เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่35 กราบอาจารย์




           หมู่ตึกหมื่นเทพ 
         มีเนื้อที่พอๆ กับสำนักขนาดกลางทีเดียว ทางบริเวณซีกตะวันออกเป็นสัดส่วนของศิษย์เข้ามาใหม่   ห่างออกไปราวๆสิบลี้ทางทางตะวันตกเป็นบริเวณของศิษย์เก่า  ออกไปทางด้านหลังสวนสมุนไพรถัดจากนั้นเป็นป่าลึก  ฟังว่าเคยเป็นที่อยู่ของศิษย์สายตรงเมื่อหลายปีก่อน              “หมู่ตึกหมื่นเทพที่ถูกเรียกว่าเป็นขยะในหมู่ตึกทั้งห้า    กลับมีตัวอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อม  ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้”         เล้งปวยรู้สึกพอใจต่อสภาพที่เห็นเป็นอย่างยิ่งมันผิดไปจากตึกขยะที่เขาคิดไว้อย่างมาก   โดยเฉพาะพลังปราณจากธรรมชาติที่เข้มข้นกว่าทุกแห่งในสำนัก
           “หึๆๆ จากอัจฉริยะอันสุดยอดเช่นเราเพียงข้ามคืนสถานะพลันกลับกลายเหลือเพียงเป็น ศิษย์ขยะ   หากเปลี่ยนจากเราเป็นเจ้าพวกตัวเย่อหยิ่งแห่งตระกูลใหญ่อื่นๆทั้งหลายนั้นเกรงว่าพวกมันรับไม่ได้จนเป็นบ้าตายไปหมดแล้ว”
          ไม่นานนักเล้งปวยพบว่าสถานะศิษย์ขยะ ของเขากลับไม่เลวเลย ได้มีห้องพักส่วนตัวที่อยู่ในอาคารแยกออกไปทางด้านหลังป่าด้านหลังเป็นพิเศษ   ไม่จำกัดขอบเขตเคลื่อนไหวเหมือนศิษย์สายใน   แม้จะเสียเปรียบศิษย์สายในในเรื่องระบบถ่ายทอดและฝึกฝนอยู่มากก็ตาม   เขาสามารถลัดเลาะไปมาได้สะดวก
    …

          ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ทราบเลยว่าได้เสียโอกาสอย่างมาก  ก็คือระบบการฝึกฝนของศิษย์สายตรงพวกนั้นที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าพรั่นพรึงเกินไป    …
             หมู่ตึกอสูรฟ้า
             หลังจากอาจารย์กับศิษย์คู่หนึ่งได้ฝึกเสร็จสิ้นลง      “ตี้อู๋หมิง หากเป็นเช่นนี้อีกเพียงปีเดียวเราจะให้พวกนั้นได้ตกตะลึงกับความก้าวหน้าของเจ้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  ฮาๆๆ” เสียงอาจารย์พูดหลังจากประเมินความก้าวหน้าของผู้เป็นศิษย์
            “ศิษย์ขอบพระคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง  และจะไม่ให้ความคาดหวังของอาจารย์ต้องสูญเปล่าแน่”                  “ดี  ต้องขยันเข้าไว้”
               “ขอรับ ท่านอาจารย์”

           …
                  เล้งปวยนั้นใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนั่งสมาธิ เข้าฌาณเพื่อบ่มเพาะดึงดูดพลังปราณจากธรรมชาติ  ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่อาศัยเพียงเม็ดโอสถช่วยในการฝึก       ซึ่งที่นี่มีพลังปราณจากธรรมชาติที่เข้มข้นให้เขาได้ดูดซับได้อย่างเต็มขอบเขตแห่งทะเลลมปราณของเขาอยู่ตลอดเวลา         กระทั่งสิบห้าวันอย่างต่อเนื่องผ่านไปเสียงปง  !!   ปง  !!  ดังขึ้นมาอย่างกังวาลเขาเลื่อนระดับขึ้นอีก 2 ระดับ  มาอยู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณระดับ  8  แล้ว  อีกเพียง2 ขั้นก็เยียบย่างขั้น นภา แล้ว   เขาเดินออกด้านหลังห้องพักตะหวัดฝ่ามือเบาๆไปยังหินก้อนขนาดหนักหนึ่งตันด้านหน้าจนมีเสียงฟรึบ!!!   ดังขึ้นมา  ปรากฏหินทั้งก้อนกลายเป็ผุยผงไป   เขายิ้มน้อยๆท่ีมุมปากอย่างพอใจ   แล้ว กลับเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่             “เรายังสำรวจบริเวณของสำนักได้น้อยมากทั้งๆที่อยู่มาได้ร่วมเดือนแล้ว”   วันนี้เขาเดินออกมาได้ไกลกว่าวันก่อน  จนเลยเข้าเขตที่ฟังว่าเป็นที่อยู่ของตาเฒ่าหลังค่อมที่ดูแลสวนสมุนไพร  เขามองไปเห็นมีกระท่อมอยู่จริงแต่นอกจากป่าสมุนไพรแล้วก็ไม่เห็นใคร
          เขาเดินลึกเข้าไปจนถึงป่าที่ขึ้นรกทึบกว่าเดิมใต้บรรยากาศที่เงียบเหงาวังเวงน่าหวาดหวั่น  เขามองไปเห็นป้าย “ห้ามผ่าน”  ปักไว้  ตัวป้ายแฝงกลิ่นอายลึกลับน่ากลัวระเหยออกมาอย่างเข้มข้น  ทำให้คนเห็นแล้วไม่กล้าฝ่าฝืน
    “เฮอะ  มีเหรอที่คนอย่างข้าจะกลัวคำขู่จากป้ายแค่นี้”  เล้งปวยคิดขึ้นมา   แล้วกำลังทำท่าจะเดินผ่านเข้าไปในเขตนั้น
         พลันคล้ายมีพลังปราณอันเข้มข้นสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ท้ายทอยเขาอย่างรวดเร็วจนต้องรีบถลับหลบหวังโต้  แต่พอหันกลับก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใด  เห็นมีเพียงสายตาอันฝ้าฟางของชายชราหลังหง่อมๆคนหนึ่ง ที่ไม่เคยได้ฝึกฝนพลังปราณมาเลย  ผู้ชรามองมาที่เขาอย่างเลื่อยเปลื่อยคล้ายเห็นคล้ายไม่เห็นในการคงอยู่ของเขา 
        “อ๋อ  คุณตาท่านนี้…ไม่ทราบมาเมื่อใด…เอ้ะ!!”   เขาพูดไม่ทันจบก็สะดุ้งขึ้นมาก่อน  เพราะพลันคิดได้ในเรื่องหนึ่งนั่นเอง
       “ชายชราที่ไร้ซึ่งพลังการฝึกปรือเลยเข้ามาใกล้เราในระยะเพียงยี่สิบวา โดยที่เราไม่รู้สึกตัวนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย  เช่นนี้ย่อมแสดงว่า…”     เขาจึงได้แต่ยิ้มอย่างโ่งงมกับตัวเองเท่านั้น
        “ชายชราคือสุดยอดฝีมือที่ปิดซ่อนพลังเอาไว้อย่างมิดชิด  แล้วชัดๆ”  เขารีบบอกกับตัวเอง  แล้วหันไปหาชายชราอย่างพินิจอีกครั้ง  จึงพบว่าผู้เฒ่าท่านนี้ไม่ได้เป็นแค่คนสวนหลังค่อมอย่างที่มีคนเล่าขานกันมาเลย     “จริงๆแล้วท่านเป็นคนที่ชุกงำฝีมือไว้ชัดๆ”เขาคิดอย่างมั่นใจ     “เฮอะๆท่านกับหลอกผู้คนมาได้ตั้งนาน”  มันคิดถึงเหล่าพวกที่ล้วนแต่เหลวไหลทั้งหลาย
    “ท่านผู้อาวุโส  ขออภัยที่ผู้น้อยตาตำ่ไปหน่อย”  มันหันไปคารวะให้ชายชราอีกครั้งหนึ่ง
    “พ่อหนุ่มน้อย   เจ้ามีอันใดให้ชายแก่ไร้ประโยชน์ผู้นี้ช่วยเหลือเชิญว่ามา” ชายชรากล่าวอย่างอิดโรย
    “เปล่าข้าไม่มีอันใด  แต่ท่านผู้อาวุโสนั่นแหละที่มี”   กล่าวแล้วจับจ้องสายตาอันคมวาวนิ่งอยู่ที่ชายชรานั่น   สักครู่จึงได้ยินเสียงชายชราพูดราบเรียบว่า
      “เช่นนั้นเจ้าตามมา”   แล้วร่างของท่านก็ลอยหายวับไปทางกระท่อมขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
      เมื่อเล้งปวยตามเข้าไปในกระท่อม  พบว่าด้านในมีโต๊ะศิลาตัวหนึ่งข้างโต๊ะนั่งไว้ด้วยชายชราที่หลังไม่ค่อมผู้หนึ่ง   หน้าตาสง่างาม สดใส เมตตาปรานี ผู้หนึ่ง  แต่เสื้อผ้ายังเป็นของเฒ่าค่อมผู้นั้น
         “ดูเหมือนเรื่องราวอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียด้วยสิ   จากชายแก่ธรรมดาๆ  พลันกลายเป็นยอดฝีมือขึ้นมา  จากชายชราหลังง่อมพลันเปลี่ยนเป็นไม่ง่อมแล้ว”  เล้งปวยตกใจที่เห็นเหตุการณ์พลันเปลี่ยนไปเช่นนี้  ได้แต่ยิ้มอย่างโง่งมขึ้นมา
    “ปิดประตู     แล้วมานั่งลง”  เสียงพูดที่ค่อนข้างราบเรียบ  สายตาที่หรี่คล้ายกำลังจะหลับลง  จนกระทั่งเล้งปวย  เข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ๆ  ชายชราจึงลืมตาขึ้นมองมาที่เขาอย่างติดตรึงไว้แล้วกล่าวขึ้น
       “ท่านผู้อาวุโสที่แท้ท่านเป็น…”  เขาอึ้งจนสับสนแล้ว
    “ใช่เราคือเฒ่าค่อม  เฒ่าค่อมก็คือเรา   นี่เพียงเป็นผลของทักษะวิชาหนึ่งเท่านั้นเอง”  ท่านกล่าวเสียงราบเรียบ

         “เจ้าหนุ่มเราเห็นว่าเจ้าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ  เจ้าเป็นใครลองบอกมาฟังดู”
    “ผู้น้อยนาม เล้งปวย…………”   แล้วมันก็ได้เล่าความจริงเกี่ยวกับตัวเองทั้งหมดหลังจากที่เข้ามายังอาณาจักรฟ้าคราม จนกระทั่งได้เข้ามาอยู่ที่หมู่ตึกหมื่นเทพนี้ให้ชายชราฟังเพียงปิดบังที่สำคัญบางเรื่องไว้เท่านั้น
    “เช่นนั้นเด็กน้อยท่ีพังถ้ำทดสอบและถูกเจ้าต้วนยี่เหอเรียกไปก็เป็นเจ้านะสิ”  เล้งปวยพลันสะดุ้ง
    “อะไรกัน เฒ่าหลังค่อมที่เพียงเอาเฝ้าสวนสมุนไพรจะรู้แทบทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมาด้านนอกได้ละเอียดนัก  กระทั่งยังรู้เรื่องที่ต้วนยี่เหอแอบทำลับๆ  ได้ด้วย  และยังเรียกหัวหน้าตึกอสูรฟ้าแบบไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วย  ชายชราผู้นี้เป็นใคร”   เขาแตกตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
    “เรียนท่านผู้อาวุโส  เป็นข้าเอง   แล้วท่าน…” มันสนใจในตัวชายชราผู้นี้อย่างยิ่ง
    “เอาเป็นว่า เจ้ายังไม่ต้องรู้ว่าเราเป็นใครไว้ชั่วคราวก่อน” หยุดชั่วครู่แล้วค่อยพูดต่อ
    “ไม่เคยมีใครพบเห็นว่าเรามีพลังปราณมาก่อนเลย  ยกเว้นเจ้า แสดงว่าเจ้าต้องไม่ธรรมดาแล้ว…”  มันเงียบไปพักหนึ่งค่อยกล่าวต่อ
    “ความจริงเรื่องนี้อาจไม่ค่อยเหมาะสมนัก  ที่เราพึ่งจะพบหน้า   แต่…เฮ้อ   …เรามีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วยเหลืออยู่เรื่องหนึ่งเจ้าพอจะรับปากได้หรือไม่”     มันจ้องหน้าเขาอย่างมุ่งหวัง
    “ท่านผู้อาวุโส   ท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า  เรื่องที่ท่านทำไม่ได้ไฉนเล่าข้าจะทำได้  แม้ข้าไม่อยากจะปฏิเสธก็ตาม  ความสามารถอันน้อยนิดของข้า   แถมยังอยู่ที่นี่แบบศิษย์ขยะด้วย  ข้าว่าท่านน่าจะหาผู้อื่นดีกว่านะ   ในนี้มีแต่ยอดอัจฉริยะทั้งนั้น”  มันพูดแบบไม่ได้เสแสร้งอันใด
    “เหอะศิษย์ขยะ!!  ยอดอัจฉริยะอุบาทมันสิ   ล้วนมีแต่ตัวบัดซบทั้งน้อยใหญ่ที่ใช้การไม่ได้ทั้งนั้น   เออ!!  ฟังว่าเจ้าเคยทดสอบศิลาวัดระดับที่ตระกูลจวงมาก็คล้ายๆกัน”
    “ถูกแล้วท่านผู้อาวุโส”  จริงๆแล้วมันเคยวัดครั้งแรกตอนอยู่กับบิดา จึงถูกเรียกว่า อัจฉริยะในอัจฉริยะ  มาแล้ว พอมาทดสอบต่อๆมา จึงหาได้ตกใจกับการแปลผลที่ผิดๆนั้นไม่
    “หรือนี่คือลิขิตสวรรค์จริงๆ เห็นทีข้าคงยังมีโอกาส”  ชายชรากล่าวลอยๆขึ้นกับตัวเองแล้วค่อยกล่าวกับเล้งปวยอย่างจริงจัง
    “ฟังนะเจ้าหนูเล้งปวยข้าถามเจ้า  ด้วยอายุที่ยังไม่เต็ม 14 ปีของเจ้า ถึงกับมีพลังปราณอยู่ที่ขั้นแก่นแท้ระดับ 8 แล้ว ถ้าอย่างนี้ยังเรียกว่า ขยะแล้ว ในผืนแผ่นดินนี้ยังจะมีใครที่เป็นอัจฉริยะอยู่เหรอ”   ชายชรากล่าวราบเรียบ 
       “ท่านบอกว่า ขะ  ขะ  ข้า อยู่ระดับ 8”   มันตกใจขึ้นมาจริงๆแล้ว  “ผู้เฒ่าท่านนี้กลับทราบพลังที่แท้จริงของเรา   สวรรค์ ทราบได้อย่างไร”
    “เด็กน้อยเอ๋ยหากเราผู้เฒ่ายืนยันว่าเรื่องนี้เจ้าช่วยได้อย่างแน่นอน อยากรู้ว่าเจ้าจะรับปากช่วยเราหรือไม่” ชายชราจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ  คล้ายคำตอบ นั้นสำคัญต่อเขาอย่างที่สุด
    “ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ข้าย่อมยินดีรับปากท่านผู้อาวุโสแน่นอนขอรับ” เขากล่าวหนักแน่นตามนิสัยของเขา
    “ดีเช่นนี้นับว่าข้าดูคนไม่ผิด   ข้ามีที่ฝากฝังแล้วจริงๆ   เด็กเอ๋ยข้าจะให้เจ้าทะยานฟ้าอย่างไร้ผู้เทียมทาน   เจ้ารีบกราบข้าเป็นอาจารย์ซะ”  ชายชราพูดอย่างมุ่งมั่นดวงตามันด้วยดวงตาที่แวววาว
        เล้งปวยคิดขึ้นมาทันทีว่า  “หากผู้คนทั้งหลายมาได้ยินว่าตัวเราจะกราบคนสวนหลังค่อมที่ไม่มีพลังปราณเป็นอาจารย์พวกเขาคงจะสนุกครึกครื้นจนหัวร่อได้ทั้งวันเป็นแน่ ที่ศิษย์ขยะกราบคนสวนหลังค่อม”        แต่เขากลับพลันรีบคุกลงอย่างนอบน้อมทันที  
       “ผู้น้อยเล้งปวย กราบคารวะท่านอาจารย์”        มันคารวะอย่างนอบน้อมอย่างมิได้ลังเล  มันไม่คิดมากอันใด เพียงคิดว่า    ผู้ที่รู้ถึงระดับพลังอันแท้จริงของเขาย่อมสมควรให้เขากราบเป็นอาจารย์ ได้อย่างแน่นอน  ตอนนี้เขายิ้มอย่างอบอุ่นขึ้นมา  ตลอดสามปีที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกคล้ายดังได้มีญาติผู้ใหญ่
    “เด็กเอ๋ยตอนนี้ให้เจ้าทราบนามของเราผู้เป็นอาจารย์คือ  โอ้วเทียน เท่านั้นก็พอ และตอนนี้ต้องปกปิดสถานะอันแท้จริงเอาไว้ก่อน


    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน