จูเก่อหมิงโผล่มาที่หอข่าวสาขาแคว้นต้าหยวน บนชั้นสี่อันเป็นเขตหวงห้าม วงแสงสีม่วงวาบขึ้น ด้วยวิธีอันเร้นลับ จูเก่อหมิงก็พามู่เฉิงหลินหนีมาได้สำเร็จ การเดินทางแบบนี้ทำให้ปราณระดับราชันย์ยุทธ์ของเขาสูญสลายไปเกือบครึ่ง ยามนี้นายน้อยแห่งหอข่าวจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง
เห็นมู่เฉิงหลินยังคงสลบไสลไม่ได้สติด้วยฤทธิ์ของปราณธาตุมืดเกาะกุมเป็นเวลานาน แม้จะได้มู่เชียนรักษามาบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่หายสนิทดีนัก จูเก่อหมิงกัดฟันส่งโอสถล้างไขกระดูกระดับหกเม็ดหนึ่งเข้าปากชายหนุ่มด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ..
‘มู่เชียนเจอกันครั้งหน้า เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าอีกมาก..!’
ด้วยเหตุผลทั้งดีและร้าย จูเก่อหมิงกำลังนึกภาวนาอย่างสุดหัวใจให้มู่เชียนสามารถรอดตายออกจากสถานการณ์เช่นนั้นได้ ชายหนุ่มเผายันต์สื่อสารชิ้นหนึ่งกลางอากาศ ครึ่งชั่วยามต่อมาเสี่ยวปาก็ปรากฏตัวขึ้นในวงแหวนสีม่วงเช่นกัน
“นายน้อย”
“นางเป็นอย่างไรบ้าง ?” จูเก่อหมิงถามสิ่งที่ตนต้องการรู้ทันที
เสี่ยวปาเหลือบมองร่างชายหนุ่มแปลกหน้าบนพื้น ที่กำลังค่อยๆทรงกายขึ้นนั่ง ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความงุนงงเล็กน้อยยามมองไปรอบๆห้องอย่างแปลกใจ ทว่านางยังคงเอ่ยปากตอบผู้เป็นนายไปตามตรง
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ… ไม่มีผู้ใดรอดจากบริเวณนั้น รวมทั้งสายข่าวของเราด้วย” เดิมทีเสี่ยวปาคิดว่า ยามเกิดเหตุนายน้อยคงพาแม่นางมู่หนีมาได้ ทว่าเหตุใดจึงกลายเป็นพาบุรุษผู้หนึ่งหนีมาแทนเล่า
“เชียน !” ภาพสุดท้ายที่มู่เฉิงหลินเห็นนั่นคือเส้นสายสีดำสนิทนับร้อยเส้น จู่ๆก็พุ่งเข้ามาพันร่างของเขาเอาไว้ก่อนที่เขาจะหมดสติไป ชายหนุ่มโซเซลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะหันไปเอ่ยปากกับคนแปลกหน้าทั้งสองด้วยสีหน้าร้อนรนใจ
“ที่นี่ที่ไหน .. พี่สาวข้าอยู่ไหน…?”
จูเก่อหมิงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหนักใจเช่นกัน เขาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆให้มู่เฉิงหลินฟัง มู่เฉิงหลินร้อนรนอย่างมากเมื่อคิดว่าพี่สาวของตนถูกทิ้งไว้ให้พบกับสถานการณ์ยากลำบากตามลำพังในอีกแคว้นหนึ่ง จึงคิดจะออกเดินทางกลับแคว้นฝูทันที ทว่าจูเก่อหมิงห้ามไว้ก่อน
“ไม่ต้องรีบร้อนเช่นนั้น ข้าจะไปตามหานางกับเจ้าด้วย อาศัยข้า..การเดินทางระหว่างหอข่าวสองแคว้น แค่ครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว” บนชั้นสี่ของหอข่าวแต่ละแคว้นเขาได้ลงมือวางอาวุธเวทย์มิติเอาไว้ การเดินทางนับหมื่นลี้ สำหรับเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แค่ต้องสิ้นเปลืองปราณบ้างเท่านั้น
“ขอเวลาข้าพักสักชั่วยามก่อน” จูเก่อหมิงเอ่ย
“นายน้อย” เสี่ยวปาเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจเล็กน้อย “หอข่าวของเราที่แคว้นฝู.. ถูกทำลายแล้ว”
“อะไรนะ !” จูเก่อหมิงตะโกนเสียงดังลั่น
“ไม่เพียงแค่หอข่าวเจ้าค่ะ ทว่าแคว้นฝูทั้งหมด รัศมีพันลี้รอบทะเลสาบอาถรรพ์ ถูกสายฟ้านับหมื่นสายฟาดทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง หากคาดไม่ผิด …คงเป็นฝีมือของเยว่เทียนหง” เสี่ยวปารายงานด้วยสีหน้าหนักใจ ภัยพิบัติที่เกิดกับแคว้นฝูเมื่อครู่นั้นร้ายแรงอย่างมาก แม้แต่นางเองก็หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
นายน้อยแห่งหอข่าวฟังรายงานนี้แล้ว สีหน้าพลันซีดลงถนัดใจ …….. เรื่องที่ทำให้ราชาแห่งต้าเยว่อาละวาดใหญ่โตเช่นนั้น หรือว่านางจะ ….
“เตรียมสัตว์อสูรเดินทางระดับราชันย์ให้ข้า !” จูเก่อหมิงเอ่ยเสียงหวาดหวั่น
ต่อให้ที่รออยู่เป็นข่าวร้าย.. อย่างไรก็ขอกลับไปดูสักครั้ง !
คงเพราะผ่านเรื่องราวหนักหนามามากมาย กว่าที่เยว่เทียนหงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งก็เป็นยามเช้าของอีกวันแล้ว ความสงบที่ไม่ได้สัมผัสมานานและความอบอุ่นในหัวใจทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
‘ไม่ได้หลับสนิทเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ?’
สิ่งแรกที่เขาได้เห็นยามลืมตา คือใบหน้าเล็กงดงามที่กำลังหลับพริ้มอยู่ข้างกาย เยว่เทียนหงรับรู้ถึงหัวใจของตนที่กำลังสั่นไหวด้วยจังหวะอันอ่อนหวาน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ดีเหลือเกินที่ได้ตื่นมาพบนางเช่นนี้ .. ได้มีนางอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่ต้องกังวลสิ่งใด
สิบสองชั่วยามที่ผ่านมาเพียงได้กอดร่างบางไว้นิ่งๆ ปราณอันมืดบ้าคลั่งในร่างของเขาก็สงบลงโดยสิ้นเชิงแล้ว มือแกร่งลูบไล้ไปตามเส้นผมเรียบลื่นสีอ่อนของนาง ไล่เรื่อยมาถึงใบหน้าเล็กที่เพียงแค่มองก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
หลังจากที่ทำพันธสัญญาธาตุน้ำ ความงดงามของนางก็ทบทวียิ่งขึ้นไปอีก ทว่ากลับมิได้ส่งผลอันใดต่อเยว่เทียนหงมากมาย ไม่ว่านางจะมีหน้าตางดงามหรือธรรมดาเช่นไรเขาล้วนชมชอบทั้งสิ้น
“เจ้าเป็นของข้า” เสียงทุ้มกระซิบชิดใกล้ พลางก้มลงไปประทับจุมพิตที่หน้าผากมนแผ่วเบา ร่างสูงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยด้วยความรักและหวงแหนสุดหัวใจ หากเป็นไปได้เขาอยากกอดนางไว้เช่นนี้ตลอดเวลา
มู่เชียนรู้สึกตัวขึ้นด้วยอ้อมกอดที่อุ่นจนร้อนของเขา ทว่าเมื่อลืมตาที่งัวเงียขึ้นเห็นแผงอกกว้าง หญิงสาวก็ตกใจจนผงะออกมา ใบหน้าของนางแนบชิดกับผิวเนื้อของเขาโดยตรงรู้สึกขัดเขินอย่างมาก
“ตื่นแล้วหรือ ?” เสียงทุ้มที่เอ่ยเหนือศีรษะ ทำให้มู่เชียนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขากอดนางไว้ไม่ยอมปล่อย สุดท้ายก็นอนหลับไปพร้อมกัน
คิดถึงความเอาแต่ใจของชายหนุ่มเมื่อวาน ใบหน้าหญิงสาวก็แดงก่ำ ยิ่งเห็นชุดตัวในสีดำเรียบลื่นของเขาเปิดอ้าออกเล็กน้อย จนเห็นผิวขาวสะอาดด้านใน ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกจึงคิดจะลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับถูกเขายึดตัวไว้
“เจ้ายังไม่หายดี อย่าขยับตัวมากดีกว่า” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอย่างห่วงใย
เมื่อวานนี้นางใช้ปราณอี้เจ๋อไปจนหมดร่าง นอกจากนี้ตราประทับก็ยังถูกธาตุมืดแทรกซึม จนถึงตอนนี้ยังชะล้างไม่หมดไป เยว่เทียนหงจึงไม่ต้องการให้นางฝืนร่างกายอีก ชายหนุ่มกดร่างนางไว้ใต้ผ้าห่ม ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกออกไป
เห็นเขายืนหันหลังให้ หญิงสาวจึงค่อยกล้าเงยหน้าขึ้น เส้นผมสีดำที่สยายอยู่ด้านหลังร่างสูงเรียงสวยเป็นประกาย จนนางรู้สึกอิจฉา จากนั้นหญิงสาวค่อยสังเกตเห็นว่าสถานที่ที่ตนอยู่ตอนนี้ช่างแปลกตานัก
“ที่นี่ที่ไหนหรือ ?” เมื่อคืนยามที่นางเพิ่งฟื้นก็พบเรื่องราวมากมายก่อกวนจนวุ่นวายใจไปหมด จึงไม่ทันสังเกตว่าห้องนี้ช่างสวยงาม ตกแต่งด้วยวัสดุอันล้ำ วิจิตรตระการตาเกินกว่าจะเป็นโรงเตี๊ยมธรรมดาทั่วไป
“นี่เรียกว่าเรือนหยก เป็นอาวุธเวทย์ชิ้นหนึ่ง โชคดีที่ข้านำมันมาด้วย จึงให้เจ้าได้พัก ด้านนอกนั่น….ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่”
“เฮอะ เรียกวินาศสันตะโรจะดีกว่า” เสียงเสี่ยวจิ้งลอยมา พร้อมกับร่างของผีซิวตัวน้อยที่พุ่งเข้าสู่อ้อมของมู่เชียนโดยไม่มีผู้ใดตั้งตัว
“ท่านแม่ !” จื่อฮั่วโถมร่างเข้าสู่อ้อมกอดของมู่เชียนอย่างยินดี ดวงตาสีม่วงใสเต็มไปด้วยประกายน้อยใจ ยามตัดพ้อว่ามารดาคิดจะทิ้งตนไว้ลำพัง เมื่อเจ้าตัวน้อยเล่าถึงยามที่ตื่นขึ้นมา รอบกายไม่มีผู้ใด มู่เชียนก็รู้สึกสงสารจับใจ
“เด็กดี.. เจ้าทั้งน่ารักและเก่งกาจเพียงนี้ แม่จะทิ้งเจ้าลงได้อย่างไร ? แค่อยากให้เจ้าปลอดภัยเท่านั้น” มู่เชียนอุ้มจื่อฮั่วไว้ พร้อมกับลูบศีรษะเล็กเพื่อปลอบให้นางหายตกใจ
เยว่เทียนหงเฝ้ามองรอยยิ้มหวาน และท่าทางอันอ่อนโยนของหญิงสาวด้วยประกายตารักใคร่ จนใครบางคนที่ถูกบังคับให้รออยู่นอกห้องมาหลายชั่วยาม นึกหมั่นไส้เต็มที
“คนของเจ้ามาถึงแล้ว” ลวี่ซานถงเอ่ยขึ้น
เยว่เทียนหงพยักหน้ารับรู้ ร่างสูงเหลือบตามองมู่เชียนอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป เช้าวันนี้หญิงสาวยังไม่ยอมมองหน้าเขาเลยสักครั้ง ทำให้เขารู้สึกไม่ดีนัก
‘หรือนางจะยังไม่ให้อภัยข้า ?’
ร่างสูงคิดพลางก้าวออกจากห้องชั้นในมา ที่ห้องโถงของเรือนหยก ฟู่หลิง หู่อี หู่เอ้อ หู่ซาน และหู่ซื่อต่างก็มารออยู่แล้ว
“ฝ่าบาท” ทั้งห้าคุกเข่าลงนิ่งไม่ยอมเงยหน้า มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนที่ผ่านมาใจพวกเขาทั้งห้าร้อนรุ่มเพียงใด
หลังจากที่ฝ่าบาทแยกตัวนำหน้ามา พวกเขาก็หวั่นใจอย่างมาก ทว่าด้วยความเร็วที่แตกต่าง ต่อให้เร่งฝีเท้าสุดชีวิตก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วยาม … แต่ละคนยอมสละสัตว์อสูรเดินทาง ทุ่มเทปราณทั้งร่างไล่ตามเพื่อจะมาพบกับร่องรอยแห่งการทำลายล้าง และซากปรักหักพังสุดลูกหูลูกตา !
คนสนิทของเยว่เทียนหงทั้งห้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่านี่เป็นฝีมือขององค์ราชาของตน จึงยิ่งนึกหวั่นกลัวไปต่างๆนาๆ หากฝ่าบาททรงคลุ้มคลั่งเพียงนั้น ยังจะมีจุดจบที่ดีได้อีกหรือ ?
ทั้งห้าสืบหาร่องรอยของเยว่เทียนหงอย่างร้อนใจอยู่หลายชั่วยาม ตราบกระทั่งเห็นเรือนหยกปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงค่อยปล่อยวางความร้อนรุ่มในใจลงได้บ้าง …. ยิ่งได้เห็นจ้าวเหนือหัวทรงอยู่ในสภาพที่เป็นปกติ แต่ละคนก็รู้สึกโล่งใจอย่างมากจนแทบหลั่งน้ำตา
“ข้าไม่เป็นไร” ผู้เป็นราชาเอ่ยเสียงนิ่งด้วยเข้าใจจิตใจเป็นห่วงของพวกเขา …ทว่าเรื่องที่น่ากังวลที่สุดยังคงไม่ผ่านพ้นไป
“ดูเหมือนที่นี่จะมีพวกทูติรัตติกาลกบดานอยู่มากกว่าที่เราคิด คิดว่าแคว้นฝูคงเป็นหนึ่งในฐานทัพหลักของพวกมันเลยทีเดียว”
ฟู่หลิงสูดลมหายใจลึก สะกดอารมณ์ยินดีจนอยากจะคลี่ยิ้มลงไป “จากซากศพไร้หัวใจมากมายที่ถูกองค์ราชาสังหาร พวกนั้นล้วนเป็นราชันย์ยุทธ์ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ายังมีทูติรัตติกาลระดับต่ำกว่านี้อีกมากอาศัยอยู่ในแคว้นแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งอาจมีร่างมารด้วยพะย่ะค่ะ”
“ข้าพบสตรีคนหนึ่งเป็นร่างมาร ข้ากำจัดนางไปแล้ว” คิดถึงสิ่งที่ร่างมารตนนั้นทำกับมู่เชียน ความโกรธแค้นก็พลุ่งพล่าน เขานึกเสียดายอย่างมากที่มันตายง่ายเกินไป !
“กระหม่อมจะไปสืบมาพะย่ะค่ะ” หู่ซานเอ่ยปากอาสาก่อนจะถอยหลังออกจากห้องไป การที่สืบหาเบื้องหลังของร่างมารได้ อาจช่วยให้สามารถสืบหาฐานทัพลับของพวกมันได้ด้วย
ฟู่หลิงนิ่งคิดชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยปากวิเคราะห์ออกมา “หากไม่นับต้าเยว่ของเราที่มีกระจกรัตติกาลอยู่ แคว้นสุดขอบทิศตะวันตกแห่งนี้ ก็คือที่ที่มีปราณธาตุแสงน้อยที่สุด อาจเพราะเหตุนี้มารรัตติกาลจึงเลือกแคว้นฝูเพื่อใช้สร้างฐานทัพได้พะย่ะค่ะ”
หลายสิบปีมานี้ มีข่าวของทูติรัตติกาลปรากฏตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบางคนอาจมองว่าต้าเยว่อยู่เบื้องหลัง ทว่าแท้จริงแล้วต้าเยว่คือผู้ที่คอยขัดขวางและคอยกำจัดพวกมันอยู่ลับๆต่างหาก !
การที่มารรัตติกาลสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเองนั้นไม่ต่างจากการทรยศและคุกคามต่อเจ้าของพันธสัญญา… เพราะนั่นหมายความว่าวันหนึ่งต้าเยว่จะไม่อาจควบคุมพลังอำนาจของกระจกรัตติกาลได้อีกต่อไป
เพื่อไม่ให้อำนาจของกระจกรัตติกาลมากเกินกว่าจะควบคุมได้ ราชสำนักต้าเยว่จึงจำเป็นต้องคอยควบคุมและกำจัดเหล่าผู้รับใช้ของมารรัตติกาลไม่ให้ขยายอิทธิพลออกไปได้ในต่างแคว้น
ทูติรัตติกาลก็คือผู้ที่ยอมสยบต่ออำนาจมืด ยอมสังเวยความภักดีและวิญญาณบางส่วนให้กับกระจกรัตติกาล แลกกับพลังมหาศาลที่กระจกรัตติกาลจะมอบให้ ปกติแล้วพวกมันจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนธรรมดา จนกระทั่งยามที่ถูกมารในกระจกเรียกใช้ จึงจะเปิดเผยตัวออกมา
ปกติแล้วการสืบหาตัวคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่เป็นไปแทบจะไม่ได้ ทว่าสำหรับชาวต้าเยว่ทุกคนกลับง่ายดายอย่างมาก พวกเขาทั้งหมดเติบโตอยู่ภายใต้การคุ้มครองของปราณรัตติกาล ดังนั้น เพียงแค่หลับตาลงใช้จิตสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็สามารถสืบหาตัวผู้ที่มีปราณของกระจกรัตติกาลออกมาอย่างง่ายดาย
ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำนั้น ที่ผ่านมามีทั้งใช้วิธีรักษา จับกุม และสังหารแล้วแต่สถานการณ์ที่พาไปทว่าส่วนใหญ่แล้วหากเป็นไปได้ พวกเขามักจะใช้วิธีรักษาชีวิตพวกมันไว้เพื่อสืบหาเบาะแสเพิ่มเติมมากกว่า
โดยสรุปก็คือหากแคว้นฝูแห่งนี้เป็นฐานทัพใหญ่ของพวกมันจริง อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องถูกแคว้นต้าเยว่เข้าควบคุมและแทรกแซงอยู่ดี.. แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
“เช่นนั้น ฝ่าบาทจะทรงลงมือเลยหรือไม่ ?” ฟู่หลิงเอ่ยสอบถาม เขารู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดแล้ว “ฉวยโอกาสขณะที่แคว้นแห่งนี้กำลังระส่ำระสาย ค่อยๆส่งคนของเราเข้ามาควบคุมแล้วค่อยๆสืบหาไป”
“ไม่จำเป็น !.. ออกคำสั่งเรียกกองทัพหนึ่งล้านนายมาที่นี่ ลากตัวพวกมันทั้งหมดออกมา !” เสียงเย็นเยียบอัดแน่นด้วยปราณสังหารจนคนที่คุกเข่าอยู่รู้สึกได้
“ภายในสามวัน..ข้าต้องการให้พวกมารทั้งหมดตาย !”
นี่เป็นการประกาศสงครามระหว่างเขาและกระจกรัตติกาล เขาต้องการให้มารตนนั้นได้รู้ว่าการที่มันคิดแตะต้องนาง จะต้องแลกกับอะไร !
#อีกตอนดึกๆน้า…