ราตรีเยือนเมืองชิงหยวน ทว่าภายในโกดังเก็บผ้าไหมของตระกูลซุนกลับยังคงสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงน้ำมันที่ส่องประกายระยิบระยับ หลินเฟิงในชุดลำลองสีขาวสะอาดตา ยืนอยู่ท่ามกลางม้วนผ้าไหมล้ำค่าที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยไอจางๆ ของเชื้อราอสูรสีนิล โดยมีซุนซือซือยืนอยู่เคียงข้าง นางอาสามาช่วยกำกับดูแลด้วยตัวเอง เพราะผ้าไหมชุดนี้คือเดิมพันสุดท้ายของตระกูล และอาจเป็สิ่งเดียวที่ช่วยยื้อเวลาการแต่งงานของนางกับอู๋เหวินออกไปได้
แสงตะเกียงส่องเงาของทั้งคู่ลงบนผนังโกดังอย่างนุ่มนวล สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดและอบอุ่น ซือซือมองดูหลินเฟิงที่กำลังจัดเตรียมสมุนไพรต่างๆ อย่างเป็ระบบ ความเชี่ยวชาญของเขาในการจัการกับสิ่งลี้ลับเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกทึ่งและปลอดภัยไปพร้อมกัน
"คุณหนูซือซือ ท่านไม่ต้องกังวลไป" หลินเฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่เขากำลังผสมสมุนไพรฤทธิ์เย็นลงในเตารมควัน นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ราวกับศิลปินที่กำลังสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก "เชื้อราพวกนี้ไวต่อความรู้สึก หากท่านยิ่งวิตก พลังงานด้านลบจะยิ่งเป็อาหารให้พวกมันเติบโต"
เขาหยุดมือชั่วครู่ แล้วหันมามองซือซือด้วยสายตาที่อ่อนโยน "ข้าเข้าใจความกังวลของท่าน แต่โปรดเชื่อมั่นในตัวเองเถิด ท่านมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าที่คิด"
ซือซือมองดูนิ้วมือที่เรียวยาวและมั่นคงของหลินเฟิงที่กำลังหยิบจับสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว การเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขาดูเป็ธรรมชาติและมีเสน่ห์อย่างประหลาด นางรู้สึกทึ่งในความรอบรู้ของเขา "ท่านหลิน... ท่านดูจะเข้าใจเื่ลี้ลับเหล่านี้ดีเหลือเกิน บัณฑิตทั่วไปมักจะมองว่าเื่อสูรหรือเชื้อราิญญาเป็เพียงเื่งมงาย แต่ท่านกลับรับมือกับมันได้อย่างเป็ระบบ"
นางหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ "ท่านเรียนรู้เื่เหล่านี้มาจากที่ไหน? ตำราในห้องสมุดของตระกูลเราไม่เคยมีบันทึกเื่แบบนี้เลย"
หลินเฟิงยิ้มมุมปาก สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับเปลวไฟในเตารมควัน แต่ความคิดของเขากลับดำดิ่งไปยังความทรงจำจากโลกอนาคต ที่ซึ่งเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำสมัย "โลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่ตำราในห้องเรียนจะบันทึกไว้ได้หมดเ้าค่ะ บางครั้งความจริงก็ซ่อนอยู่ในเงาที่ผู้คนหวาดกลัวที่จะมอง"
เขาหยิบใบไผ่แห้งมาใส่ลงในเตารมควัน ควันสีขาวนวลเริ่มลอยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่น "ข้าเชื่อว่าความรู้ไม่ควรถูกจำกัดด้วยกรอบเดิมๆ การเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไม่ได้"
ซือซือพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจนางกลับรู้สึกว่าหลินเฟิงมีความลึกลับที่นางยังไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด มันเหมือนกับว่าเขามีประสบการณ์และความรู้ที่เกินกว่าวัยของเขา
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ซือซือเพื่อส่งมัดสมุนไพรให้นางช่วยถือ ระยะห่างที่ลดลงทำให้ซือซือได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของหลินเฟิง มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงของพวกขุนนาง แต่มันเป็กลิ่นที่สดชื่นราวกับป่าหลังฝนตกและแฝงด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด กลิ่นนี้ทำให้นางรู้สึกสงบและปลอดภัย หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่เมื่อปลายนิ้วของเขาบังเอิญัักับมือนางขณะส่งของ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการััเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้ซือซือใกับตัวเอง นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อน แม้แต่กับคู่หมั้นของนางเอง การััของอู๋เหวินมักจะทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจและ้าหลีกหนี แต่การััของหลินเฟิงกลับทำให้นางอยากอยู่ใกล้มากขึ้น
"คุณหนู ลองใช้ปราณในกายของท่านช่วยกระตุ้นควันเหล่านี้ดูสิ" หลินเฟิงแนะนำด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "ข้าสังเกตเห็นว่าท่านมีพื้นฐานการฝึกปราณหยินที่บริสุทธิ์ หากใช้มันนำทางควันสมุนไพรเข้าไปในเส้นใยผ้า มันจะช่วยชำระล้างเชื้อราได้ลึกถึงราก"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยความชื่นชม "ปราณของท่านมีความบริสุทธิ์และเสถียรภาพที่น่าทึ่ง เหมือนกับสายน้ำใสที่ไหลผ่านหินอ่อนในถ้ำลึก มันแตกต่างจากปราณของผู้หญิงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง"
ซือซือชะงัก ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "ท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าฝึกปราณ? เื่นี้แม้แต่ท่านพ่อก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ข้าฝึกลับๆ ล่อๆ ั้แ่เด็กโดยใช้คู่มือเก่าที่ข้าพบในห้องใต้ดินของคฤหาสน์"
นางรู้สึกตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมกัน การที่หลินเฟิงสามารถมองเห็นสิ่งที่นางซ่อนเร้นไว้ได้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกเปิดเผยความลับที่สำคัญที่สุดในชีวิต
"ดวงตาของข้าอาจจะเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม" หลินเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ ในใจเขารู้ดีว่าความสามารถในการมองเห็นพลังงานนี้มาจากการที่เขาได้รับพลังจิ้งจอกสามหาง ทำให้เขาสามารถรับรู้กระแสพลังงานต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
เขาขยับไปยืนซ้อนหลังนางเบาๆ เพื่อช่วยจัดท่าทางการวางมือ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนาขึ้น "ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน... แต่โปรดทำตามที่ข้าบอก การจัดท่าทางให้ถูกต้องจะช่วยให้ปราณไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
เขาค่อยๆ ยกมือของนางขึ้นมาในท่าที่เหมาะสม นิ้วมือของเขาแตะเบาๆ ที่ข้อมือของนาง เพื่อช่วยปรับจุดที่ปราณจะไหลออกมา "รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไหลเวียนในร่างกายของท่านไหม? ให้มันไหลออกมาทางปลายนิ้วอย่างช้าๆ"
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ซือซือรู้สึกถึงไอร้อนจากแผ่นอกของหลินเฟิงที่อยู่เื้ั ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่ที่ข้างใบหูของนางจนผิวขาวเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อ นางพยายามรวบรวมสมาธิและโคจรปราณตามที่เขาแนะนำ แต่ความใกล้ชิดนี้ทำให้นางรู้สึกวุ่นวายใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ผ่อนคลายเถิด" หลินเฟิงกระซิบเบาๆ เสียงของเขาทำให้นางรู้สึกสงบลง "อย่าต่อสู้กับมัน ปล่อยให้ปราณไหลเวียนไปตามธรรมชาติ"
ซือซือหลับตาลงและพยายามทำตามคำแนะนำ ค่อยๆ นางรู้สึกถึงกระแสอบอุ่นที่ไหลเวียนในร่างกายของนาง มันเริ่มจากหัวใจ แล้วค่อยๆ แผ่ขยายไปยังแขนและมือ เมื่อนางเปิดตาขึ้นมา ควันสีขาวนวลจากเตารมควันก็เริ่มหมุนวนเป็เกลียวและซึมลึกเข้าไปในม้วนผ้าไหมอย่างน่าอัศจรรย์
ภาพของเชื้อราสีดำที่ค่อยๆ มลายหายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้ซือซือรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ผ้าไหมที่เคยดูหม่นหมองและเต็มไปด้วยจุดดำ กลับค่อยๆ กลับมามีสีสันและความเงางามเหมือนเดิม
"มัน... มันได้ผลจริงๆ ด้วย!" นางอุทานด้วยความดีใจ เสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความภาคภูมิใจ "ข้าไม่เคยคิดว่าปราณของข้าจะมีพลังเช่นนี้!"
นางหันกลับมาหาหลินเฟิงด้วยรอยยิ้มที่สดใสเป็ครั้งแรกนับั้แ่พวกเขาได้พบกัน ใบหน้าของนางเปล่งปลั่งด้วยความสุขและความมั่นใจในตัวเอง ทว่าเมื่อหันมา นางกลับพบว่าใบหน้าของเขาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว
ดวงตาคมปราบของหลินเฟิงจ้องมองนางด้วยความชื่นชมและลึกซึ้ง แสงตะเกียงส่องแสงประกายในดวงตาของเขา ทำให้ดูเหมือนมีดวงดาวเล็กๆ ระยิบระยับอยู่ข้างใน จนซือซือรู้สึกเหมือนกำลังจะจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรแห่งเสน่ห์นั้น
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ทั้งคู่จ้องมองกันด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ซือซือรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่รุนแรงขึ้น และนางมั่นใจว่าหลินเฟิงคงได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน
"ท่านเก่งมาก คุณหนูซือซือ" หลินเฟิงกระซิบ เสียงของเขาทุ้มลึกและเต็มไปด้วยความจริงใจ "ความสามารถของท่านมีค่าเกินกว่าจะถูกใช้เป็เพียงเครื่องมือทางการเมือง... ท่านคู่ควรกับสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้น"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่มั่นคง "ท่านคู่ควรกับความรัก ความเคารพ และอิสรภาพในการเลือกชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่การถูกมองเป็เพียงสินค้าที่จะใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์"
คำพูดที่แทงใจดำทว่าเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ทำให้กำแพงในใจของซือซือเริ่มสั่นคลอน นางไม่เคยได้รับคำชื่นชมที่จริงใจและมองเห็นคุณค่าในตัวนางจริงๆ เช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางถูกสอนให้เชื่อว่าคุณค่าของนางอยู่ที่การเป็ลูกสาวที่เชื่อฟัง ภรรยาที่ดี และแม่ที่เสียสละ ไม่เคยมีใครบอกนางว่านางมีคุณค่าในตัวของตัวเอง ว่านางสามารถเลือกชีวิตของตัวเองได้
ความรู้สึกหวั่นไหวที่นางพยายามกดทับไว้เริ่มเอ่อล้นออกมา น้ำตาเล็กๆ ไหลลงมาที่แก้มของนาง แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่เป็น้ำตาแห่งความซาบซึ้งและความหวัง
"ท่านหลิน..." นางกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ทำไมท่านถึงเข้าใจข้าได้ดีเช่นนี้? เราเพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ท่านดูเหมือนจะเข้าใจข้าดีกว่าคนที่อยู่รอบตัวข้ามาตลอดชีวิต"
หลินเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน เขายื่นมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาบนแก้มของนางด้วยความระมัดระวัง "บางทีความเข้าใจไม่ได้เกิดจากระยะเวลา แต่เกิดจากการที่จิติญญาสองดวงเข้าใจกัน" เขากล่าว "ข้ามองเห็นแสงสว่างในดวงตาของท่าน มองเห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความอ่อนโยน และมองเห็นความปรารถนาที่จะเป็อิสระ"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยความจริงใจ "ข้าเคยรู้สึกเหมือนท่านเช่นกัน รู้สึกติดอยู่ในกรงที่คนอื่นสร้างขึ้นให้ รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่ใช่ของตัวเอง แต่ข้าได้เรียนรู้ว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองได้ หากเรากล้าพอที่จะก้าวออกจากกรงนั้น"
ในวินาทีนั้นเอง ซือซือก็เริ่มตระหนักว่า 'บัณฑิต' ผู้นี้อาจจะเป็ทั้งผู้ช่วยชีวิตและผู้ที่พรากหัวใจของนางไปพร้อมๆ กัน นางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง ความรู้สึกที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังงอกงามขึ้นในหัวใจของนาง
ไป๋เอ๋อร์ที่แอบมองอยู่จากมุมมืดของโกดัง ลอบยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ นางเห็น 'ด้ายแดง' แห่งความปรารถนาที่หลินเฟิงกำลังถักทอขึ้นรอบตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลซุนอย่างช้าๆ และมั่นคง เทคนิคการล่อลวงของนายของนางช่างประณีตและมีประสิทธิภาพจริงๆ
นางมองดูการเปลี่ยนแปลงในสีหน้าและท่าทางของซือซือ จากความระแวงและความกลัวในตอนแรก กลายเป็ความไว้วางใจ ความชื่นชม และตอนนี้กำลังจะกลายเป็ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น บัดนี้ เหยื่อรายที่สองที่ทรงพลังและงดงามกว่าเดิม กำลังจะติดกับดักเสน่ห์ของจิ้งจอกสามหางเข้าเสียแล้ว
การชำระล้างโกดังผ้าไหมดำเนินไปจนเกือบจะรุ่งสาง หลินเฟิงใช้ปราณอสูรของเขาผสานเข้ากับควันสมุนไพรอย่างแเี โดยไม่ให้ซือซือสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อราอสูรสีนิลจะถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นซาก
ระหว่างการทำงาน ทั้งคู่ได้สนทนากันอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหลายเื่ ั้แ่ปรัชญาชีวิต ความฝัน และความหวัง ซือซือค้นพบว่าหลินเฟิงมีมุมมองที่กว้างไกลและแตกต่างจากบุรุษทั่วไปในยุคนั้น เขาเชื่อในความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง เชื่อว่าผู้หญิงควรมีสิทธิในการเลือกชีวิตของตัวเอง
"ท่านคิดว่าผู้หญิงสามารถเรียนรู้การต่อสู้ได้หรือไม่?" ซือซือถามขึ้นอย่างลังเล ขณะที่นางกำลังช่วยจัดเรียงผ้าไหมที่สะอาดแล้ว
หลินเฟิงหันมามองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แล้วยิ้มออกมา "แน่นอนเ ในความเป็จริงแล้ว ผู้หญิงบางคนมีความสามารถในการต่อสู้ที่เหนือกว่าผู้ชายเสียอีก ความอ่อนโยนไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ และความแข็งแกร่งไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว"
เขาหยุดทำงานชั่วครู่ แล้วมองซือซือด้วยความจริงจัง "ท่านสนใจที่จะเรียนรู้หรือเปล่า? ข้าสามารถสอนท่านได้"
ซือซือรู้สึกตื่นเต้นแต่ก็กังวลไปพร้อมกัน "แต่หากคนอื่นรู้... โดยเฉพาะท่านพ่อ..."
"ท่านไม่จำเป็ต้องบอกใคร" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่มั่นคง "บางครั้งการปกป้องตัวเองคือสิ่งจำเป็ และการมีทักษะเหล่านี้จะทำให้ท่านมีความมั่นใจมากขึ้น"
ซุนซือซือยังคงอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา แม้จะเหนื่อยล้า แต่นางก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นและความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน การได้ทำงานร่วมกับหลินเฟิง การได้ใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อสิ่งที่มีความหมาย ทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มส่องผ่านหน้าต่างเล็กๆ ของโกดัง การทำงานก็เสร็จสิ้นลง ผ้าไหมทั้งหมดกลับมามีสีสันสวยงามเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของเชื้อราอสูรเหลืออยู่เลย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ หลินเฟิงพาซือซือออกมาจากโกดังที่บัดนี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร เขาพยุงนางเบาๆ ขณะเดินผ่านลานหินอ่อนที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้างยามเช้า อากาศเย็นสบายของยามรุ่งสางทำให้ทั้งคู่รู้สึกสดชื่น
"คุณหนูซือซือ ท่านเหนื่อยมากแล้ว พักผ่อนเถิด" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนซือซือรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ เขามองดูใบหน้าของนางที่แม้จะเหนื่อยล้า แต่กลับเปล่งปลั่งด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ
"ไม่เลยเ้าค่ะ" ซือซือตอบ พลางเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย "ข้าไม่เคยรู้สึกมีชีวิตชีวาเท่านี้มาก่อน ท่านหลิน... ท่านทำให้ข้าเห็นว่าความรู้และความสามารถของข้ามีค่าจริงๆ ไม่ใช่แค่เครื่องประดับของตระกูล"
นางหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ข้าถูกสอนให้เชื่อว่าหน้าที่ของข้าคือการเป็ลูกสาวที่เชื่อฟัง และภรรยาที่ดี แต่ท่านทำให้ข้าเห็นว่า ข้าสามารถเป็มากกว่านั้นได้"
หลินเฟิงหยุดเดินใต้ต้นหลิวใหญ่ที่ทอดเงาลงบนลานหินอ่อน เขาหันมาเผชิญหน้ากับนางอย่างเต็มที่ แสงจันทร์ยามใกล้รุ่งสาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ทำให้ดวงตาของเขาดูคมเข้มและลึกลับยิ่งขึ้น กิ่งไผ่ที่โอนเอนไปมาในสายลมเช้าสร้างเงาเคลื่อนไหวบนพื้น เพิ่มความโรแมนติกให้กับบรรยากาศ
"คุณหนูซือซือ" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกและจริงจัง "ความสามารถของท่านนั้นเป็ของจริง แต่สิ่งที่ท่านขาดคือ 'ผู้ที่มองเห็น' และ 'ผู้ที่กล้าจะปกป้อง' มัน"
เขาก้าวเข้าไปใกล้นางมากขึ้น จนระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือเพียงแค่ไม่กี่นิ้ว "ท่านมีหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่บริสุทธิ์ และความสามารถที่น่าทึ่ง แต่ท่านถูกบังคับให้ซ่อนมันไว้ ถูกบังคับให้ทำเป็อ่อนแอและ้าการปกป้อง"
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไปเช็ดคราบเขม่าจางๆ ที่เปื้อนอยู่บนแก้มของนางด้วยปลายนิ้วที่อ่อนโยน การััที่แ่เบานี้ทำให้ซือซือถึงกับตัวแข็งทื่อ นางไม่เคยถูกชายใดััใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน แม้แต่คู่หมั้นของนาง การััของอู๋เหวินมักจะหยาบคายและไม่เคารพ แต่การััของหลินเฟิงนั้นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเคารพ
"ในโลกที่ผู้หญิงถูกมองเป็เพียงทรัพย์สินหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านต้องเรียนรู้ที่จะ 'รักตัวเอง' ให้มากกว่านี้" หลินเฟิงกระซิบเบาๆ พลางใช้เทคนิค 'การสะกดจิตด้วยคำพูด' ที่เขาเรียนรู้จากโลกอนาคต โดยการใช้น้ำเสียง จังหวะ และคำพูดที่มีพลังในการชักจูงจิตใต้สำนึก
"ท่านต้องกล้าที่จะปฏิเสธพันธนาการที่ทำให้ท่านต้องเ็ป ท่านคู่ควรกับความรักที่แท้จริง... ความรักที่ทำให้ท่านรู้สึกเป็อิสระและเบ่งบาน ไม่ใช่ความรักที่ทำให้ท่านรู้สึกเหมือนนกในกรง"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางอย่างลึกซึ้ง "ท่านรู้ไหมว่าเมื่อท่านยิ้ม เมื่อท่านใช้ความสามารถของตัวเอง ท่านดูสวยงามเพียงใด? นั่นคือความงามที่แท้จริงของท่าน ไม่ใช่ความงามที่ถูกบังคับให้แสดงออกเพื่อเอาใจผู้อื่น"
ขณะที่ซือซือกำลังจะตอบโต้ด้วยความสับสนในอารมณ์ หัวใจของนางเต้นรัวเร็วจนเกือบจะออกจากอก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเสียงหัวเราะที่หยาบคายก็ดังมาจากทางเข้าคฤหาสน์ ทำลายบรรยากาศที่อบอุ่นและใกล้ชิดในทันที
"อ้าว! นี่มันคู่หมั้นของข้านี่นา! ซือซือ! ดึกดื่นป่านนี้มาทำอะไรกับไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่กันวะ!"
อู๋เหวิน บุตรชายเ้าเมืองอู๋ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับบ่าวรับใช้สองสามคน เขาสวมชุดผ้าไหมราคาแพงที่ดูสกปรกเล็กน้อยจากการดื่มสุรา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความโกรธเมื่อเห็นความใกล้ชิดระหว่างซือซือและหลินเฟิง กลิ่นเหล้าและกลิ่นหอมของผู้หญิงอื่นยังติดอยู่บนตัวเขา
ซือซือรีบผละออกจากหลินเฟิงทันที ใบหน้าของนางซีดเผือดด้วยความกลัวและความอับอาย "อู๋เหวิน... ท่านมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นป่านนี้?"
"ข้ามาหาคู่หมั้นของข้าไม่ได้หรือไง!" อู๋เหวินเดินโซเซเข้ามาใกล้ เสียงของเขาดังและหยาบคาย "ได้ยินว่าพ่อของเ้ากำลังมีปัญหาเื่ผ้าไหม ข้าเลยแวะมาดู... แต่ดูเหมือนว่าเ้าจะหา 'ตัวช่วย' ที่น่าสนใจกว่าผ้าไหมเสียแล้ว"
เขาเดินเซไปเซมา ดวงตาเืแดงจ้องมองหลินเฟิงและซือซือสลับกัน "เฮ้ย! ข้าเพิ่งไปเที่ยวกับเพื่อนๆ มา คิดว่าจะมาหาคู่หมั้นสวยๆ ของข้าเล่น แต่กลับมาเจอแบบนี้!"
เขาจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาดูถูกและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง "ไอ้หนุ่ม! แกเป็ใคร? กล้าดียังไงมาแตะต้องผู้หญิงของข้า! รู้ไหมว่าข้าเป็ใคร? ข้าคือบุตรชายเ้าเมืองอู๋! แกเป็แค่บัณฑิตจอมปลอมที่ไหนมา กล้ามาแย่งผู้หญิงของข้า!"
หลินเฟิงยังคงยืนนิ่งสงบ ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เขายิ้มอย่างสุภาพทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้คนอย่างอู๋เหวินรู้สึกไม่สบายใจ ท่าทางของเขาสงบและมีศักดิ์ศรี ตรงข้ามกับอู๋เหวินที่ดูเมาแล้วและไร้มารยาท
"ข้าน้อยหลินเฟิง เป็บัณฑิตที่ท่านขุนนางซุนเชิญมาช่วยแก้ไขวิกฤตผ้าไหมของตระกูล" หลินเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและมีสุภาพ "และข้าน้อยเพียงแต่ช่วยคุณหนูซือซือทำความสะอาดคราบเขม่าจากการทำงานหนักเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม"
"ทำงานหนัก? ฮ่าๆๆ!" อู๋เหวินหัวเราะอย่างเย้ยหยันและดูถูก "ซือซือของข้าไม่เคยต้องทำงานหนัก! นางมีหน้าที่แค่รอข้าไปรับตัวไปเป็ภรรยาเท่านั้น! นางต้องเก็บตัวให้ดี ไม่ใช่มาเที่ยวกับผู้ชายแปลกหน้าตอนดึกดื่น!"
เขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น กลิ่นเหล้าและความโกรธปะทุออกมาจากตัวเขา "แกอย่ามาทำเป็อวดดี! ออกไปจากคฤหาสน์นี้ซะ ก่อนที่ข้าจะสั่งให้คนของข้าหักขาแก! แล้วก็อย่าให้ข้าเจอแกใกล้ซือซืออีก!"
ในขณะที่อู๋เหวินกำลังจะก้าวเข้ามาประชิดตัวและอาจจะใช้ความรุนแรง หลินเฟิงก็ปล่อย 'กลิ่นอายจิ้งจอก' ออกมาอย่างแ่เบา มันไม่ใช่กลิ่นอสูรที่น่ากลัว แต่มันเป็กลิ่นหอมหวานที่ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรจากโกดัง
กลิ่นนี้มีพลังพิเศษที่ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกถึงความสงบ ความเคารพ และความปรารถนาที่จะยอมจำนนต่อผู้ที่ปล่อยกลิ่นนั้นออกมา มันเป็เทคนิคการควบคุมจิตใจระดับพื้นฐานของจิ้งจอกอสูร ที่สามารถใช้กับคนที่มีจิตใจอ่อนแอหรือมีสภาพจิตใจไม่มั่นคง
อู๋เหวินที่กำลังโกรธจัดและเมาสุรา กลับรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า ความโกรธของเขาหายไปชั่วขณะ และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ เขาจ้องมองหลินเฟิงด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความเกรงกลัวและความรู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือ 'ผู้ที่สูงส่ง' กว่าตนเอง
ใบหน้าของอู๋เหวินเปลี่ยนจากความโกรธเป็ความสับสนและความกลัว เขารู้สึกเหมือนมีพลังงานที่ไม่อาจต้านทานได้กำลังกดทับเขา ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือพูดจาได้อย่างที่้า
"ท่าน... ท่าน..." อู๋เหวินพูดติดอ่าง เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความกลัว "ข้า... ข้าจะไปรายงานท่านพ่อเื่นี้! เ้าเมืองอู๋จะไม่ปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปง่ายๆ!"
แต่แม้จะพูดแบบนั้น เขากลับไม่สามารถเข้าไปใกล้หลินเฟิงได้ ร่างกายของเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของสมอง เขารู้สึกเหมือนถูกพลังงานที่มองไม่เห็นกั้นไว้
อู๋เหวินรีบหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่ตามหลังไปอย่างงุนงง พวกเขาก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดเช่นกัน แต่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความตึงเครียดที่ยังคงอบอวลอยู่ใต้ต้นหลิว
ซือซือมองตามหลังคู่หมั้นของนางด้วยความรังเกียจและความอับอาย นางรู้สึกขายหน้าที่อู๋เหวินมาทำอย่างนี้ต่อหน้าหลินเฟิง แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกประหลาดใจที่เขาถอยไปง่ายๆ เช่นนี้ ก่อนจะหันมามองหลินเฟิงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
"ท่านหลิน... ท่านทำอะไรกับเขา?" ซือซือถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "ข้าไม่เคยเห็นอู๋เหวินยอมถอยง่ายๆ เช่นนี้มาก่อน เขาเป็คนที่ชอบใช้กำลังและไม่เคยยอมแพ้ใคร"
หลินเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไปจับมือของซือซือที่เย็นเฉียบด้วยความกลัวและความตื่นเต้น การััของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยทันที
"ข้าเพียงแต่ใช้ 'ความจริงใจ' ในการสื่อสารกับเขาเ้าค่ะ" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลึกลับแต่มั่นใจ "ความจริงใจที่ว่า... ท่านไม่ควรถูกใครมาดูถูกหรือบังคับ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็ใครก็ตาม"
เขาบีบมือของนางเบาๆ พลางใช้ 'ปราณหยาง' ที่บริสุทธิ์ของเขาถ่ายทอดความอบอุ่นและความมั่นใจเข้าไปในร่างของนาง ซือซือรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านร่างของนาง ความกลัวที่เคยมีหายไป และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
"ท่านหลิน..." ซือซือกระซิบ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความรู้สึกที่ลึกซึ้ง "ข้า... ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี ท่านช่วยข้าได้หลายครั้งแล้ว และทุกครั้งท่านก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า"
"ท่านไม่ต้องตอบแทนข้าด้วยสิ่งใดเลย" หลินเฟิงกล่าว พลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางอย่างลึกซึ้ง ใต้แสงจันทร์ที่อ่อนโยน ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์อย่างที่บรรยายไม่ได้ "เพียงแค่ท่านกล้าที่จะเป็ตัวของตัวเอง... กล้าที่จะเลือกเส้นทางที่ท่าน้า นั่นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับข้าแล้ว"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหมาย "ข้า้าเห็นท่านมีความสุข เห็นท่านเบ่งบาน เห็นท่านใช้ความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ใช่การถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ท่านไม่้า"
ในวินาทีนั้น ซุนซือซือรู้สึกว่ากำแพงที่นางสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ นางรู้สึกว่าหลินเฟิงคือผู้ที่เข้าใจนางอย่างแท้จริง และเป็ความหวังเดียวที่จะช่วยให้นางหลุดพ้นจากพันธนาการที่กำลังจะมาถึง