ร้านลาบเ้าประจำข้างออฟฟิศคือโอเอซิสของอรรถพล ที่นี่ไม่มีเสียงแอร์คราง มีแต่พัดลมอุตสาหกรรมตัวใหญ่ที่ส่ายไปมาอย่างใจเย็น ไม่มีแสงไฟสีขาวชวนปวดหัว มีแต่แสงนีออนสีส้มอุ่นสบายตา ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีสมการและความกดดัน สำหรับครั้งแรกในรอบวันที่ยาวนาน เสียงคำนวณในหัวของเขาได้เงียบลงแล้ว
"สุดยอดเลยนะพี่ น้ำตกคอหมูย่างร้านนี้" อรรถพูดพลางตักข้าวเหนียวร้อนๆ จิ้มลงไปในจาน "หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง"
วิศวะยิ้มบางๆ ยกแก้วเบียร์ขึ้นมาชนกับอรรถ "ของดีๆ มักจะอยู่ในที่ที่คนมองข้ามเสมอแหละ"
อรรถมองหัวหน้าของเขาด้วยความทึ่งอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เื่งาน แต่เป็วิธีมองโลกที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งเสมอ "ผมถามจริงๆ เถอะพี่วิศวะ พี่เก่งขนาดนี้ ทำไมยังมาทำงานเป็ลูกจ้างอยู่อีกล่ะครับ?"
วิศวะนิ่งไปครู่หนึ่ง จิบเบียร์ในแก้วอย่างช้าๆ ก่อนจะตอบ "การสร้างอะไรใหม่ๆ มันก็สนุกดีหรอกอรรถ แต่พอทำไปนานๆ... นานมากๆ เข้า... นายจะเริ่มเห็นรูปแบบที่ซ้ำเดิม ปัญหามันอาจจะเปลี่ยนหน้าตาไป แต่แก่นของมันก็เหมือนเดิม สุดท้ายแล้วความท้าทายมันก็ค่อยๆ หายไป"
อรรถรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยหน่ายที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น มันเป็ความเหนื่อยหน่ายที่ไม่ใช่จากงานหนัก แต่เหมือนมาจากกาลเวลา "พี่พูดเหมือนคนอายุร้อยปีเลย" เขาพูดติดตลก
วิศวะหันกลับมาสบตาเขาโดยตรง แววตาคู่นั้นมีความลุ่มลึกบางอย่างที่ทำให้อรรถรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง "อาจจะนานกว่านั้นก็ได้" เขายกแก้วขึ้นดื่มจนหมด "เอาล่ะ ดึกแล้ว กลับกันเถอะ"
ทั้งสองคนเดินออกจากร้าน มาสู่ลานจอดรถด้านหลังที่มืดและเงียบสงัด เสียงจิ้งหรีดที่เคยร้องระงมพลันเงียบกริบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บรรยากาศรอบตัวพลันนิ่งสนิทอย่างผิดธรรมชาติ
และตรงใจกลางลำแสงจากเสาไฟสูงนั่นเอง... มีร่างของชายคนหนึ่งยืนอยู่
อรรถรู้สึกถึงความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มันคือความนิ่งสงัดแบบเดียวกับตอนที่พี่วิศวะเดินเข้ามาในห้องประชุมที่วุ่นวาย...ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหายใจไปชั่วขณะ เขาสวมชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
วิศวะถอนหายใจยาวเหยียด รอยยิ้มสบายๆ หายไปจากใบหน้า
ชายในชุดสูทโค้งคำนับ "เรียน ท่านพระวิศวกรรม"
อรรถขมวดคิ้วกับสรรพนามประหลาดนั้น ชายคนนั้นไม่สนใจเขา และเอ่ยต่อด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึก "กระผม วายุภักษ์ จากสำนักงานเ้าพนักงานพิทักษ์ฟ้า มี 'หมายเรียก์' มาแจ้งให้ท่านทราบ"
ทันใดนั้น ม้วนกระดาษสีทองอ่อนก็ปรากฏขึ้นในมือของวายุภักษ์จากความว่างเปล่า
สมองของอรรถพลที่เคยประมวลผลสมการที่ซับซ้อนที่สุดได้ในพริบตา...กลับว่างเปล่าไปชั่วขณะ มันไม่มีแฟ้มข้อมูลสำหรับ "การเสกวัตถุจากอากาศธาตุ" ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดจากท้ายทอยลงไปตามแนวกระดูกสันหลัง มายากล? ไม่สิ...มันจริงเกินไป
"เดี๋ยวๆๆ!" อรรถได้สติกลับคืนมา เขาก้าวมายืนขวาง "นี่พวกคุณเป็ใครกัน จะมาหาเื่หัวหน้าผมรึไง!"
วายุภักษ์เหลือบตามองอรรถเป็ครั้งแรก อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมที่เคยสงบนิ่งเริ่มพัดวนรอบตัวเขารุนแรงขึ้น "เื่ของ์ มนุษย์อย่าสอดแทรก" เสียงนั้นไม่ได้ดังเข้าหู แต่ก้องอยู่ในหัวของอรรถโดยตรง
แรงกดดันที่มองไม่เห็นตรึงเขานิ่งไว้กับที่ วิศวะก้าวมาวางมือบนบ่าของเขาเบาๆ แรงกดดันทั้งหมดก็พลันสลายไป "ไม่เป็ไรอรรถ" เขาพูดอย่างใจเย็น "เป็เื่เข้าใจผิดจากที่ทำงานเก่าน่ะ กลับบ้านไปก่อน แล้วลืมเื่คืนนี้ซะ"
"แต่ว่าพี่..."
"ไปเถอะ" วิศวะย้ำ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับวายุภักษ์ "นำทางไป"
ทั้งสองคนหันหลังและเดินเข้าไปในเงามืดที่สุดของลานจอดรถ อรรถพยายามจะก้าวตาม แต่เพียงแค่ร่างของทั้งสองพ้นจากลำแสงไฟ...พวกเขาก็หายวับไปกับตาราวกับไม่เคยมีตัวตน
ลมหยุดพัดกะทันหัน เสียงจิ้งหรีดกลับมาร้องอีกครั้ง ทิ้งให้อรรถพลยืนนิ่งอยู่คนเดียวกลางลานจอดรถที่ว่างเปล่า
คำพูดประหลาดๆ ก้องอยู่ในหัวของเขา...ท่านพระวิศวกรรม... เ้าพนักงานพิทักษ์ฟ้า... หมายเรียก์...
แล้วภาพทุกอย่างก็ประติดประต่อกันในหัวของเขา...สัญชาตญาณที่แก้ปัญหาที่เป็ไปไม่ได้ของสะพาน...ความนิ่งสงบผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบตัวพี่วิศวะ...และการหายตัวไปเมื่อครู่นี้
มันไม่ใช่เื่ตลก ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจ
โครงสร้างแห่งความเป็จริงที่อรรถพลเคยเชื่อมั่นมาตลอดชีวิต...ไม่ได้แค่ร้าว แต่กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเขาเอง