ตอนที่ 35: สู่รังัทมิฬ
การเดินทางจากคฤหาสน์ตระกูลเซียวมุ่งหน้าตรงเข้าสู่เขตอุตสาหกรรมเก่าแก่และท่าเรือลับแถบชานเมืองปักกิ่งเป็ไปอย่างรวดเร็วและตึงเครียด ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ปอร์ชสปอร์ตคันหรูของผม บรรยากาศเงียบงันจนน่าอึดอัดใจ เยว่เยว่ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งข้างคนขับตัวสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน ั์ตาของเธอมองประเมินแผงหน้าปัดหรูหราสลับกับการหันมองใบหน้าด้านข้างของผมที่จดจ่ออยู่กับการขับขี่ เธอรู้สึกประหวั่นและทึ่งในตัวผมอย่างถึงที่สุด ชายธรรมดาที่เธอทิ้งไปในอดีต บัดนี้กลับขับรถหรูราคาแปดล้านหยวน สวมชุดสูทแบรนด์เนมสั่งตัดเฉพาะตัว และมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตระกูลั์ใหญ่อย่างตระกูลเซียว ขณะที่ตัวเธอเองกลับอยู่ในสภาพยับเยินปานซากศพ
"เย่เฉิน... นายไม่กลัวพวกแก๊งัทมิฬจริงๆ เหรอ?" เยว่เยว่เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่า "พวกมันไม่ได้มีแค่นักเลงคุมตลาดมืดธรรมดาๆ นะ แต่พวกมันทำธุรกิจสีเทาทุกอย่าง มีบอดี้การ์ดติดอาวุธาคอยคุมบาร์ใต้ดินแห่งนั้นอย่างหนาแน่น ฉันกลัวว่าพวกเราจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย..."
"คนขับรถอย่างผมก้าวผ่านเื่เฉียดตายมามากเกินกว่าที่คุณจินตนาการไว้แล้วครับเยว่เยว่ คุณแค่ทำหน้าที่เดินนำทางผมเข้าไปและเงียบปากของคุณไว้ก็พอ" ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งสุขุมที่กุมอำนาจทุกสิ่งสะกดจิตใจเธอให้เงียบสงบลงกะทันหัน
เมื่อรถปอร์ชจอดลงในลานจอดรถมืดสลัวเบื้องนอกคลับใต้ดินร้างคน ผมประคองร่างของเยว่เยว่ก้าวลงรถและก้าวเดินตรงเข้าไปยังประตูทางเข้าลับ สมุนแก๊งัทมิฬในชุดสูทสีดำคอยยืนคุมเชิงตรวจค้นร่างกายด้วยเครื่องตรวจจับโลหะอย่างเข้มงวด ทว่าเมื่อพวกมันสบตากับสายตาคมปลาบแฝงพลังจิตสะกดข่มของผม พวกมันกลับหน้าซีดและก้มหัวหลีกทางให้ผมก้าวเข้าสู่รังมืดใต้ดินโดยไม่ได้ลงมือตรวจค้นใดๆ
แสงไฟนีออนสลัวสีแดงฉานประดุจโลหิตและสีครามขุ่นข้นสลัวของคลับใต้ดิน "รังัทมิฬ" สะท้อนเงากระทบกระจกเงาบานใหญ่ที่แตกร้าวเปรอะคราบสกปรก ท่ามกลางเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเสียงเบสทุ้มต่ำและบีทหนักหน่วงกระตุ้นโสตประสาทและสั่นะเืสะท้อนหน้าอกจนหัวใจสั่นพ้องประสานกันจนกระตุ้นสารอะดรีนาลีนในร่างกายให้พลุ่งพล่าน กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างั์นับสิบคนในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำ ลายสักัทมิฬสีหมึกน่ากลัวพันรัดรอบต้นแขนและลามขึ้นมาถึงลำคอ ยืนคุ้มกันอย่างหนาแน่นและระแวดระวังภัยอยู่รอบโต๊ะโซฟา VIP ขนาดใหญ่ยาวกลางร้าน บรรยากาศภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบฉุนเฉียว กลิ่นเหล้าบรั่นดีราคาแพง และกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ขยายปกคลุมเมื่ออดีตไรเดอร์ส่งอาหารธรรมดาๆ อย่างผมก้าวเท้าเข้าสู่ถ้ำัทมิฬอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมกับร่างของเยว่เยว่ที่ยืนตัวสั่นเทาหวาดกลัวอยู่ด้านหลังผม
"เฮ้ย! ไอ้หน้าอ่อนไร้ค่านี่น่ะเหรอที่นังเยว่เยว่คาดหวังพามันมาเจรจาไถ่ตัวกู้หนี้พนัน?" เสียงคำรามดังก้องสบประมาทอย่างป่าเถื่อนของ "จ้าวัทมิฬ" หัวหน้ามาเฟียผู้โเี้และเป็อิทธิพลมืดคุมซอยเปลี่ยวและบ่อนพนันนอกกฎหมายทั้งหมดในปักกิ่งฝั่งใต้ มันนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โซฟาหนาตัวใหญ่ สวมสร้อยคอทองคำเส้นหนาั์พาดผ่านหน้าอก ควงมีดพับสั้นใบมีดสีเงินวาววับในมือพลางสบประสานสายตาจับจ้องมองผมด้วยแววตาขำขันประหนึ่งมองตัวตลกไร้ค่า แววตาของมันเต็มไปด้วยการดูแคลนอดีตคนจนอย่างผมที่บังอาจก้าวเท้าเข้ามายังถิ่นของมัน
"คนส่งอาหารกระจอกๆ จากสลัมคิดจะมาเจรจาต่อรองกับฉันงั้นเหรอ? ฉันฆ่าคนตายและฝังศพพวกที่ชอบอวดดีแบบแกมานักต่อนักแล้ว สำหรับคนอย่างแก แค่ฉันกระดิกนิ้วปืนสั้นในมือสมุนของฉันก็ะเิหัวแกกระจายกลายเป็เศษเนื้อได้ในสามวินาทีแล้ว!" มันพ่นน้ำลายลงพื้นและหัวเราะเหยียดหยามตอกย้ำชนชั้น
ผมก้าวเท้าเดินอย่างสุขุมเยือกเย็นไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังฝั่งตรงข้ามกับมันอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว สีหน้าของผมเรียบนิ่งและมีความเป็ผู้เหนือกว่าอย่างเด่นชัดจนทำให้จ้าวัทมิฬถึงกับชะงักหยุดควงมีดไปชั่วครู่ด้วยความแปลกประหลาดใจในท่าทีไม่สะท้อนความกลัว
"คุณจ้าวัทมิฬเป็คนบงการส่งคนไปปล้นขบวนรถขนสินค้าและสมุนไพรล้ำค่าของตระกูลเซียวมูลค่าห้าร้อยล้านหยวนไปใช่ไหมครับ" ผมเอ่ยถามคำถามเรียบง่ายแต่น้ำเสียงกลับแผ่ซ่านบารมีและจิตสังหารอันเข้มข้นบีบคั้นจนสมุนมาเฟียรอบโต๊ะพากันเงียบเสียงดนตรีลงไปกะทันหัน
จ้าวัทมิฬหัวเราะร่าเสียงแหลม "ใช่แล้วเว้ย! ของโบราณราชวงศ์ถังและยาสมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นอยู่ในโกดังลับของตระกูลจ้าวคู่แข่งตระกูลเซียวเรียบร้อยแล้ว! คนว่าจ้างบงการเื่นี้คือคุณชายจ้าวเทียนหราน ถ้าพวกแกไม่มีเงินสดสามพันล้านหยวนมาไถ่หนี้พนันของไอ้หลี่เทียนห้าวและค่าตัวนังนี่คืน... อย่าหวังเลยว่าจะได้ของพวกนั้นคืนไปส่งมอบให้รัฐบาลตระกูลเซียว ทันเวลาพรุ่งนี้ตระกูลเซียวก็โดนยึดใบอนุญาตและล้มละลายพินาศพังครืนแล้ว!"
มันชี้นิ้วท้าทายผมอย่างอวดดี โดยเบื้องล่างใต้โต๊ะ VIP นั้น ร่างของหลี่เทียนห้าวคู่หมั้นเศรษฐีจอมปลอมนอนสลบไสลปางตายสภาพหมดเรี่ยวแรง แขนขาหักผิดรูปมีผ้าพันแผลเปรอะเปื้อนเื
ผมใช้ทักษะพิเศษสแกนเนตร "สายตาเพลิงสุริยะ" (Solar Fire Gaze) ตรวจดูไปรอบๆ ห้องและวัตถุโบราณที่พวกมันนำมาแสดงขู่บนโต๊ะชั่วครู่ แสงสีทองประกายแดงเรืองรองในม่านตาของผมทำให้ผมมองทะลุพื้นผิวสิ่งของและพบรังสีพลังงานความร้อนที่แปลกแยก
[ระบบ: กำลังเปิดใช้งานทักษะสายตาเพลิงสุริยะตรวจจับวัตถุโบราณ...]
[ระบบ: วิเคราะห์ผล - ภาพเขียนัราชวงศ์ถังบนโต๊ะเป็ของเลียนแบบ (ความถูกต้อง 1.2% มูลค่าจริงประมาณ 5,000 หยวน)]
[ระบบ: ตรวจพบรังสีความร้อนและสมุนไพรโบราณห้าร้อยล้านหยวนของจริง ถูกซ่อนเก็บไว้ที่ห้องนิรภัยใต้ดินคฤหาสน์หลักตระกูลจ้าว พิกัดละติจูด 39.90...]
"ของประมูลโบราณบนโต๊ะนี่เป็ของเลียนแบบราคาถูกห้าพันหยวนครับคุณจ้าวัทมิฬ คิดจะต้มตุ๋นผมงั้นเหรอครับ? ของจริงถูกเคลื่อนย้ายไปที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวแล้ว... ส่วนกาสิโนใต้ดินและบัญชีฟอกเงินผิดกฎหมายสี่พันล้านหยวนของแก๊งัทมิฬ ก็ถูกระบบสแกนของผมเชื่อมต่อล็อกข้อมูลเตรียมส่งให้กรมสรรพากรและตำรวจสากลตรวจสอบเรียบร้อยแล้วด้วยครับ" ผมเอ่ยเฉลยคำตอบพร้อมคลี่ยิ้มเยาะสะใจ
คำพูดของผมเปรียบเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางกบาลของจ้าวัทมิฬ มันสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นยืน ั์ตาสบตาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกและเกลียดแค้นสุดขีด ความลับทางบัญชีและตำแหน่งการซ่อนของที่ไม่มีใครควรจะรู้นอกจากหัวหน้าใหญ่กลับถูกผมแฉออกมาอย่างง่ายดายในเวลาไม่กี่วินาที
"แก!... แกเป็ใครกันแน่?! รู้เื่พวกนี้ได้ยังไงวะ!" มันคำรามเสียงหลง แววตาโเี้กระเส่ากระสับกระส่ายด้วยความหวาดกลัวต่อความสามารถลี้ลับของผม
ผมหยิบใช้ทักษะ "พลังกายศิลาเหล็กกล้า" (Stone-Steel Body) ทันที ลมปราณหนาแน่นแผ่ขยายห่อหุ้มกล้ามเนื้อและผิวกายของผมจนแกร่งดุจศิลาแกร่ง บารมีกดข่มบดสะกดความเคลื่อนไหวของพวกมาเฟียจนสัญชาตญาณสัตว์ป่าของพวกมันสั่นสะท้านไม่กล้าขยับตัวเข้าหา อากาศโดยรอบตัวผมบิดเบี้ยวและหนักอึ้งขึ้นจนบอดี้การ์ดเสื้อดำรอบตัวรู้สึกหายใจลำบากกระวนกระวาย
จ้าวัทมิฬตบโต๊ะเสียงดังสนั่นปัง! ด้วยความคลั่งและหมดทางเลือก แววตาสั่นเครือตวาดสั่งการเสียงดังโเี้: "ชักอาวุธปืนออกมายิงหัวมันทิ้งเดี๋ยวนี้! ฆ่ามันทิ้งให้หมดทั้งมันและนังสารเลวนั่น!"
พริบตานั้น ชายฉกรรจ์สมุนมาเฟียเสื้อดำรอบโต๊ะกว่าสิบคนต่างขยับชักอาวุธปืนพกสั้นสีดำเหล็กเย็นเยียบและปืนกลสั้นจ่อเล็งตรงมาที่ใบหน้าและลำตัวของผมในระยะเผาขนไม่ถึงสองเมตร เยว่เยว่กรีดร้องครางเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนกจนทรุดล้มพับลงไปนอนสั่นราบกับพื้นปูนซีเมนต์ในสภาพไร้ทางรอด ปลายนิ้วมือบอดี้การ์ดพากันแตะที่ไกปืนเตรียมลั่นะุสังหาร
ทว่าท่ามกลางวิกฤตกระบอกปืนนับสิบที่ล้อมรอบตัวอยู่นั้น หน้าต่างแจ้งเตือนระบบโฮโลแกรมในม่านตาของผมกลับส่องแสงสีแดงฉานสว่างวาบกะพริบแจ้งเตือนระดับวิกฤต พร้อมเสนอระบบด่านถัดไป:
[ระบบ: โฮสต์ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอันตรายระดับ 3 ระบบวิเคราะห์ข้อเสนอพิเศษ: ทำการจ่ายเหรียญรางวัลสะสมทั้งหมดและปลดล็อกทักษะด่านถัดไป 'เนตรควบคุมจิตสำนึก' (Consciousness Control Eye) สำเร็จกะทันหันในพริบตา!]
ผมคลี่ยิ้มบางเบาอย่างเยือกเย็นดุจพญามัจจุราชที่กำลังกุมชะตาชีวิตและความตายของสัตวโลกไว้ในอุ้งมือ แววตาคมปลาบสีทองแผ่ประกายกระแสแสงสีครามลึกลับอันเปี่ยมเสน่ห์สะกดิญญาวาววาบขึ้นมาในความมืดสลัวฉายแสงล้อมรอบม่านตาของผม... อาวุธปืนพกและปืนกลสั้นกระจอกๆ เหล่านี้คิดว่าจะเจาะกะโหลกหรือะเิหัวคนที่มีพลังทักษะและพลังระบบอันลี้ลับอย่างไร้ขีดจำกัดอย่างผมได้งั้นหรือ? พวกมันช่างโง่เขลาและไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ค่ำคืนนี้พวกมันกำลังจะได้เรียนรู้บทเรียนชิ้นสำคัญแห่งการกลายสภาพมาเป็ทาสและสุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีของผมไปชั่วชีวิตโดยที่ไม่มีวันหันหลังกลับหรือลบล้างคำสั่งควบคุมจิตสำนึกของผมได้อีกเลย!
"ถ้าอยากตายนัก... ก็เหนี่ยวไกปืนเข้ามาได้เลยครับคุณจ้าวัทมิฬ" ผมกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังกดข่มจนแผ่นดินสั่นะเืในความรู้สึกของพวกมัน มนต์สะกดจิตสำนึกจากดวงตาสีครามของผมแผ่ขยายปกคลุมสมองของพวกมันทุกคนในบาร์ใต้ดินในเสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมควบคุมชะตาชีวิต!