ในขณะที่ลั่วอู่หลิน หยางเหมยกุ้ย และหลี่อิงกำลังนั่งมองดูสถานการณ์ ตอนนี้บริเวณด้านหน้าของวิหารเกิดอยู่ดีๆก็มีชายคนหนึ่งพุ่งทะยานไปที่พื้นที่ของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตและตรงไปหาเซียนหนิงซีที่อยู่บริเวณด้านหน้าของขุมกำลังอย่างไม่หวาดกลัว อีกทั้งคนของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตก็ทำเพียงยืนมองและยังไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด
"คุณหนูท่านนี้ ไม่ทราบข้าพอจะขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านได้หรือไม่"
"หืม เขาคือใครกัน เสียวเหยารู้จักเขาไหม?"ด้วยความที่อยู่ในตระกูลไม่ได้ออกไปไหน เซียนหนิงซีจึงไม่รู้จักตระกูลใหญ่ของแดนสวรรค์มากนัก ดังนั้นจึงหันไปถามสหายคนสนิทของนางเบาๆไม่ให้คนอื่นได้ยิน
"เขาคือคุณชายของตระกูลวิหคเพลิงอมตะ เฟิ่งฉินหลาน เจ้าค่ะคุณหนู หากจะให้พูดก็ถือได้ว่าเป็นตระกูลที่อยู่ในระดับเดียวกับตระกูลราชามังกรอัสนีบาตของพวกเรา"
"โอ้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เสียมารยาทก็แล้วกัน"นางกระซิบข้างหูของสหายผู้ติดตามก่อนที่จะเดินมาเบื้องหน้าชายคนนั้นและกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉยในทันที
"ตระกูลราชามังกรอัสนีบาติ เซียนหนิงซี"กล่าวเพียงเท่านั้น หญิงสาวก็เดินกลับไปยืนข้างๆผู้ติดตามของนางเช่นเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เฟิ่งฉินหหลานได้ยินคิ้วพลันกระตุกในทันที หญิงสาวที่เขาสนใจคนนี้กับทำกริยาเย็นชากับเขาเสียได้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน ดังนั้นไม่เพียงแต่เขาจะไม่โกรธเคืองหญิงงามแต่กลับยิ่งทวีความสนใจมากขึ้นอีกด้วย
"เซียนหนิงซีหรือ ข้าจะจำเอาไว้"กล่าวจบก็หันกายจากไป ฝั่งสมาชิกของตระกูลราชามังกรสายฟ้าก็ยกยิ้มเย้ยในทันที แม้จะเป็นตระกูลระดับเดียวกันแต่คิดจะมาเกี้ยวคุณหนูของพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย อย่าลืมว่าบิดาของนางคือเทพสงครามไร้พ่าย มารดาเป็นถึงเทพธิดาพฤกษาจรัสแสง ดังนั้นหากไปทำให้คุณหนูของพวกเขารำคาญเอามากๆทั้งตระกูลเฟิ่งจะต้องพบกับโทสะของเทพสงครามที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน
"ฟุ๊บ!"
หลังจากที่เฟิ่งฉินหลานจากไป ชายอีกคนก็พุ่งเข้ามาร่างกายของเขากำยำกว่าคุณชายเฟิ่งเมื่อครู่เล็กน้อยเส้นผมสีแดงดวงตาดำสนิทสวมอาภรณ์สีแดงลวดลายราชสีห์ เซียนหนิงซีที่ได้เห็นก็พลันหรี่ตามอง ในใจเริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมา
"เสี่ยวเหยานั่นใครอีกละเนี้ย??"นางกล่าวถามด้วยความหงุดหงิดยิ่ง
"คุณหนู เขาคือคุณชายรองของตระกูลราชสีห์เพลิงเจ้าค่ะ นามหงมู่จิน"
"สาวน้อยตรงนั้นออกมาซะ คุณชายคนนี้อยากรู้จักเจ้า"ชายร่างกำยำกล่าวด้วยท่าทางห้าวหาญและไร้ซึ่งการให้เกียรติใดๆจนเหล่ารุนเยาว์ของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตพากันเดือดดาล
หงมู่จินยกยิ้มท่าทีเย้ยหยันตบะระดับจักรพรรดิขั้นที่สองที่เกือบจะบรรลุขั้นที่สามระเบิดออกมาเพื่อข่มขวัญตระกูลราชามังกรอัสนีบาตในทันที แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้แสดงพลังใดๆออกมา เซียนจีเหยาหรือเสียวเหยาพลันพุ่งเข้าไปหาหงมู่จินทันทีฝ่ามือที่มีอัสนีบาตสีม่วงเข้าปะทะร่างกายของอีกฝ่ายจนกระเด็นกลับไปชนกับกำแพงวิหารบริเวณสถานที่ๆขุมกำลังตระกูลราชสีห์เพลิงอยู่จนทำให้อีกฝ่ายพากันอึ้งตะลึงไป
"เจ้านับเป็นตัวอันใดกัน ถึงได้กล้าอาจหาญสั่งคุณหนูของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตให้ทำตาม" เซียนจีเหยาตะคอกเสียงก่นด่าอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล แน่นอนหากอีกฝ่ายมาดีนางคงไม่ต้องทำเช่นนี้ ส่วนคุณหนูของนางก็แค่ทักทายตามมารยาทไปเท่านั้น แต่ทว่าคุณชายตระกูลราชสีห์เพลิงถึงกับออกคำสั่งให้คุณหนูของนางออกไปหา นี่มันไร้ซึ่งการให้เกียติอย่างชัดเจน มีหรือที่นางจะยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยง่าย
"เจ้าบังอาจทำร้ายคุณชาย!! ตระกูลราชามังกรอัสนีบาตคิดจะเปิดศึกกับตระกูลราชสีห์เพลิงใช่หรือไม่"ชายหนุ่มระดับบรรพชนขั้นที่สองกล่าวด้วยความโมโหเช่นเดียวกัน พร้อมสั่งให้ชายอีกสองคนงัดคุณชายของมันที่ตอนนี้ยังติดอยู่กับกำแพงวิหารและสลบลงไปออกมา
"เหอะ เปิดศึก? ตระกูลราชสีห์เพลิงมีความกล้าที่จะกล่าวคำนี้ออกมาด้วยหรือ ได้ข่าวมาว่าพิภพบรรพกาลในเขตของพวกเจ้าก็เป็นท่านเทพสงครามไร้พ่ายของพวกเรายึดมาได้ ช่างน่าขันยิ่งนัก"
"เจ้า!!!"
"หรือข้าจะเปิดศึกตอนนี้เลยดีละ ฆ่าพวกเจ้าให้หมดเลยคงได้สินะ!!"นางกล่าวพร้อมกับใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก ตบะของนางพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในทันที วงแหวนเซียนเทียนสี่วงปรากฏด้านหลัง ภาพนี้ทำให้ตระกูลราชสีห์เพลิงถึงกับขวัญผวา หรือแม้แต่ตระกูลเฟิ่งเองก็อดไม่ได้ที่จะเนื้อตัวสั่นเทา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าขุมกำลังอื่นๆในแดนสวรรค์พวกเขาไม่เคยมีใครคิดที่จะต่อต้านตระกูลราชามังกรอัสนีบาตอยู่แล้วก็พากันมองอย่างไม่วางตา
"บะ บรรพชนขั้นที่สี่"ทุกคนต่างอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาคิดไปแนวทางเดียวกันว่าขุมกำลังรุ่นเยาว์ของตระกูลราชสีห์เพลิงคงจะจบสิ้นเป็นแน่แท้ เพราะไม่เพียงนางมีระดับเหนือกว่าแต่หากเทียบเรื่องขุมกำลัง ตระกูลราชสีห์เพลิงก็ยังด้อยกว่าตระกูลราชามังกรอัสนีบาตอยู่ดี
"ได้โปรดยั้งมือด้วย"ในขณะที่เซียนจีเหยาจะลงมือ เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับปรากฏร่างของหญิงสาวห้าคนที่สวมอาภรณ์ขาวปกปิดใบหน้า เซียนจีเหยาที่เห็นก็พลันหลี่ตามองในทันทีเนื่องจากหญิงสาวทั้งห้าคนมาจากไหนก็ไม่รู้อีกทั้งยังมีคนหนึ่งที่พลังยังไม่ได้ด้อยไปกว่านางเลย
"พวกท่านเป็นใคร มีเหตุผลอะไรจึงมาห้าม หากไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนมากพอ ก็อย่ามาหาว่าข้าไร้ปรานี"
"พวกเราคือตระกูลราชามังกรวารี แห่งเขตประจิม ที่ข้าหยุดท่านในตอนนี้ก็ไม่ใช่เหตุใดอื่นนอกเสียจากไม่อยากให้แดนสวรรค์นั้นเสียสมดุลไปในตอนนี้ ท่านก็น่าจะทราบดีถึงสงครามสามเผ่าพันธุ์หากตระกูลใหญ่ในแดนสวรรค์ฆ่าฟันกันเองในตอนนี้นั้นมันจะไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย"หญิงสาวคนกลางของทั้งห้าคนกล่าวด้วยเหตุผล
เซียนจีเหยาที่ได้ยินก็เข้าใจได้ เมื่อหันไปทางเจ้านายอย่างเซียนหนิงซีก็ปรากฏว่านางพยักหน้าเป็นสัญญาณให้หยุดมือ เซียนจีเหยาจึงเก็บตบะของตนในทันทีและเดินกลับไปอยู่ด้านหลังของเซียนหนิงซีตามเดิม จนเผ่าราชสีห์เพลิงพากันโล่งใจไปตามๆกัน
"ตระกูลราชามังกรวารี ก็พอได้ยินมาบ้าง ตระกูลที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรมและเห็นส่วนร่วมมาก่อนเสมอ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พบพวกท่าน ข้าจะเห็นแก่ชื่อเสียงนี้และความยุติธรรมของพวกท่านก็แล้วกัน"เซียนจีเหยากล่าว หญิงสาวอาภรณ์ขาวทั้งห้าก้พลันโค้งตัวเล็กน้อยให้กับนาง กริยาท่าทางของทั้งห้าคนดูสุภาพยิ่ง
เพียงเท่านี้รุ่นเยาว์ของสี่ตระกูลซึ่งเป็นเสาหลักของดินแดนสวรรค์ก็มากันครบครัน ตระกูลวิหคอมตะเขตบูรพา ตระกูลราชามังกรวารีเขตประจิม ตระกูลราชสีห์เพลิงเขตอุดร สุดท้ายคือตระกูลราชามังกรอัสนีบาตเขตทักษิณ
นี่คือการรวมตัวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้บางขุมกำลังถึงกับถอดใจในการแย่งชิงมรดกครั้งนี้ไปในทันที เนื่องจากไม่กล้าที่จะแย่งชิงกับทั้งสี่ตระกูล
ตัดกลับมายังบริเวณรอบนอกของวิหาร ลั่วอู่หลินที่นั่งดูความบันเทิงอยู่ตอนนี้รับรู้แล้วว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู เขาจึงหมายหัวตระกูลราชสีห์เพลิงในทันที หากพวกมันยังคงอาจหาญคิดทำอะไรสกปรกกับพี่สาวของเขาละก็ ชายหนุ่มก็ไม่รังเกียจที่จะส่งพวกมันไปลงนรกทั้งหมด
และด้วยตอนนี้เขายังไม่ได้เข้าไปอยู่ในตระกูลราชามังกรสายฟ้าอย่างเป็นทางการ การฆ่ารุ่นเยาว์ของตระกูลราชสีห์เพลิงนั้นย่อมไม่ทำให้เกิดสงครามระหว่างขุมกำลังแต่อย่างใด
ในขณะเดียวกันทั้งหลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยที่อยู่ด้านหลัง เมื่อได้เห็นการสำแดงพลังของผู้คนเหล่านั้นก็พากันนิ่งอึ้งและกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นั่นมันมนุษย์จากดินแดนใดกันเหตุใดความแข็งแกร่งของพวกเขาถึงได้ก้าวกระโดดถึงเพียงนี้