หมู่ตึกหมื่นเทพ
มีเนื้อที่พอๆ กับสำนักขนาดกลางทีเดียว ทางบริเวณซีกตะวันออกเป็นสัดส่วนของศิษย์เข้ามาใหม่ ห่างออกไปราวๆสิบลี้ทางทางตะวันตกเป็นบริเวณของศิษย์เก่า ออกไปทางด้านหลังสวนสมุนไพรถัดจากนั้นเป็นป่าลึก ฟังว่าเคยเป็นที่อยู่ของศิษย์สายตรงเมื่อหลายปีก่อน “หมู่ตึกหมื่นเทพที่ถูกเรียกว่าเป็นขยะในหมู่ตึกทั้งห้า กลับมีตัวอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อม ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้” เล้งปวยรู้สึกพอใจต่อสภาพที่เห็นเป็นอย่างยิ่งมันผิดไปจากตึกขยะที่เขาคิดไว้อย่างมาก โดยเฉพาะพลังปราณจากธรรมชาติที่เข้มข้นกว่าทุกแห่งในสำนัก
“หึๆๆ จากอัจฉริยะอันสุดยอดเช่นเราเพียงข้ามคืนสถานะพลันกลับกลายเหลือเพียงเป็น ศิษย์ขยะ หากเปลี่ยนจากเราเป็นเจ้าพวกตัวเย่อหยิ่งแห่งตระกูลใหญ่อื่นๆทั้งหลายนั้นเกรงว่าพวกมันรับไม่ได้จนเป็นบ้าตายไปหมดแล้ว”
ไม่นานนักเล้งปวยพบว่าสถานะศิษย์ขยะ ของเขากลับไม่เลวเลย ได้มีห้องพักส่วนตัวที่อยู่ในอาคารแยกออกไปทางด้านหลังป่าด้านหลังเป็นพิเศษ ไม่จำกัดขอบเขตเคลื่อนไหวเหมือนศิษย์สายใน แม้จะเสียเปรียบศิษย์สายในในเรื่องระบบถ่ายทอดและฝึกฝนอยู่มากก็ตาม เขาสามารถลัดเลาะไปมาได้สะดวก
…
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ทราบเลยว่าได้เสียโอกาสอย่างมาก ก็คือระบบการฝึกฝนของศิษย์สายตรงพวกนั้นที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าพรั่นพรึงเกินไป …
หมู่ตึกอสูรฟ้า
หลังจากอาจารย์กับศิษย์คู่หนึ่งได้ฝึกเสร็จสิ้นลง “ตี้อู๋หมิง หากเป็นเช่นนี้อีกเพียงปีเดียวเราจะให้พวกนั้นได้ตกตะลึงกับความก้าวหน้าของเจ้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฮาๆๆ” เสียงอาจารย์พูดหลังจากประเมินความก้าวหน้าของผู้เป็นศิษย์
“ศิษย์ขอบพระคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง และจะไม่ให้ความคาดหวังของอาจารย์ต้องสูญเปล่าแน่” “ดี ต้องขยันเข้าไว้”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
…
เล้งปวยนั้นใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนั่งสมาธิ เข้าฌาณเพื่อบ่มเพาะดึงดูดพลังปราณจากธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่อาศัยเพียงเม็ดโอสถช่วยในการฝึก ซึ่งที่นี่มีพลังปราณจากธรรมชาติที่เข้มข้นให้เขาได้ดูดซับได้อย่างเต็มขอบเขตแห่งทะเลลมปราณของเขาอยู่ตลอดเวลา กระทั่งสิบห้าวันอย่างต่อเนื่องผ่านไปเสียงปง !! ปง !! ดังขึ้นมาอย่างกังวาลเขาเลื่อนระดับขึ้นอีก 2 ระดับ มาอยู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณระดับ 8 แล้ว อีกเพียง2 ขั้นก็เยียบย่างขั้น นภา แล้ว เขาเดินออกด้านหลังห้องพักตะหวัดฝ่ามือเบาๆไปยังหินก้อนขนาดหนักหนึ่งตันด้านหน้าจนมีเสียงฟรึบ!!! ดังขึ้นมา ปรากฏหินทั้งก้อนกลายเป็ผุยผงไป เขายิ้มน้อยๆท่ีมุมปากอย่างพอใจ แล้ว กลับเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ “เรายังสำรวจบริเวณของสำนักได้น้อยมากทั้งๆที่อยู่มาได้ร่วมเดือนแล้ว” วันนี้เขาเดินออกมาได้ไกลกว่าวันก่อน จนเลยเข้าเขตที่ฟังว่าเป็นที่อยู่ของตาเฒ่าหลังค่อมที่ดูแลสวนสมุนไพร เขามองไปเห็นมีกระท่อมอยู่จริงแต่นอกจากป่าสมุนไพรแล้วก็ไม่เห็นใคร
เขาเดินลึกเข้าไปจนถึงป่าที่ขึ้นรกทึบกว่าเดิมใต้บรรยากาศที่เงียบเหงาวังเวงน่าหวาดหวั่น เขามองไปเห็นป้าย “ห้ามผ่าน” ปักไว้ ตัวป้ายแฝงกลิ่นอายลึกลับน่ากลัวระเหยออกมาอย่างเข้มข้น ทำให้คนเห็นแล้วไม่กล้าฝ่าฝืน
“เฮอะ มีเหรอที่คนอย่างข้าจะกลัวคำขู่จากป้ายแค่นี้” เล้งปวยคิดขึ้นมา แล้วกำลังทำท่าจะเดินผ่านเข้าไปในเขตนั้น
พลันคล้ายมีพลังปราณอันเข้มข้นสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ท้ายทอยเขาอย่างรวดเร็วจนต้องรีบถลับหลบหวังโต้ แต่พอหันกลับก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใด เห็นมีเพียงสายตาอันฝ้าฟางของชายชราหลังหง่อมๆคนหนึ่ง ที่ไม่เคยได้ฝึกฝนพลังปราณมาเลย ผู้ชรามองมาที่เขาอย่างเลื่อยเปลื่อยคล้ายเห็นคล้ายไม่เห็นในการคงอยู่ของเขา
“อ๋อ คุณตาท่านนี้…ไม่ทราบมาเมื่อใด…เอ้ะ!!” เขาพูดไม่ทันจบก็สะดุ้งขึ้นมาก่อน เพราะพลันคิดได้ในเรื่องหนึ่งนั่นเอง
“ชายชราที่ไร้ซึ่งพลังการฝึกปรือเลยเข้ามาใกล้เราในระยะเพียงยี่สิบวา โดยที่เราไม่รู้สึกตัวนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย เช่นนี้ย่อมแสดงว่า…” เขาจึงได้แต่ยิ้มอย่างโ่งงมกับตัวเองเท่านั้น
“ชายชราคือสุดยอดฝีมือที่ปิดซ่อนพลังเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วชัดๆ” เขารีบบอกกับตัวเอง แล้วหันไปหาชายชราอย่างพินิจอีกครั้ง จึงพบว่าผู้เฒ่าท่านนี้ไม่ได้เป็นแค่คนสวนหลังค่อมอย่างที่มีคนเล่าขานกันมาเลย “จริงๆแล้วท่านเป็นคนที่ชุกงำฝีมือไว้ชัดๆ”เขาคิดอย่างมั่นใจ “เฮอะๆท่านกับหลอกผู้คนมาได้ตั้งนาน” มันคิดถึงเหล่าพวกที่ล้วนแต่เหลวไหลทั้งหลาย
“ท่านผู้อาวุโส ขออภัยที่ผู้น้อยตาตำ่ไปหน่อย” มันหันไปคารวะให้ชายชราอีกครั้งหนึ่ง
“พ่อหนุ่มน้อย เจ้ามีอันใดให้ชายแก่ไร้ประโยชน์ผู้นี้ช่วยเหลือเชิญว่ามา” ชายชรากล่าวอย่างอิดโรย
“เปล่าข้าไม่มีอันใด แต่ท่านผู้อาวุโสนั่นแหละที่มี” กล่าวแล้วจับจ้องสายตาอันคมวาวนิ่งอยู่ที่ชายชรานั่น สักครู่จึงได้ยินเสียงชายชราพูดราบเรียบว่า
“เช่นนั้นเจ้าตามมา” แล้วร่างของท่านก็ลอยหายวับไปทางกระท่อมขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
เมื่อเล้งปวยตามเข้าไปในกระท่อม พบว่าด้านในมีโต๊ะศิลาตัวหนึ่งข้างโต๊ะนั่งไว้ด้วยชายชราที่หลังไม่ค่อมผู้หนึ่ง หน้าตาสง่างาม สดใส เมตตาปรานี ผู้หนึ่ง แต่เสื้อผ้ายังเป็นของเฒ่าค่อมผู้นั้น
“ดูเหมือนเรื่องราวอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียด้วยสิ จากชายแก่ธรรมดาๆ พลันกลายเป็นยอดฝีมือขึ้นมา จากชายชราหลังง่อมพลันเปลี่ยนเป็นไม่ง่อมแล้ว” เล้งปวยตกใจที่เห็นเหตุการณ์พลันเปลี่ยนไปเช่นนี้ ได้แต่ยิ้มอย่างโง่งมขึ้นมา
“ปิดประตู แล้วมานั่งลง” เสียงพูดที่ค่อนข้างราบเรียบ สายตาที่หรี่คล้ายกำลังจะหลับลง จนกระทั่งเล้งปวย เข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ๆ ชายชราจึงลืมตาขึ้นมองมาที่เขาอย่างติดตรึงไว้แล้วกล่าวขึ้น
“ท่านผู้อาวุโสที่แท้ท่านเป็น…” เขาอึ้งจนสับสนแล้ว
“ใช่เราคือเฒ่าค่อม เฒ่าค่อมก็คือเรา นี่เพียงเป็นผลของทักษะวิชาหนึ่งเท่านั้นเอง” ท่านกล่าวเสียงราบเรียบ
“เจ้าหนุ่มเราเห็นว่าเจ้าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เจ้าเป็นใครลองบอกมาฟังดู”
“ผู้น้อยนาม เล้งปวย…………” แล้วมันก็ได้เล่าความจริงเกี่ยวกับตัวเองทั้งหมดหลังจากที่เข้ามายังอาณาจักรฟ้าคราม จนกระทั่งได้เข้ามาอยู่ที่หมู่ตึกหมื่นเทพนี้ให้ชายชราฟังเพียงปิดบังที่สำคัญบางเรื่องไว้เท่านั้น
“เช่นนั้นเด็กน้อยท่ีพังถ้ำทดสอบและถูกเจ้าต้วนยี่เหอเรียกไปก็เป็นเจ้านะสิ” เล้งปวยพลันสะดุ้ง
“อะไรกัน เฒ่าหลังค่อมที่เพียงเอาเฝ้าสวนสมุนไพรจะรู้แทบทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมาด้านนอกได้ละเอียดนัก กระทั่งยังรู้เรื่องที่ต้วนยี่เหอแอบทำลับๆ ได้ด้วย และยังเรียกหัวหน้าตึกอสูรฟ้าแบบไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วย ชายชราผู้นี้เป็นใคร” เขาแตกตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
“เรียนท่านผู้อาวุโส เป็นข้าเอง แล้วท่าน…” มันสนใจในตัวชายชราผู้นี้อย่างยิ่ง
“เอาเป็นว่า เจ้ายังไม่ต้องรู้ว่าเราเป็นใครไว้ชั่วคราวก่อน” หยุดชั่วครู่แล้วค่อยพูดต่อ
“ไม่เคยมีใครพบเห็นว่าเรามีพลังปราณมาก่อนเลย ยกเว้นเจ้า แสดงว่าเจ้าต้องไม่ธรรมดาแล้ว…” มันเงียบไปพักหนึ่งค่อยกล่าวต่อ
“ความจริงเรื่องนี้อาจไม่ค่อยเหมาะสมนัก ที่เราพึ่งจะพบหน้า แต่…เฮ้อ …เรามีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วยเหลืออยู่เรื่องหนึ่งเจ้าพอจะรับปากได้หรือไม่” มันจ้องหน้าเขาอย่างมุ่งหวัง
“ท่านผู้อาวุโส ท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า เรื่องที่ท่านทำไม่ได้ไฉนเล่าข้าจะทำได้ แม้ข้าไม่อยากจะปฏิเสธก็ตาม ความสามารถอันน้อยนิดของข้า แถมยังอยู่ที่นี่แบบศิษย์ขยะด้วย ข้าว่าท่านน่าจะหาผู้อื่นดีกว่านะ ในนี้มีแต่ยอดอัจฉริยะทั้งนั้น” มันพูดแบบไม่ได้เสแสร้งอันใด
“เหอะศิษย์ขยะ!! ยอดอัจฉริยะอุบาทมันสิ ล้วนมีแต่ตัวบัดซบทั้งน้อยใหญ่ที่ใช้การไม่ได้ทั้งนั้น เออ!! ฟังว่าเจ้าเคยทดสอบศิลาวัดระดับที่ตระกูลจวงมาก็คล้ายๆกัน”
“ถูกแล้วท่านผู้อาวุโส” จริงๆแล้วมันเคยวัดครั้งแรกตอนอยู่กับบิดา จึงถูกเรียกว่า อัจฉริยะในอัจฉริยะ มาแล้ว พอมาทดสอบต่อๆมา จึงหาได้ตกใจกับการแปลผลที่ผิดๆนั้นไม่
“หรือนี่คือลิขิตสวรรค์จริงๆ เห็นทีข้าคงยังมีโอกาส” ชายชรากล่าวลอยๆขึ้นกับตัวเองแล้วค่อยกล่าวกับเล้งปวยอย่างจริงจัง
“ฟังนะเจ้าหนูเล้งปวยข้าถามเจ้า ด้วยอายุที่ยังไม่เต็ม 14 ปีของเจ้า ถึงกับมีพลังปราณอยู่ที่ขั้นแก่นแท้ระดับ 8 แล้ว ถ้าอย่างนี้ยังเรียกว่า ขยะแล้ว ในผืนแผ่นดินนี้ยังจะมีใครที่เป็นอัจฉริยะอยู่เหรอ” ชายชรากล่าวราบเรียบ
“ท่านบอกว่า ขะ ขะ ข้า อยู่ระดับ 8” มันตกใจขึ้นมาจริงๆแล้ว “ผู้เฒ่าท่านนี้กลับทราบพลังที่แท้จริงของเรา สวรรค์ ทราบได้อย่างไร”
“เด็กน้อยเอ๋ยหากเราผู้เฒ่ายืนยันว่าเรื่องนี้เจ้าช่วยได้อย่างแน่นอน อยากรู้ว่าเจ้าจะรับปากช่วยเราหรือไม่” ชายชราจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ คล้ายคำตอบ นั้นสำคัญต่อเขาอย่างที่สุด
“ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ข้าย่อมยินดีรับปากท่านผู้อาวุโสแน่นอนขอรับ” เขากล่าวหนักแน่นตามนิสัยของเขา
“ดีเช่นนี้นับว่าข้าดูคนไม่ผิด ข้ามีที่ฝากฝังแล้วจริงๆ เด็กเอ๋ยข้าจะให้เจ้าทะยานฟ้าอย่างไร้ผู้เทียมทาน เจ้ารีบกราบข้าเป็นอาจารย์ซะ” ชายชราพูดอย่างมุ่งมั่นดวงตามันด้วยดวงตาที่แวววาว
เล้งปวยคิดขึ้นมาทันทีว่า “หากผู้คนทั้งหลายมาได้ยินว่าตัวเราจะกราบคนสวนหลังค่อมที่ไม่มีพลังปราณเป็นอาจารย์พวกเขาคงจะสนุกครึกครื้นจนหัวร่อได้ทั้งวันเป็นแน่ ที่ศิษย์ขยะกราบคนสวนหลังค่อม” แต่เขากลับพลันรีบคุกลงอย่างนอบน้อมทันที
“ผู้น้อยเล้งปวย กราบคารวะท่านอาจารย์” มันคารวะอย่างนอบน้อมอย่างมิได้ลังเล มันไม่คิดมากอันใด เพียงคิดว่า ผู้ที่รู้ถึงระดับพลังอันแท้จริงของเขาย่อมสมควรให้เขากราบเป็นอาจารย์ ได้อย่างแน่นอน ตอนนี้เขายิ้มอย่างอบอุ่นขึ้นมา ตลอดสามปีที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกคล้ายดังได้มีญาติผู้ใหญ่
“เด็กเอ๋ยตอนนี้ให้เจ้าทราบนามของเราผู้เป็นอาจารย์คือ โอ้วเทียน เท่านั้นก็พอ และตอนนี้ต้องปกปิดสถานะอันแท้จริงเอาไว้ก่อน