สิ่งที่ลู่เมิ่งมองเห็นหลังเปิดดวงตาหยินหยางก็คือรัศมีสีทองอันเจิดจ้าจนตาแทบบอด แม้จะเล็ดลอดผ่านประตูเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็ช่างแสบตา
เพราะเคยทำงานในยมโลกจึงมีััิญญาที่ไวกว่าปกติ แม้จะผนึกดวงตาหยินหยางไปแล้ว แต่ถ้ารัศมีของอีกฝ่ายยิ่งใหญ่มากเธอก็สามารถััได้โดยตรง
ใครกันที่มีรัศมีบุญที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ลู่เมิ่งรู้สึกคันหัวใจนิดหน่อยด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ต้องอดกลั้นไว้เพราะสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย
เอ๊ะ หรือว่าจะแกล้งลุกไปเข้าห้องน้ำดีนะ
คิดแล้วก็รีบขอตัวไปห้องน้ำในทันที รัศมีบุญสีทองกำลังห่างออกไปแล้ว เธอรีบมากจนไม่ได้ฟังว่าห้องน้ำที่จริงแล้วไปทางไหน
เธอมองไปยังทิศทางที่รู้สึกได้ถึงความเจิดจ้าแล้วรีบเดินเข้าไปดู เห็นเป็ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งในชุดสูท พวกเขาทั้งหมดหันหลังทำให้มองไม่เห็นหน้า
ลู่เมิ่งปิดผนึกตาหยินหยางไปแล้ว ไม่มีแว่นกันแดดไม่กล้าเปิดส่องบุญคนๆ นั้นสุ่มสี่สุ่มห้า
กลัวตาบอด
แต่ก็อยากรู้นี่นะ ทำยังไงดี...
ลู่เมิ่งยืนละล้าละลังอยู่กับที่ พยายามหาทางไปต่อเพื่อเข้าใกล้กลุ่มคนเ่าั้ ชายหนุ่มกลุ่มนั้นสังเกตเห็นเธอแล้วจึงหันมามองอย่างระมัดระวัง เมื่อรู้สึกถึงสายตาของพวกเขาเธอมองกลับไปแล้วยิ้มให้เล็กน้อย
อ้อ นึกออกแล้ว เธอออกมาเข้าห้องน้ำนี่นา
“คุณหนูคนนี้มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาถาม เป็ชายจากกลุ่มคนที่เธอแอบมอง ไม่รู้ว่าเป็บอร์ดี้การ์ดหรือผู้ช่วย
“ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าห้องน้ำไปทางไหนคะ?” ลู่เมิ่งรีบถามออกไปทันทีราวกับพบผู้ช่วยชีวิต สายตาก็เหลือบมองคนอื่นๆ ที่หันหน้ามามองทางเธอกันหมด ทำให้มองเห็นหน้าได้ชัดๆ ทุกคน
อื้ม เป็ชายหนุ่มที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ว่าจะหน้าตาหรือบุคลิก
มีคนที่หน้าตาดีเป็พิเศษในหมู่พวกเขาด้วย แต่ลู่เมิ่งไม่ได้หยุดมองเขาเป็พิเศษ เธอจำหน้าเขาไว้แล้ว แต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำความรู้จัก
คนหน้าตาดีมากคนนั้นน่าจะเป็ผู้ที่มีรัศมีบุญเจิดจ้าที่สุด
เมื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นได้แล้วลู่เมิ่งก็หมดความสนใจในตัวพวกเขา หลังจากได้ฟังที่เขาบอกทางไปห้องน้ำก็กล่าวขอบคุณแล้วเดินจากไปทันที สายตาแปลกๆ เต็มไปด้วยความสงสัยตามหลังก็ไม่ได้สนใจ
ลู่เมิ่งเข้าไปล้างมือในห้องน้ำแล้วออกมา เมื่อกลับมาถึงห้องอาหารแล้วอาหารสั่งไปก็มาเสิร์ฟพอดี มื้ออาหารนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นและไม่ได้ยืดเยื้อ
เธอไม่มีอะไรจะพูดกับโจวจื่อชิง และเขาก็ไม่ใช่คนที่ชวนคุยเก่ง การสนทนาจึงไม่ได้ราบรื่น พูดเพียงไม่กี่ประโยคก็เงียบ มีหลายครั้งที่คุณแม่ลู่ช่วยหนุนจึงสามารถแก้บรรยากาศประดักประเดิดได้
ใน่บ่ายคุณแม่ลู่มีนัดหมายกับเพื่อนในวงสังคม ส่วนลู่เมิ่งไม่มีนัดที่ไหนอีก โจวจื่อชิงอยากจะไปส่งเธอกลับบ้านหลังจากมื้ออาหาร
“ให้พี่ไปส่งเธอกลับไหม คุณน้าจะได้ไม่ต้องวนรถไปส่งเธอที่บ้าน”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไม่ได้รีบกลับ” ลู่เมิ่งปฏิเสธพลางมองดูนาฬิกาข้อมือ เพิ่งจะบ่ายโมงกว่าๆ ยังเหลือเวลาอีกมาก
“ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวเมิ่งอยากไปไหน พี่จะไปส่ง”
“ฉันไปเองได้ค่ะ ขอบคุณ”
“เสี่ยวเมิ่ง...” โจวจื่อชิงมีสีหน้าไม่ดี
ลู่เมิ่งอยากจะกลอกตาใส่เขาอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เธอชัดเจนมากพอแล้ว คุณแม่ลู่ถอนหายใจ เข้ามาพูดแทนลู่เมิ่งที่เอาแต่ใจ
“เดี๋ยวแม่นั่งรถไปเองก็แล้วกัน เมิ่งเมิ่งก็ใช้คนขับรถของเราเถอะ” คุณแม่ลู่หันไปทางโจวจื่อชิง “จื่อชิงก็กลับไปทำงานเถอะ เมิ่งเมิ่งแค่ไม่อยากทำให้เธอลำบากจนเสียงานเสียการ”
“ไปส่งเสี่ยวเมิ่งไม่ลำบากเลยครับ”
แต่เธอลำบากใจ ลู่เมิ่งมองเขาแล้วเมินหน้าหนีไป แสดงออกว่าเริ่มอารมณ์เสีย
โจวจื่อชิงถอนหายใจ แล้วยอมถอยให้อย่างรู้ความ รอจนกระทั่งเขาออกไปแล้วลู่เมิ่งถึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"เมิ่งเมิ่งทำไมถึงห่างเหินจากพี่เขาอย่างนั้นล่ะลูก" คุณแม่ลู่ถาม ลู่เมิ่งก็ตอบไปอย่างไม่ปิดบัง
“เพราะข่าวลือที่พี่เหวินเอามาให้ฟังค่ะ”
“เื่นั้นเอง...” คุณแม่ลู่มีสีหน้าเข้าใจ ดูท่าแม่ก็รู้ข่าวเหมือนกัน
“ข่าวลือนี้มีมานานขนาดไหนกันคะ แล้วพี่โจวเขาไม่ได้ออกมาปฏิเสธเลยงั้นเหรอ”
“ข่าวมีขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนแล้วน่ะ จื่อชิงก็เคยปฏิเสธออกมาตรงๆ ครั้งหนึ่งใน่เริ่มมีข่าว แต่ภายหลังเขามีท่าทีปกป้องเลขาฯ คนนั้นมาก คนเลยเชื่อข่าวลือมากกว่าที่เขาพูดปฏิเสธเอง”
“เป็อย่างนั้นเอง” ลู่เมิ่งพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ครึ่งปี ในระยะเวลานี้ความสัมพันธ์จากข่าวลือก็มีโอกาสเป็จริงได้
และจากท่าทางของเลขาฯ สาวคนนั้นแล้ว ท่าทางเธอคงตกหลุมรักประธานโจวเข้าแล้วจริงๆ และดูจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งเสียด้วย
“ถึงแม้ว่าโจวจื่อชิงจะเป็เด็กดี ข่าวลือพวกนั้นก็อาจจะไม่เป็ความจริง แต่ถ้าลูกไม่ชอบแม่จะหาคนมาคอยกันให้ ลูกสาวคนสวยของแม่น่ะยังมีผู้ชายดีๆ อีกมากเข้าหาอย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ค่ะคุณแม่” ลู่เมิ่งหัวเราะอย่างขบขันกับท่าทางจริงจังเอาเื่ของคุณแม่ลู่
คุณแม่ลู่รู้ว่าลูกสาวไม่ได้สนใจโจวจื่อชิงก็ตัดเขาทิ้งจากรายชื่อลูกเขยในอนาคตอย่างรวดเร็ว สำหรับเธอแล้วเื่ฐานะไม่ได้สำคัญอะไร แต่ต้องถูกใจลูกสาวเธอต่างหาก
ชีวิตคู่จะดีได้ก็ต้องมาจากความชอบพอกันและกันเป็พื้นฐาน
ลู่เมิ่งส่งคุณแม่ลู่ขึ้นรถ เธอสามารถกลับเองได้โดยแท็กซี่ภายหลัง แต่ก็ยังไม่อยากรีบกลับบ้าน จึงไปเดินร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้า หาหนังสือที่น่าสนใจอ่าน
ใน่สามปีที่ทำงานนอกจากอ่านชีวประวัติของบุคคลอย่างจริงจังแล้วก็ไม่ได้ศึกษาอะไรเป็พิเศษเลย สิ่งที่เรียนไป่มัธยมปลายก็เกือบจะคืนความรู้ครูไปหมดแล้ว จึงต้องไปหาหนังสือเตรียมสอบหลายๆ เล่ม
แต่เปิดอ่านไปได้นิดหน่อยก็เหมือนจะกู้คืนความรู้ได้แล้วเสียอย่างนั้น คล้ายกับว่าความทรงจำของเธอจะดีขึ้นกว่าตอนก่อนประสบอุบัติเหตุอีกนะ
ถึงจะจำได้แล้วแต่ก็ต้องซื้อกลับไปอยู่ดี การทบทวนซ้ำเพื่อทำให้จำได้แม่นยำขึ้นเป็สิ่งที่ดี ลู่เมิ่งซื้อจำนวนหนึ่งแล้วอีกจำนวนหนึ่งกดสั่งซื้อออนไลน์จากเถาเป่า เพราะถือหนังสือเยอะๆ ไม่ไหว
ร่างกายนี้ยัง้าการดูแลอีกมากจริงๆ
ลู่เมิ่งนั่งรอเวลาอยู่ในร้านกาแฟ ดื่มโกโก้เย็นและเค้กสีหวานอีกสองชิ้น ฟื้นฟูพลังงานร่างกายและจิตใจด้วยของหวานๆ
ลู่เมิ่งกดดูข่าวสารในอินเตอร์เน็ตไปด้วย เมื่อสามปีก่อนเธอกดติดตามเวยป๋อของดารานักร้องไปจำนวนหนึ่ง บางคนก็โด่งดังขึ้น บางคนก็ความนิยมตกลง เธอไล่อ่านมันจากที่ค้างไว้เมื่อตอนอยู่ในโรงพยาบาล
ยังมีกดติดตามเพิ่มไปอีกหลายคน เป็คนที่โดดเด่นจากหลายๆ สาขาวิชาชีพ ที่น่าแปลกคือมีเวยป๋อของอาจารย์เต๋าด้วย
ถึงจะรู้สึกตลกแต่เธอก็กดติดตาม
แน่นอนว่าที่กดติดตามต้องเป็อาจารย์เต๋าที่แท้จริง ลู่เมิ่งสามารถแยกแยะจริงเท็จได้จากรูปภาพของพวกเขาผ่านดวงตาหยินหยาง
อาจารย์เต๋าบางคนก็ถ่ายภาพสวยมาก
แม้จะเป็ภาพถ่ายติดิญญาก็ดูเป็ศิลปะ เหมือนโปสเตอร์หนังผีที่ตัดต่อมาเนียนกริบ นับถือคนถ่ายจริงๆ
อ่านไปเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็บ่ายสามโมงครึ่งแล้วถึงเวลาที่เธอต้องกลับบ้าน คนขับรถมารับคุณแม่ลู่กลับไปก่อนแล้วค่อยวนรถไปรับลู่เมิ่งทีหลัง เธอคิดว่ากลับไปทันเวลาอาหารเย็นแล้วยังเหลือเวลาสำหรับออกกำลังกายเสริมสร้างร่างกายอีกนิดหน่อยด้วย
แต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดรถติด กว่ารถจะขยับไปได้สักหน่อยก็ใช้เวลานานทีเดียว จนเข้าใกล้ที่เกิดเหตุจึงรู้ว่ามีอุบัติเหตุข้างหน้า
เป็รถเสียกลางถนน ทำให้การจราจรติดขัด
ลู่เมิ่งโล่งใจที่มันไม่ใช่รถชน อุบัติเหตุสมัยนี้ทำให้คนเสียชีวิตได้ง่ายมาก ดวงิญญาที่ไปยมโลกส่วนใหญ่ก็ตายด้วยอุบัติเหตุยานพาหนะ แม้แต่เธอเองที่กลายเป็ยมบาลชั่วคราวก็เพราะอุบัติเหตุรถยนต์ทำให้มีปมเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนนไปด้วย
เอ๋ เหมือนจะััได้ถึงรัศมีบุญยิ่งใหญ่ที่คุ้นเคย
ลู่เมิ่งหยิบแว่นกันแดดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกมาสวมใส่โดยไม่สนใจสายตาประหลาดใจของคนขับรถ เปิดดวงตาหยินหยางมองไปทางรถที่เสียคันนั้น
แสงทองเจิดจ้าอันยิ่งใหญ่นั่นจริงๆ ด้วย
รัศมีบุญยิ่งใหญ่ที่เคยพบเร็วๆ นี้ก็มีคนเดียว เป็ชายหนุ่มคนนั้นสินะ
...แต่ ‘สิ่งนั้น’ ใกล้ๆ นั่นมันอะไรน่ะ?