หลังจากที่เหยียนชิงจากบ้านเกิดของตน เวลาก็ล่วงเลยมาใน่ยามเย็น แต่ชายหนุ่มก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่หยุดพัก เหยียนชิงที่สวมใส่ชุดพรานป่ากำลังเดินทางลัดเลาะไปตามหุบเขาด้านหลังของหมู่บ้าน เขาสะพายย่ามที่ใส่หนังสือเอาไว้ที่ข้างเอว มีย่ามอีกเสื้อผ้าใบอยู่ที่หลังของเขา บนบ่ามีคันธนูสีดำสนิทแน่นิ่งอยู่ นั่นทำให้ยามนี้ชายหนุ่มดูพะรุงพะรังยิ่งนัก
“ถ้าแผนที่นี้ไม่ผิดพลาด ป่าในหุบเขาน่าจะเชื่อมไปถึงเมืองท่ากับเมืองหลวงของจักรวรรดิเทพเมฆา ถ้าเป็เช่นนั้นข้าก็จะสามารถย่นระยะเวลาได้อีกโขทีเดียว” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี พลางสาวเท้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ข้างหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยป่ารกทั้งสองข้างทาง ดวงอาทิตย์ที่อยู่้ากำลังคล้อยต่ำลงมาเรื่อยๆ
เหยียนชิงมุ่งหน้าเดินทางต่อจนกระทั่งชายหนุ่มมาหยุดอยู่ที่ลำธารแห่งหนึ่งกลางหุบเขา เขาคลี่แผนที่ออกมาดูตำแหน่งของลำธารนี้ เห็นได้ว่ามันห่างจากหมู่บ้านมาไกลมาก ระยะทางนั้นอาจนับได้ว่าหลายสิบลี้ แต่เหยียนชิงก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด
“หรือนี่จะเป็ความสามารถของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลาย? พละกำลังและขอบเขตการรับรู้เพิ่มมากขึ้น? ถ้าเช่นนั้นก็คงจะใช้เวลาไม่นานนักในการออกจากป่าแห่งนี้” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นมา แต่เขาก็ไม่ได้มุ่งหน้าต่อแต่อย่างใด กลับกัน เขานั่งลงข้างๆลำธารกวักน้ำมาล้างใบหน้าของตน ก่อนจะหันกลับมาเปิดย่ามที่เถ้าแก่เนี้ยมอบให้เขาก่อนหน้า
“ขอข้าดูหน่อยเถอะ ว่าท่านมอบสิ่งใดให้แก่ข้า” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา ก่อนจะล้วงหยิบหนังสือสีแดงเล่มหนึ่งออกจากย่าม จากนั้นเขาจึงค่อยๆเปิดมันอ่านทีละหน้า
หนังสือเล่มนี้มีเพียงร้อยกว่าหน้าเท่านั้น ดูเหมือนมันจะเป็หนังสือพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป มีการกล่าวถึงประวัติของทวีปและประเทศต่างๆที่ตั้งอยู่ภายใน วิถีชีวิตของผู้คนในทวีป สัตว์อสูร และสำนักต่างๆก็มีการกล่าวถึงอย่างผิวเผินเท่านั้น
เหยียนชิงค่อยๆพลิกผ่านไปทีละหน้ากระดาษ สีหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เขียนอยู่ในแต่ละหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็สิ่งใดเขาก็ยังคงแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นปนตื่นเต้นออกมา “....โลกนี้มีสิ่งต่างๆที่ข้ายังไม่รู้อีกมากมายยิ่งนัก!” ชายหนุ่มกล่าวกับตนอยู่ภายในใจ เมื่อเปิดมาถึงหน้าประวัติศาสตร์ของทวีป เขาก็รู้ว่าทวีปที่เขาอยู่นั้นมีชื่อว่าทวีปเทียม์ ประกอบไปด้วยสี่จักรวรรดิใหญ่และอาณาจักเล็กๆอีกหกถึงเจ็ดแห่ง จักรวรรดิที่เขาอยู่คือจักรวรรดิเทพเมฆาซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีป อีกสามจักรวรรดิประกอบไปด้วยจักรวรรดิจอมพรหมที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก จักรวรรดิเก้าวารีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้และจักรวรรดิฟ้าเหมันที่ตั้งอยู่เหนือสุดของทวีป ส่วนตรงกลางนั้นเป็อาณาจักรเล็กๆที่คล้ายจะเป็รัฐกันชนของทั้งสี่จักรวรรดิ และแต่ละจักรวรรดินั้นมีขุมกำลังที่แตกต่างกันไป จักรวรรดิเทพเมฆานั้นนับได้ว่าเป็จักรวรรดิที่แข็งแกร่งกว่าจักรวรรดิเก้าวารี แต่ด้อยกว่าจักรวรรดิจอมพรหมอยู่เล็กน้อย ส่วนจักรวรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดคือจักรวรรดิฟ้าเหมันที่มีขุมกำลังอันแข็งแกร่งประกอบไปด้วยตระกูลใหญ่สี่ตระกูล สำนักใหญ่สี่สำนัก และที่แข็งแกร่งที่สุดคือราชวงศ์ของจักรวรรดิฟ้าเหมัน ราชวงศ์เสวี่ย ที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับทั้งแปดขุมกำลังรวมกัน ว่ากันว่าเป็ราชวงศ์ที่ได้รับการสืบสายเืมาจากัฟ้าเทพเหมันต์ซึ่งเป็สัตว์เทพในยุคโบราณ นั่นทำให้อีกสามจักรวรรดิที่เหลือนั้นอ่อนด้อยกว่าจักรวรรดิฟ้าเหมันอย่างเห็นได้ชัด
เหยียนชิงเปิดมาถึงเื่ของการฝึกยุทธ์ในโลกใบนี้ ชายหนุ่มพบว่าการฝึกยุทธ์นั้นแบ่งเป็ขั้นเช่นเดียวกับการฝึกตน แต่ละขั้นจะถูกแบ่งออกเป็เก้าขั้นย่อย ระดับปราณที่ต่ำที่สุดคือระดับฝึกหัด และระดับที่สูงสุดที่มีบันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้คือระดับกษัตริย์ ซึ่งห่างจากระดับแรกถึงหก่ชั้นเลยทีเดียว
“.......ชั่วชีวิตข้าจะสามารถไปถึงระดับกษัตริย์นี่ได้หรือไม่?” เหยียนชิงยิ้มอย่างขมขื่น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกตนพร้อมๆกัน แต่เขาก็ไม่แน่ใจในพร์ของตนเองมากเท่าไรนัก
“ถ้าข้าไม่อาจก้าวไปถึงปราณกษัตริย์ได้ ข้าก็ไม่สามารถที่จะเป็ะตามที่ตั้งมั่นเอาไว้ ปราณกษัตริย์จะนับเป็อะไรกัน!” เหยียนชิงเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะค่อยๆปิดเปลือกตาเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตนภายในจิตใจของเขา กระบี่เทพนิมิตยังคงตั้งเด่นตระหง่านอยู่ที่จุดตันเถียนของเขา แน่นอนว่ามันเป็กระบี่ที่ถูกทำให้แตกละเอียดเพื่อรักษาเขาก่อนหน้านี้ เพียงแต่ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมกระบี่ที่แตกไปแล้วจึงกลับมามีสภาพเดิมได้ อีกทั้งยังดูสมบูรณ์กว่าก่อนหน้าที่มันจะมาอยู่ในร่างกายของเขาด้วยซ้ำ
เหยียนชิงยังคงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆลอยตัวไปที่กระบี่ พร้อมทั้งยื่นมืออกไปจับที่ด้ามของมัน ทันใดนั้นความทรงจำมากมายก็ไหลเข้ามาในหัวของเขา ปรากฏร่างชายชรากำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างงดงามหลายต่อหลายภาพ
“นี่มัน.......กระบวนดาบของกระบี่เทพนิมิต!” เหยียนชิงหอบหายใจด้วยความตื่นเต้น ชายหนุ่มหันกลับมามองที่มือของเขาที่บัดนี้กำลังกำกระบี่เทพนิมิตอยู่ ตัวกระบี่ปล่อยแสงรางๆออกมาเป็ระยะ ัที่พันอยู่ด้ามดาบดูคล้ายจะมีชีวิต
“ถ้าเช่นนั้น ข้าควรจะเริ่มเรียนรู้กระบวนท่าเหล่านี้อย่างไรดี?” ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพัก จนกระทั่งนึกถึงความเป็ไปได้อย่างหนึ่งขึ้น
“การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเริ่มจากการเลียนแบบ ถ้าเช่นนั้นข้าย่อมต้องขยับร่างกายตามท่าทางของกระบวนท่าพวกนี้!” เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็ยกกระบี่ขึ้นตามชายชรา ค่อยๆวาดออกไป แต่ละครั้งที่ชายหนุ่มขยับร่างกายนั้นเขารู้สึกได้ว่าตนเองและกระบี่เป็หนึ่งเดียวกัน การวาดดาบแต่ละครั้งทำให้โลกในจิตใจของเขาสั่นะเืออกมาเรื่อยๆจนจบกระบวนท่า
“ช่างเป็กระบวนท่าที่ทรงพลังยิ่งนัก! นี่เป็เพียงกระบวนท่าแรกของทั้งเจ็ดกระบวนท่า ข้าไม่อาจรู้ได้เลยว่าท่าที่เหลือจะทรงพลังขนาดไหน” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น เขาลืมตาขึ้นมาแล้วลุกขึ้นยืนข้างๆลำธาร บนท้องฟ้านั้นพระอาทิตย์ถูกแทนที่ด้วยพระจันทร์เป็ที่เรียบร้อย
เหยียนชิงเพ่งสมาธิเพื่อเรียกกระบี่เทพนิมิตออกมาจากจุดตันเถียนของเขา มิติขนาดเล็กค่อยๆเกิดขึ้นที่กลางหน้าอก ในตอนนั้นกระบี่เทพนิมิตก็ค่อยๆลอยออกมาหยุดอยู่ที่มือของชายหนุ่ม
มันดูเหมือนกับกระบี่ที่อยู่ในจิตใจของเขาทุกจุด นั่นทำให้ชายหนุ่มมั่นใจได้ว่ากระบี่ที่อยู่ในมือของเขานั้นคือกระบี่เทพนิมิตจริงๆ
“ผู้าุโกล่าวว่าไม่อาจที่จะใช้กระบี่เทพนิมิตได้หากไม่แข็งแกร่งพอ นั่นหมายความว่าท่านกลัวว่าข้าจะถูกฆ่าแล้วชิงกระบี่ไป หรือว่ามันกินแรงข้ามากกันแน่” ชายหนุ่มคิด “แต่ยามนี้ข้าอยู่ในป่า คงไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ที่นี่ ลองดูซักหน่อยจะเป็ไรไป” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “กระบวนท่าแรกแตกย่อยออกเป็อีกแปดกระบวนท่ารอง สี่เป็การโจมตี อีกสี่เป็การป้องกัน....อืม......ข้าควรลองโจมตีดูสักหนก่อนจะใช้งานมันจริงๆ” เมื่อพูดจบเหยียนชิงก็สาวเท้าเดินไปหยุดที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจะตวัดกระบี่ใส่ด้วยความรวดเร็ว
ตูมมม!
เสียงะเิของปราณกระบี่ดังก้องไปทั่วป่า ลำแสงจากปลายกระบี่เข้าเชือดเฉือนต้นไม้ที่อยู่ด้านหน้าด้วยความบ้าคลั่งจนกระทั่งต้นไม้ทั้งต้นหายไป แต่พลังนั้นก็ยังฟาดฟันต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจนเกิดเป็รังสีหนึ่งสายกวาดทำลายพื้นที่ด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนั้น เมื่อััได้ถึงพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาต่างก็วิ่งหนีตายกันตาเหลือกเพื่อออกจากบริเวณที่ชายหนุ่มอยู่ ซึ่งหากมองกลับไปจะเห็นบัดนี้ไม่เหลือต้นไม้แม้เพียงต้นเดียวบนพื้นดิน ข้างหน้านั้นมองเห็นเหยียนชิงกำลังคุกเข่าลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“แฮ่ก....แฮ่ก...ข้า...แค่ใช้..ท่าที่สี่เท่านั้น...ทำไม...มันกินพลังปราณ..ขนาดนี้” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความอ่อนแรง พลังปราณในร่างของเขาแทบจะหมดไปจากการใช้กระบวนท่าก่อนหน้านี้
ชายหนุ่มค่อยๆทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพลางโคจรพลังภายในร่างเพื่อฟื้นฟูลมปราณ เมื่อผ่านไปได้หนึ่งชั่วยาม เขาก็กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง ชายหนุ่มหันกลับไปมองรอบๆข้างของเขา ต้นไม้ใหญ่ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยรอยปะทะที่กลายเป็หลุมลึกลากยาวไปหลายสิบจั้ง ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในทิศทางที่มันผ่านไปแม้แต่น้อย
“กระบี่ที่สี่ช่างรุนแรงนัก หากข้ารู้ก็คงใช้เพียงแค่กระบวนท่าที่หนึ่งเท่านั้น” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความเหนื่อยอ่อน นี่คงจะเป็เหตุผลที่เขาไม่อาจใช้กระบี่เทพนิมิตได้หากเขายังคงอ่อนแออยู่ เพียงแค่กระบวนท่าแรกก็กินพลังปราณไปมากโข ไม่จำเป็ต้องพูดถึงการโจมตีศัตรู เขาอาจจะตายเพราะพลังปราณหมดไปก่อนก็ได้
เมื่อหายจากความเหนื่อยล้า เหยียนชิงก็ส่งกระบี่ของเขากลับเข้าไปในร่างเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่ เพียงแค่เขาคิดกระบี่ก็หายไปจากมือของเขาไปปรากฏอยู่ที่จุดตันเถียนแทน ชายหนุ่มคิดว่าวิธีการเช่นนี้ล้วนดูสะดวกสบายเป็อย่างยิ่ง
เหยียนชิงยังคงปักหลักอยู่ที่ลำธารตรงหุบเขา สายตากำลังไล่กวาดตัวอักษรในหนังสือที่เถ้าแก่เนี้ยมอบให้แก่เขาก่อนหน้า เล่มก่อนหน้านี้เป็เื่ราวทั่วไปของผู้ฝึกยุทธ์และประวัติศาสตร์ของทวีปนี้ แต่หนังสือที่เขาอ่านตอนนี้ล้วนเกี่ยวกับการฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น เหยียนชิงไล่อ่านไปทีละหน้า แต่ละหน้าบรรยายถึงกระบวนท่าต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็ธาตุน้ำ
“น่าเสียดายที่วิชายุทธ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็ธาตุน้ำ ข้ามีธาตุไฟในตัวก็คงจะไม่เหมาะที่จะฝึกธาตุน้ำที่เป็ธาตุตรงข้ามกัน..............หือ? ยังมีวิชาที่ไร้ธาตุอยู่ในหนังสือนี่ด้วย นั่นน่าจะเป็ประโยชน์ต่อข้าอยู่บ้าง อืม.......ท่าเท้าเทพวารี? ถึงชื่อจะเป็วารี แต่ในนี้กลับบอกว่าไร้ซึ่งพลังธาตุ ทำไมคนพวกนี้ต้องตั้งชื่อให้สับสนกันไปมาด้วยนะ?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างติดตลก เมื่อเขาพลิกมาถึงหน้าการฝึกพลังปราณท่าเท้า ที่บรรยายคุณสมบัติของกระบวนท่าว่าเมื่อเวลาใช้นั้นจะสามารถท่องไปบนคลื่นได้ หรือเมื่ออยู่บนบกนั้นก็รวดเร็วดุจดังมัจฉาที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
มันอาจไม่มีประโยชน์ในเื่ของพลังการต่อสู้ แต่ก็สามารถใช้ในเวลาจำเป็อย่าง่เดินทางหรือหลบหนีได้
เมื่อเหยียนชิงอ่านจบ ชายหนุ่มก็ปิดหนังสือลงก่อนจะหันไปสะพายย่ามขึ้นบ่าพร้อมที่จะเดินทางต่อ “เถ้าแก่เนี้ยบอกว่าให้เดินทางไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิเทพเมฆา แต่ข้าก็ไม่จำเป็จะต้องทำตามกำหนดการนั้นไปเสียทั้งหมดก็ได้” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูจะเต็มไปด้วยความขี้เล่น พลางคลี่แผนที่ออกมาดูอยู่ชั่วครู่ สายตาของเขาจดจ้องไปที่จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่อยู่ข้างๆเมืองหลวงเทวะสุริยัน
“เมืองทะเลสาบเงาจันทร์..........ที่แรกที่ข้าต้องไปคือที่นี่! หากข้าเดินตามทางที่ถูกวางเอาไว้เสียทั้งหมด นั่นย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็การท่องยุทธภพได้!” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะย่ำเท้าก้าวเดินต่อไปตามทางที่ระบุเอาไว้ในแผนที่ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าอันตรายนั้นกำลังคืบคลานมาหาตัวเขาอย่างไม่คาดคิด
เมืองหยาดตะวัน ที่สาขาย่อยสำนักกระบี่ขาว
ในตำหนักท่ามกลางดงแมกไม้ ชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายใจ บนโต๊ะไม้แกะสลักมีแผนที่ของจักรวรรดิเทพเมฆาวางอยู่ สายตาของเขากำลังจับจ้องไปที่เมืองหลวงเทวะสุริยันอย่างไม่วางตา
“ถ้ามันคิดจะหนีจากอิทธิพลของสำนักข้า มันย่อมจะต้องเดินทางไปที่เมืองหลวงแน่ เฮอะ.......ช่างไร้เดียงสาอะไรเช่นนี้ เ้าคิดหรือว่าผู้าุโผู้นี้จะยอมปล่อยให้เ้าจากไปง่ายๆ เพียงเพราะเ้ามีคนหนุนหลังอยู่? ผู้แซ่ไป๋คนนี้ไม่เคยปล่อยศัตรูมีชีวิตอยู่เกินสามวัน!” ชายชราแค่นเสียงดูถูกออกมา ก่อนจะตวัดมือปล่อยพลังปราณของตนออกไปนอกตำหนัก ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนสามคนเข้ามา มีคู่ชายหญิงสองคนที่ใส่ชุดคลุมสีเขียว และอีกหนึ่งคนที่เป็ชายชราใส่ชุดคลุมสีเทา ทั้งสามต่างมีลวดลายกระบี่ปักอยู่ที่ข้างปกคอเสื้อ
“ผู้เยาว์ไป๋ชิง ผู้เยาว์ไป๋เลี่ย” มารายงานตัวตามคำสั่งท่านประมุข ทั้งสองคนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ผู้าุโที่สิบไป๋เจี่ย มาตามคำร้องขอของท่านประมุข ไม่ทราบว่าท่าน้าให้ข้าทำสิ่งใด?” ชายชราชุดคลุมสีเทาเอ่ยขึ้น
ชายชรามองทั้งสามคนแล้วพยักหน้าให้พวกมันหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
“ผู้าุโที่สิบรับคำสั่งจากข้า จงพาศิษย์หลักทั้งสองตามล่าชายคนหนึ่งที่ข้าเคยเชิญให้มันมาที่นี่แต่ปฏิเสธ ในแผ่นหยกนี้ประทับใบหน้าของมันเอาไว้ หากเป็ไปได้ก็จงจับเป็กลับมา แต่ถ้ามันขัดขืนก็จงจับตายเสีย อย่าให้มันรอดไปได้” ชายชราชุดขาวเอ่ยด้วยเสียงเข้มพลางโยนแผ่นหยกสามชิ้นที่มีรอยประทับใบหน้าของเหยียนชิงไปยังคนทั้งสาม
ไป๋เจี่ยรับแผ่นหยก เขาเพ่งดูอยู่ชั่วครู่ก็ปรากฏรูปร่างของเด็กหนุ่มที่เขาไม่รู้จักออกมา
“ท่านประมุขโปรดวางใจ ไม่เกินสามวันพวกข้าจะต้องนำตัวมันกลับมาให้ท่านอย่างแน่นอน” ไป๋เจี่ยเอ่ยด้วยความมั่นใจ ส่วนศิษย์ชายหญิงทั้งสองต่างพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งคู่ต่างคิดว่าการจะไปจับมดปลวกเพียงตัวเดียวนั้น ลำพังพวกเขาที่ไม่ต้องพึ่งผู้าุโก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
“เช่นนั้นก็ดี พวกเ้าจงรีบไป อีกอย่างหนึ่งก็ถือซะว่านี่เป็การทดสอบที่ข้ามอบให้กับเ้าทั้งสองคน ข้าหวังว่าพวกเ้าจะสำเร็จภารกิจได้ง่ายดายและรีบกลับมาในเร็ววัน” ชายชราพูดขึ้นก่อนจะโบกมือให้คนทั้งสามจากไป
“พวกข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน” บุรุษหนุ่มนามไป๋เลี่ยเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจเต็มประดา หลังจากนั้นทั้งสามต่างคารวะชายชราแล้วหายไปจากตำหนักอย่างไร้ร่องรอย
ชายชราชุดขาวยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะเสมองไปยังด้านนอก ริมฝีปากยกยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาด้วยความหยิ่งทระนง
“มาดูซิว่าเ้าจะหนีไปจากข้าอย่างไร เ้าเด็กน้อย….”