บทที่ 27 วิถีแห่งการเป็ผู้ปกครอง
องค์ชายสี่จ้าวิเฉิงที่ยืนประสานมือรออยู่ด้านข้างก็พลันเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาเผยความตกตะลึงจ้องมองใบหน้าชราภาพของฮ่องเต้ ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
จิงอวี่ตอบอย่างไม่ลังเล "ข้าไม่คิดปรารถนาในบัลลังก์ขอรับ"
"เพราะเหตุใด?" สีพระพักตร์ฮ่องเต้ไร้ซึ่งอารมณ์
"นี่คือสิ่งที่พี่น้องของเ้าทั้งหมดต้องแย่งชิงกันแม้ต้องแลกด้วยชีวิต แต่เ้ากลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย?"
"หากเป็ฮ่องเต้ก็ต้องขยันบริหารราชการเช่นเดียวกับเสด็จพ่อ ทุกวันต้องตรวจดูฎีกาที่กองสูงเป็ูเาลูกน้อย จะไปสู้การเป็อ๋องที่อยู่อย่างอิสระได้อย่างไรขอรับ?"
"หากเ้าไม่อยากตรวจฎีกา ก็ปล่อยให้ขุนนางในสภาขุนนางช่วยแบ่งเบาภาระแทนเ้าได้ เ้าเพียงแค่กำหนดทิศทางก็พอ"
น้ำเสียงของฮ่องเต้จ้าวเอื่อยช้า การเอ่ยปากพูดสำหรับพระองค์ดูจะเป็เื่ยากลำบากไปแล้ว "ยามนี้อาณาจักรจ้าวของเราได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว หลังเ้าขึ้นครองราชย์ เพียงแค่ดูแลความ้าของเหล่าขุนนางหลักในราชสำนัก ทำตามธรรมเนียมบรรพบุรุษก็พอ ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก"
"เ้าชอบฝึกยุทธ์ ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคอะไร ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรจ้าวของเราก็เป็ปรมาจารย์เซียนเทียน พระองค๋ยังสามารถสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้ได้ หากเ้าได้เป็ฮ่องเต้ ถึงตอนนั้นตำราวิชายุทธ์ทั่วหล้า ยาวิเศษล้ำค่า สิ่งใดเล่าที่จะไม่อยู่ในกำมือเ้า? กลับจะเป็ประโยชน์ต่อการฝึกฝนวิถียุทธ์ของเ้ายิ่งขึ้น"
"ตอนข้ายังเป็องค์ชาย ข้าก็เคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าการเป็ฮ่องเต้อาจไม่ได้สุขสบายนัก การแย่งชิงบัลลังก์ในตอนนั้น ครึ่งหนึ่งเป็เพราะสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องก้าวขึ้นมา แต่พอได้นั่งในตำแหน่งนี้ เมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง กลับรู้สึกไม่อยากจากไปเสียแล้ว"
จิงอวี่เอ่ยเสียงแ่เบา "เสด็จพ่อ รสชาติของการเป็จอมจักรพรรดิคงจะวิเศษนัก ไม่ทราบว่าเมื่อเทียบกับเซียนแล้วจะเป็เช่นไรหรือขอรับ?"
ร่างที่เดิมทีหย่อนคล้อยของฮ่องเต้จ้าวพลันตึงเครียดขึ้นมา ก่อนจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม พระองค์โบกพระหัตถ์อย่างหมดอารมณ์ "ออกไปกันหมด ให้ข้าได้คิดสักครู่"
เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ จิงอวี่และจ้าวิเฉิงทั้งสองคนจำต้องขอตัวลา
เมื่อทั้งสองออกจากวังหลวงพร้อมกัน พี่สี่ผู้ที่ปกติสนิทสนมกับตนเป็อย่างดี วันนี้กลับเงียบขรึมผิดปกติ ตลอดทางไม่เคยพูดคุยกับตนเลยสักคำ
จวบจนก่อนจะแยกจากกัน จิงอวี่เรียกจ้าวิเฉิงไว้ "ท่านพี่สี่"
"น้องหก..." จ้าวิเฉิงฝืนยิ้มออกมา
"ท่านพี่สี่ ท่านอยากครองบัลลังก์หรือไม่?" จิงอวี่ถามเบา ๆ
จ้าวิเฉิงนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดก็พยักหน้าเบา ๆ แทบไม่สังเกตเห็น
จิงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านพี่สี่ ข้าไม่เคยคิดจะเป็จะครองบัลลังก์เลยจริง ๆ แม้แต่ครู่เดียวก็ไม่เคยคิด"
"พี่สี่เชื่อเ้า"
"ท่านพี่สี่ นี่ไม่ใช่เื่ของความเชื่อหรือไม่เชื่อ" จิงอวี่จ้องมองจ้าวิเฉิงด้วยสายตาอ้อนวอน "สักวันท่านจะเข้าใจเอง ก่อนถึงวันนั้น ข้าหวังว่าพวกเราจะไม่ทำลายน้ำใจพี่น้อง"
จิงอวี่กับจ้าวิเฉิงในที่สุดก็แยกจากกันกลับจวนของตน แต่จิงอวี่ยังไม่ทันได้นั่งอุ่นที่ ก็มีองครักษ์ประจำจวนมารายงาน "ท่านอ๋อง อัครมหาเสนาบดีสวีมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ใครนะ?" จิงอวี่ขยี้หูของตน เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฟังผิด "อัครมหาเสนาบดีซวี่?"
"พี่ชายแท้ ๆ ของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน ลุงแท้ ๆ ของท่านพี่ห้าจ้าวิโหลว อัครมหาเสนาบดีสวีฟ่าง?"
"เขามาที่จวนผิงอ๋องด้วยเหตุใดกัน?" จิงอวี่จำไม่ได้เลยว่าตนเองเคยมีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านอัครมหาเสนาบดีผู้นี้
"เชิญเขาเข้ามาเถิด"
"ขุนนางแก่ขอถวายคำนับผิงอ๋อง" ชายชราวัยราวห้าสิบกว่าปีในชุดม่วงเห็นจิงอวี่ก็จะคุกเข่าคำนับ
จิงอวี่ไม่กล้าวางท่าใหญ่โต รีบประคองชายชราไว้ "เสนาบดีสวี ท่านเป็เสาหลักแห่งราชสำนัก ยามนี้ข้าเป็เพียงอ๋อง จะกล้ารับคำนับอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร"
"การที่ขุนนางแก่มาคำนับผิงอ๋องในครั้งนี้ มิได้มาเพื่อตัวเอง" สวีฟ่างกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่มาคำนับเพื่อราษฎรแห่งอาณาจักรจ้าว!"
"เสนาบดีสวี ท่านกำลังพูดถึงเื่ใดกันแน่?" จิงอวี่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล
"ท่านอ๋อง จริง ๆ แล้วไม่คิดจะพิจารณาเื่ขึ้นครองราชย์หรือพ่ะย่ะค่ะ?" สวีฟ่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"หา?"
จิงอวี่รู้สึกได้ถึงความไร้สาระของเื่ราวในโลกนี้อย่างแท้จริง อัครมหาเสนาบดีสวีฟ่างในฐานะพี่ชายแท้ ๆ ของฮองเฮา และเป็ลุงแท้ ๆ ของห้าองค์ชายจ้าวิโหลว การที่ท่านมาพูดเื่เช่นนี้กับข้าเหมาะสมแล้วหรือ?
"เสนาบดีสวี ท่านอย่าได้ลองดีเลย"
จิงอวี่ตะลึงงันกับเื่ที่เพิ่งได้ยิน ซึ่งสร้างความประหลาดใจไม่แพ้ตอนที่เจอนักพรตขั้นสร้างฐานสองคนนั้นเมื่อห้าปีก่อน
"หรือท่านก็คิดเช่นนี้เหมือนกันหรือ?"
"เื่นี้ล้วนเป็ความตั้งใจของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ" สวีฟ่างยิ้มบาง ๆ
สวีฟ่างสีหน้าจนใจ "ท่านอ๋อง นี่มิใช่การทดสอบจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"วันนี้เมื่อท่านอ๋องเข้าวังเข้าเฝ้า ฝ่าาไม่ได้ปรึกษาเื่นี้กับพระองค์หรือพ่ะยะค่ะ? ข้าจะกราบทูลตามตรง การให้ท่านขึ้นครองราชย์นั้น นี่เป็ข้อเสนอจากราชสำนักชั้นในพ่ะย่ะค่ะ"
"ท่านว่าอย่างไรนะ?"
จิงอวี่รู้สึกประหลาดใจที่ราชสำนักฝ่ายในของอาณาจักรจ้าวเห็นความสามารถในตัวเขาถึงเพียงนี้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย "เสนาบดีสวี ข้ามิอาจเข้าใจเื่นี้ได้"
"หากพูดถึงความสามารถในการปกครองบ้านเมือง ข้าก็ยังสู้ท่านพี่สามจ้าวิอวี้ไม่ได้"
"หากพูดถึงเื่ปัญญาและความสามารถ น้องเจ็ดจ้าวิฝู่ก็เหนือกว่าข้าอยู่มาก"
"หากพูดถึงอำนาจในราชสำนัก ท่านพี่รองจ้าวิเยว่ก็เป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดารัชทายาททั้งหมด เช่นนั้นแล้วเื่นี้ไม่จำเป็ต้องพูดถึง"
"ว่าด้วยเื่ชาติกำเนิด หลานชายแท้ ๆ ของท่านอย่างจ้าวิโหลวนั้น ย่อมเหนือกว่าข้ามากนัก"
"หากพูดถึงความสุขุมรอบคอบ และการปฏิบัติตามครรลองครองธรรม ท่านพี่สี่จ้าวิเฉิงก็ครองความเป็เลิศแต่เพียงผู้เดียว"
"บัลลังก์นี้ ไม่ว่าจะคิดเช่นไรก็คงไม่มีวันตกมาถึงข้ากระมัง?"
จิงอวี่กล่าวมาถึงตรงนี้แล้วอดขำไม่ได้ "เสนาบดีสวี หรือว่าการจัดลำดับในองค์คณะของพวกท่านนั้น ใช้วิธีเรียงตามระดับวรยุทธ์กันหรือ? คงไม่ใช่ว่าเพียงเพราะปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรจ้าวของพวกเราเป็ปรมาจารย์เซียนเทียน ก็เลยบอกว่าข้ามีความคล้ายคลึงกับพระองค์มากที่สุดกระมัง?"
"เหตุผลนี้ช่างฝืนเกินไปแล้ว"
สวีฟ่างสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม "ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เป็จักพรรดิคืออะไร?"
จิงอวี่เอียงศีรษะครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ความชอบธรรมตามครรลองหรือ?"
สวีฟ่างยิ้มพลางกล่าว "ยามนี้ฝ่าายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ การที่ฝ่าาจะทรงเลือกรัชทายาท นับว่าเป็ความชอบธรรมที่สุดแล้ว ที่จริงเื่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับราชวงศ์พระองค์ใดทั้งสิ้น"
"ความสามารถอันยิ่งใหญ่หรือ?"
สวีฟ่างส่ายหน้า "ต่อให้ผู้เป็จักรพรรดิจะเฉลียวฉลาดเพียงใด ก็เป็เพียงคนเดียว จะไปเทียบกับปราชญ์ทั่วแผ่นดินได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ? ที่ท่านอ๋องว่าเื่การรู้จักใช้คนยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง"
"นั่นคงเป็ศาสตร์แห่งจิตใจของฮ่องเต้และการถ่วงดุลอำนาจในราชสำนักกระมัง"
"ฮึ ๆ หากการเมืองสงบราบรื่น ขุนนางทั้งหลายร่วมใจเป็หนึ่ง จะต้องใช้ศาสตร์แห่งจิตใจของฮ่องเต้และการถ่วงดุลอำนาจในราชสำนักไปไยพ่ะย่ะค่ะ"
จิงอวี่พูดหยอกเย้าว่า "ดูเหมือนว่าท่านขุนนางทั้งหลายคงคิดว่าอาณาจักรจ้าวของพวกเรากำลังอยู่ใน่ที่บ้านเมืองสงบสุขกระมัง"
สีหน้าของสวีฟ่างกระตุกที่มุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นบอกความหมายได้โดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
"หรือจะเป็เพราะทรงรักราษฎรดั่งบุตรของพระองค์เอง?"
สวีฟ่างปล่อยหัวเราะชอบใจ "ฮ่า ฮ่า แน่นอนว่ามิใช่พ่ะย่ะค่ะ"
ในเวลานี้จิงอวี่ถูกอัครมหาเสนาบดีสร้างความสงสัยใคร่รู้จนทนไม่ไหว เขาเกาศีรษะแล้วถาม "เสนาบดีสวี แล้วท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เป็ฮ่องเต้คืออะไร?"
"เพียงสามคำเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" สวีฟ่างปล่อยชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว แล้วโบกไปมาตรงหน้าจิงอวี่
"ไม่วุ่นวาย"
จิงอวี่ชะงักงัน
ดวงตาของสวีดูจริงใจ เขาค้อมกายคำนับอีกครั้ง "ท่านอ๋อง กระหม่อมอยู่ในราชสำนักมานานกว่าสามสิบปี เห็นเหล่าองค์ชายและองค์หญิงเติบใหญ่มากับตา ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ข้าเห็นชัดแจ้งว่า ในบรรดาองค์ชายจ้าว พระองค์เป็ผู้ที่ไม่ชอบสร้างความวุ่นวายที่สุด"
"ทุกวันนี้อาณาจักรจ้าวดูเหมือนจะสงบร่มเย็น ราวกับอยู่ในยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรือง แต่ที่จริงแล้วก็เป็เพียงดอกไม้บานสะพรั่งที่กำลังจะร่วงโรย ดั่งน้ำมันที่กำลังถูกไฟแรงเผาไหม้ ใน่หลายปีมานี้ มีสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังถึงจุดเสื่อมถอยหลังจากถึงจุดรุ่งโรจน์..."
"เวลานี้เหล่าขุนนางมิอาจทนรับความวุ่นวายได้อีกแล้ว!"