนรู้จักที่โบสถ์เรดวู้ดกระมัง อย่าคิดมากเลย ่เย็นพวกเราคงได้พักในหมู่บ้านแล้วล่ะ”
“ว่าแต่... ท่านจะจัดการกับเสียงโวยวายของกัปตันจอห์นอย่างไร? กลับไปคงวุ่นน่าดู”
“อ๋า!? ข้าลืม! ซวยเอ๊ย....”
หัวหน้าทหารของคณะเดินทางชุดนี้ จึงได้แต่ยืนเกาหัวแกร่ก ๆ เพราะจำได้ว่า...
จอห์นได้ขอร้องทุกคนว่าหากมีประกาศการเดินทางไปเรดวู้ดเมื่อไหร่ ให้รีบแจ้งทันที...
แต่พวกเขาลืมไปเสียสนิทเพราะต้องออกเดินทางอย่างรีบร้อน... นายทหารชั้นสูงจึงถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่รู้ตัว