จู่ๆชายคนหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงแสงสีขาวสว่างจ้าอย่างกะทันหัน สายตาของเขาไม่อาจปรับแสงได้ทัน จนเขาแอบคิดนิดหน่อยว่าร่างกายเขาอาจกำลังถูกแผดเผาจากอะไรบางอย่างที่ร้อนจนร่างกายแทบจะมอดไหม้ เขาทำได้แค่ยกท่อนแขนขวาขึ้นมากั้นดวงตาตามสัญชาตญาณมนุษย์ และหลับตาอยู่อย่างนั้นเพื่อหวังให้สายตารีบปรับแสงสักที
หลังจากที่เขาพอตั้งตัวจากแสงนั้น เขาเริ่มอยากรู้ขึ้นมาบ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา พลางเอามือขวาของเขาป้องกันแสงไว้เผื่อมีอะไรผิดพลาด
ชายหนุ่มมองไปรอบๆตัว พบว่าเนื้อตัวของเขาสะอาดสะอ้านดี แต่ไฉนกลับอยู่ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อนบนโต๊ะหนึ่ง ที่หน้าตาคล้ายกับแท่นอะไรสักอย่างที่ดูล้ำสมัย และมีแสงระเรื่อรายล้อมด้วยพลังงานบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ เขาสังเกตได้ว่าบริเวณของโต๊ะแปลกๆล้ำสมัยที่เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมานั้นเป็บริเวณเดียวที่แดดส่องถึง อย่างน้อยก็ในระยะสายตาของเขามองเห็น เขาแอบแปลกใจเล็กน้อยว่าแสงแดดช่างพยายามทะลุป่าดงดิบอันซับซ้อนขนาดนั้นเพื่อส่องลงมาแกล้งให้เขาตื่นเชียวหรือ
เป็ใครก็คงจะงงไม่ต่างจากเขา หากพบว่าจู่ๆตนเองไปโผล่บนโต๊ะประหลาดกลางป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ั์เกินปกติ เขาแหงนหน้าขึ้นไปจนสุดก็ยังไม่เห็นยอดของต้นไม้ส่วนใหญ่ในบริเวณนั้น เอาแค่เฉพาะส่วนที่เป็รากของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เขาไม่รู้ว่าเป็พืชพรรณชนิดไหน ก็สูงใหญ่เทียบเท่ากับบ้านสองชั้นหลังหนึ่งแล้ว
พูดถึง ‘บ้าน’ ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้เป็คนแถวนี้แน่ๆ เขาพบว่ายังมีองค์ความรู้เดิมอยู่เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็วัฒนธรรม และวิทยาการต่างๆ อย่างน้อยก็น่าจะจนถึงปี ค.ศ. 2020 แม้เขาจะนึกได้หลายอย่างกับชีวิตในเมืองที่เคยสะดวกสบายดี หากแต่เขาไม่อาจนึกได้ว่า ‘ทำไม?’ หรือ ‘ใครกัน?’ ที่ส่งเขามาอยู่ที่นี่ได้
เขาลุกขึ้นออกจากโต๊ะประหลาดนั้นเพื่อสังเกตการณ์ โดยอย่างแรกที่เขารู้สึกก่อนเลยคือความเย็นวาบที่หว่างขา ด้วยจริตของคนที่มียางอาย คงไม่แคล้วต้องหาใบไม้ใหญ่ๆในบริเวณมาสานเข้ากับเถาวัลย์อย่างง่ายๆ เพื่อปิดเ้าหนูของเขาไว้ก่อนเป็การรับประกันความปลอดภัยของลูกน้อย
“เฮ้…” เขาเอามือขวาป้องปาก พร้อมเปล่งเสียงะโออกไปเล็กน้อย แล้วกลับฉุกคิดขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่เหมาะสมที่จะขอความช่วยเหลือ หรือร้องเรียกใดๆ เพราะการถูกตกเป็เป้าสายตา อาจมีสัตว์อันตรายจากป่า หรือต่อให้มีมนุษย์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็มิตรแค่ไหน เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ส่งเสียงดังโดยที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีพอ และทุกย่างเยื้องหลังจากนี้จะพยายามทำตัวให้เงียบเข้าไว้เป็ดี
ในวันที่ชายหนุ่มใช้ชีวิตในเมืองนั้น ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่เขาจะเคยย่างกรายเข้าไปในป่า หรือแม้แต่อุทยานแห่งชาติเพื่อัักับธรรมชาติเลยสักครั้ง แต่ถ้านึกให้ดีๆ ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็การเข้าค่ายพักแรมในป่าหลังโรงเรียนสมัยที่เขาเรียนลูกเสือมัธยมต้นกระมัง
แม้เขาจะไม่เคยััป่าเขาของจริงก็เถอะ โดยเฉพาะกับป่าดงดิบที่มีต้นไม้ั์แบบนี้ แต่ลำคอที่แห้งผากของเขาที่กำลัง้าน้ำนั้นเรียกร้องให้เขาหาแหล่งน้ำเป็สิ่งแรก และมันน่าจะดีต่อการดำรงชีพต่อไปหากมนุษย์ไม่ขาดแหล่งน้ำ แล้วค่อยว่ากันเื่เหตุผลที่เขามาอยู่ที่นี่
ชายหนุ่มพยายามเงี่ยหูฟัง เผื่อจะได้ยินเสียงแม่น้ำไหลมาจากทิศใดทิศหนึ่งบ้าง แต่ก็พบว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากแมลงที่ร้องเสียงดังระงมตีกันมั่วซั่วไปหมด จนไม่รู้แมลงอะไรบ้างที่อยู่ในป่านั้น เผลอๆอาจจะดังกว่าสถานีรถไฟฟ้าสาธารณะที่เขาเคยได้ยินทุกวันเสียอีก
“วูมมมม” เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากใกล้ๆตัวเขา
ชายหนุ่มหันรอบตัวเพื่อหาที่มาของเสียง แต่ไม่ทันจะพบที่มาของเสียง เขาก็ได้พบว่ามีคริสตัลรูปดาวหกแฉะแบบสมมาตร ดีไซน์ทันสมัยฝังอยู่ที่หลังมือซ้ายของเขา ส่องแสงสีเขียวอมฟ้าครามกระพริบอยู่เรื่อๆ ราวกับเป็สัญญาณแจ้งเตือนบางอย่าง
เขาไม่เข้าใจในทันทีว่ามันคืออะไร แต่ก็ต้องหาคำตอบให้ได้แม้จะรู้สึกกล้าๆกลัวๆอยู่ลึกๆ และในที่สุดก็ตัดสินใจััไปที่ปุ่มรูปดาวกระพริบนั้น
“วูมมมม สวัสดีคุณเซน ดัลลาส ยินดีต้อนรับสู่โหมดฝึกหัด ดิฉันโซลูนาร์เป็ผู้ช่วยของคุณ... คุณสามารถกดที่ปุ่มนี้หนึ่งครั้งเพื่อ้าความช่วยเหลือทั่วไป” เสียงจากระบบ คล้ายกับเสียงเอไอจากกูเกิ้ลทรานสเลท หรือสิริ* ที่ชายหนุ่มเคยได้ยินเป็ประจำได้ดังขึ้นในหูของเขา ไม่สิ รู้สึกว่าเสียงอยู่ในหัวของเขาเลยมากกว่า แถมยังรู้ชื่อ และนามสกุลเต็มของเขาอีกต่างหาก
แล้วจู่ๆก็มีแสงสีเขียวอมฟ้าคราม สาดข้อความขึ้นมาเป็โฮโลแกรมจากปุ่มดาวหกแฉกหลังมือซ้ายของเขา
ภารกิจหลัก: มนุษย์อย่าขาดน้ำ
รายละเอียด: หาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
รางวัล: แหล่งน้ำขั้นที่ 1
--อ๊ะ เหมือนจะเคยเห็นวิธีการรับภารกิจแบบนี้ในเกมอาร์พีจีเลยแฮะ
แต่เซนก็ยังหงุดหงิดที่ระบบนี้ ที่ส่งข้อความเื่ที่เขารู้ และ้าที่จะทำอยู่แล้วมาเพื่ออะไร แต่เอาเถอะ หาวิธีค้นแหล่งน้ำสักวิธีกันก่อน แล้วค่อยมาเรียนรู้กันอีกทีว่าเ้าระบบดาวหกแฉกนี้ทำอะไรได้บ้าง เพราะไหนๆรอบกายของเขาก็ไม่มีที่อะไรที่พึ่งพาได้เป็ชิ้นเป็อันอยู่แล้ว ก็เลยจำใจต้องเชื่อเ้าระบบที่ดูจะบอกใบ้อะไรบางอย่างนี่ไว้ก่อน ไว้ถ้ามันผิดพลาดเมื่อไหร่ค่อยตัดสินมันอีกที
เขาหักกิ่งไม้แข็งแรงกิ่งหนึ่ง ความยาวประมาณหนึ่งวา หมายมั่นว่าจะใช้กวาดทางเพื่อเข้าป่าแห่งนี้ หรืออย่างน้อยก็น่าจะพอเป็อาวุธไว้ขู่สัตว์ได้บ้างหากต้องทำ แต่จะให้ดีอย่าเพิ่งเจอสิงสาราสัตว์อะไรตอนนี้เลย
ชายหนุ่มใช้ไม้เท้าชั่วคราวนั้นตั้งบนพื้น แล้วปล่อยให้มันล้มลงมาแบบสุ่มๆเพื่อเลือกทิศทางที่จะไป วิธีอาจจะดูโง่เง่าไปสักนิด แต่จากสภาพแวดล้อมที่โอบคลุมด้วยป่าเหมือนกันไปหมดทุกทางแบบนี้ มันก็คงไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับนักก็ได้
ป่าถูกฝ่าดงพงไพรไปเรื่อยๆตามทิศทางที่เลือกมามั่วๆของเขา จนค้นพบว่าต้นไม้ในป่านั้นแออัดน้อยลงไป อย่างน้อยก็ลดความวุ่นวายลงไปได้พอสมควรในการเดินเท้าเปล่า และร่างกายเปลือยเปล่าแบบนี้
ดงผลไม้คล้ายกล้วยป่าชนิดหนึ่ง ต่างกับกล้วยตรงเป็ทรงกระบอกแท่งสี่เหลี่ยมแปลกตาจากที่เซนเคยเห็น มันอยู่ไม่ห่างจากระยะสายตาของชายหนุ่มมากนัก เขาตัดสินใจเดินไปด้อมๆมองๆดงผลไม้นั้นว่ามีอะไรที่พอใช้ประโยชน์ได้บ้าง
เซนเคยได้ยินว่าต้นกล้วยมีน้ำที่ดื่มได้ แต่ดันจำไม่ได้ว่าจะต้องใช้วิธีไหน รวมทั้งไอ้เ้านี่ก็ไม่ใช่กล้วยที่คุ้นเคยเสียด้วยจึงขอติดไว้ก่อน แต่ที่แน่ๆน่าจะมีผลอะไรไว้กินบ้างก็น่าจะพอแก้กระหายได้ เขาจึงใช้มือขวาบิดผลไม้สีเขียวแบบไม่มีสีเหลืองปนลูกหนึ่งมาลองดู ด้วยความเหนียวของผลไม้ลูกนั้น เขาก็ได้พบว่ามันบิดออกยากมาก ทั้งยังมียางเหนียวเลอะมือไปหมด มีแววว่าเ้าผลไม้นี้น่าจะดิบเกินไปที่เซนจะกระเดือกไหว
ไม่ว่าจะท้องไส้กับลังจะหิวแค่ไหน เซนก็ไม่ลืมที่จะพึงระลึกว่าตัวเองกำลังแก้ผ้าล่อนจ้อนมาั้แ่เริ่ม มีเพียงใบไม้ใหญ่ชั่วคราวที่ทำเอาไว้ก่อนหน้าปิดหนูน้อยของเขาอยู่ ใบของเ้าต้นนี้ก็พอแลดูได้คล้ายใบตอง และพิจารณาว่าเหมาะสมดีที่จะเป็เครื่องนุ่งห่มชั่วคราวไปก่อน เขาจึงคิดที่จะสานมันขึ้นมาเป็เตี่ยวง่ายๆขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้นุ่งแล้วสบาย ไม่เลอะยางก็ขอบคุณแล้ว
ในระหว่างที่เขากำลังสานใบตองเข้าด้วยกัน เขาสังเกตเห็นที่ดาวหกแฉกหลังมือซ้ายของเขาว่ามีอยู่แฉกหนึ่งมุมบนซ้าย และพอเขาหันหลังไปยังทิศทางตรงข้าม แฉกของดาวก็ย้ายไปอยู่ที่แฉกล่างขวาแทน เขาตีความได้ทันทีว่ามันคือการบอก ‘ทิศทาง’ และเพื่อความแน่ใจ เขาหมุนไปรอบๆตัวเพื่อตรวจสอบว่ามันยังคงชี้ไปทิศทางนั้นอีกหลายๆครั้ง และมันก็ใช่จริงๆ มันชี้ไปยังทิศทางเดียว
หากแต่ทิศทางที่ว่านั้นมันกำลังส่องแสงสีแดงอ่อนๆระเรื่ออยู่นั้น เซนสงสัยอยู่สองอย่างว่ามันชี้ทิศทางที่ควรจะไป หรือชี้ทิศทางที่อันตรายกันแน่ เพราะมันขึ้นเป็สีแดงระเรื่อแบบนั้น มันอาจเป็สัญญาณเตือนถึงสิ่งที่ไม่ดีก็เป็ได้
หลังจากที่สานเตี่ยวใบตองอย่างง่ายๆสำเร็จแล้ว เซนก็ยัง้าหาคำตอบจากทิศทางที่ดาวหกแฉกชี้ไป โดยการเดินช้าลงนิดหน่อย พร้อมสังเกตสถานการณ์โดยรอบ และสถานะของดาวหกแฉกไปพร้อมๆกัน
ตอนนี้เซนสามารถเดินได้โล่งๆแบบไม่ต้องใช้ไม้เท้าแหวกป่าแล้วก็จริง แต่หาได้เพิ่มความเร็วในการเดินทางไม่ หากแต่ต้องระวังสิ่งอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างยิ่งยวด เขาสังเกตว่าไฟกระพริบของดาวหกแฉกมีการเปลี่ยนจากสีแดงเป็สีเหลืองอมส้ม เซนคิดว่ามันอาจหมายถึงการใกล้ถึงที่หมาย หรืออันตรายน้อยลง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนสีไปในโทนที่สุภาพขึ้น เซนแอบเบาใจลงเล็กน้อยว่าเข้าใกล้คำตอบมากขึ้นทุกที ตรงหน้าของเขาบริเวณที่เข็มทิศชี้เป็พุ่มไม้สูงระดับหน้าอก ทอดยาวหน้ากระดาน แซมด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยตามความไม่เป็ระเบียบของป่า เขารู้สึกได้ว่าหลังพุ่มไม้นี้น่าจะมีคำตอบแล้วล่ะ เพราะสัญญาณเริ่มเปลี่ยนไปทุกราวๆสิบย่างก้าวที่เขาเข้าใกล้
เซนแหวกพุ่มไม้ด้วยไม้เท้าอย่างเบามือ เพื่อสังเกตการณ์ให้แน่ชัดก่อนทะเล่อทะล่าออกไป และแล้วเขาก็ได้เห็นสิ่งนั้นที่เป็เป้าหมายและของรางวัลที่ควรค่าแก่การเดินทางไกลครั้งนี้
“ภารกิจหลัก: มนุษย์อย่าขาดน้ำได้สำเร็จแล้ว” เสียงของโซลูนาร์ดังขึ้น
“รางวัลที่ได้รับคือ แหล่งน้ำขั้นที่ 1 ยินดีด้วยคุณดัลลาส” ระบบแจ้งเตือนอีกครั้งเป็ผลลัพธ์จากสิ่งที่เซนไม่ได้ตั้งใจทำ
‘น้ำขังบนหิน’ คือรางวัล ‘แหล่งน้ำขั้นที่ 1’ ของภารกิจหลัก ‘มนุษย์อย่าขาดน้ำ’ ที่เขาทำนั่นเอง
เซนดีใจในหลายๆเหตุผล ไม่ว่าจะเป็การหาแหล่งน้ำเจอ แม้จะไม่ใช่แหล่งน้ำที่พึ่งพาได้ระยะยาว แต่ก็ดีพอที่จะผ่านเหตุการณ์หลายๆชั่วโมงนี้ไปได้ รวมถึงเขายังรู้สึกขอบคุณเื่ระบบเอไออย่างโซลูนาร์พึ่งพาได้พอสมควร คงต้องเรียนรู้กันอีก เพราะถ้าลำพังให้เขาหาแหล่งน้ำด้วยตัวเองท่ามกลางป่าที่แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากแมลงร้องระงมก่อนหน้านี้ เขาอาจมีสถานะที่ลำบากกว่านี้มาก
เมื่อเขาส่องลงไปในน้ำ ก็พบกับหนุ่มผมน้ำตาล หน้าตาเ็า ท่าทางยียวนแบบที่เขาคุ้นเคยในกระจกที่เขาไม่ได้ส่องบ่อยเท่าไรนัก ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเหล่านี้ เขาก็พึงพอใจแล้วที่ใบหน้าเขายังเป็ชายวัย 21 เหมือนที่เคยเป็มาได้ แม้จะติดมอมแมมจากการเดินทางเล็กน้อยก็เถอะ
ว่าแล้วเซนก็เอามือขวาวักน้ำดื่มให้หายเหนื่อย แม้น้ำขังจะไม่มาก แต่ก็เพียงพอได้ดื่ม และได้ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นสักครั้ง
‘แซ่ก แซ่ก’ เสียงพุ่มไม้ฝั่งตรงข้ามจากทางที่เซนแหวกเข้ามา มีเสียงของบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในพุ่มไม้นั่น
เซนหยุดล้างหน้าทันที พร้อมเงียบเพื่อตั้งท่ารับกับสถานการณ์ เขามีเพียงไม้เท้าโง่ๆอันหนึ่งเป็อาวุธที่อาจทำได้แค่ขู่เด็กเท่านั้น
“แก๊ซซซซ!!!” เงานั้นะโขู่ฝ่อออกมาจากพุ่มไม้และเผชิญหน้ากับเซน จนเขาผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักพร้อมชูไม้เท้าขึ้น
เซนโล่งใจที่พบว่าเ้าตัวที่โผล่ออกมา มีส่วนหัวคล้ายนกแก้วสีแดงๆ แต่มีปีกเล็กนิดเดียว ยืนขึ้นด้วยสองขา และมีอีกสองขาหน้า ลักษณะโดยรวมคล้ายตัวเมียร์แคตที่มีหัวและขนเป็นกแก้วนั่นเอง เขาอึ้งไปเลยที่เ้าสัตว์หน้าตาประหลาดนี้กล้าเผชิญกับเขา แม้ระดับความสูงขณะยืนของมันไม่เกินหัวเข่าของเซนเท่านั้นเอง
“ชิ่ว!!” เขาตีไม้เท้าลงด้านหน้าของตัวเมียร์แคตที่ดูคล้ายนกแก้วนี้ด้วยใบหน้าที่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ราวกับไล่หมาไล่แมวที่มาอึรดหน้าบ้าน
เ้าตัวเล็กไม่สะทกสะท้านใดๆ แม้เซนจะตีพื้นจนฝุ่นตลบ เขาคิดในใจว่าไอ้เ้านี่มันจิตแข็งไม่เบา สงสัยต้องไล่ให้จริงจังขึ้นกว่านี้สินะ
“แฮ่!!” เซนทำเสียงน่ากลัวขึ้น และเอาไม้เท้าเขี่ยเบาๆไปที่เ้าตัวเล็ก แต่มันก็ไม่ไหวติงใดๆ ซ้ำยังเอียงคอใส่ราวกับสงสัยว่า ‘แกกำลังทำอะไรของแก?’
“แก๊ซซซซซซซ !!!” เ้าตัวนกแก้วเมียร์แคตอีกตัวหนึ่งโผล่มาขู่ฝ่อเพิ่มอีกตัว แต่ตัวนี้มีสีแดงฉานกว่าเล็กน้อย แต่มีหน้าตาลักษณะคล้ายกันทุกส่วนกับเ้าตัวก่อนหน้า หากแต่มีขนาดสูงกว่าเซนซึ่งเป็มนุษย์ถึงสองเท่า ถ้าให้เดาก็คงเป็ผู้ปกครองของมัน และท่าทางไม่เป็มิตรแสดงออกชัดเจน แสงอาทิตย์สาดลงที่แผ่นหลังของมัน เพื่อเผยให้เซนพิจารณาว่ามันตัวใหญ่จนเงาของตัวมันได้ทอดปกคลุมตัวของเขาจนมิดจริงๆ
มันคำรามเสียงดังขึ้นกว่าเดิมสามถึงสี่เท่า ตามด้วยการใช้ขาหน้าตบไม้เท้าของเซนกระเด็น เพราะอาจคิดว่านั่นคืออวัยวะส่วนใดส่วนนึงของเซน ซึ่งถ้าเป็อวัยวะจริงๆ ก็คงกระเด็นไม่ต่างจากไม้เท้าแน่ๆ
เซนวิ่งโกยแน่บอย่างไม่รู้ทิศ รอบกายของเขาเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เขาไม่คุ้นเคย และชัดเจนว่าทิศทางที่เขามุ่งไปนั้นมันไม่ใช่ทางที่เขาเพิ่งผ่านมา แต่ทิศทางไม่ใช่เื่สำคัญในตอนนี้ หากแต่เอาตัวรอดจากเ้าเบิ้มก่อนดีกว่า เพราะเมื่อได้พบเจอตัวประหลาดสูงขนาดนี้ และความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แล้วเป็ใครก็คงไม่กล้าเสี่ยงแน่ๆ ในใจลึกๆของเซนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมเ้าตัวเล็กนั่นมันถึงได้จิตแข็งนัก
เ้าตัวเบิ้มวิ่งอาละวาดเต็มที่ โดยมีทิศทางหลักคือศีรษะของเซน โดยมีเ้าตัวเล็กวิ่งตีคู่กันมาเพื่อให้กำลังใจผู้ปกครองของมัน อย่าให้มันจับได้เชียว มันเอาแน่
ระหว่างที่เซนวิ่งหนีอย่างเอาเป็เอาตาย เ้าเบิ้มก็ไม่หยุดที่จะโค่นต้นไม้เล็กๆในบริเวณ เรียกได้ว่ามันวิ่งได้อย่างอิสระราวกับต้นไม้ไม่ใช่สิ่งกีดขวางของมันเลย เซนรู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่วิ่งจนสุดหัวใจจริงๆ คงจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้
‘แกร๊ก’ เซนเผลอเหยียบอะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว
ก่อนที่จะรู้ตัวว่าสิ่งนั้นคืออะไร ก็มีตาข่ายไซส์ั์พุ่งขึ้นมาห่อหุ้มตัวของเซนจากพื้นดิน แล้วดึงขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างรวดเร็วอย่างเป็ระบบ ก่อนที่เ้าเบิ้มจะเข้าถึงตัว
เ้าเบิ้มที่ตามมาอย่างไม่ลดละก็สังเกตเห็นว่าเซนตกเป็เป้านิ่งแล้ว จึงได้ทำการพุ่งเข้าไปหาหมายเอาชีวิต
โชคดีในโชคร้าย ตาข่ายนั่นอยู่สูงเกินระดับที่เ้าเบิ้มจะเอื้อมถึง แม้มันจะะโ และกระพือด้วยปีกเล็กๆนั่นสักเท่าไหร่ก็ทำได้แค่เกือบๆเฉี่ยวตาข่าย แต่ไม่วาย เซนก็ยังเสียวหวิวๆที่ท้องน้อยอยู่ดี จากการติดกับดักั์นี่ โดยที่เขาไม่ทันได้จัดท่าอะไร ถ้าให้ว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างทุเรศลูกตาไม่น้อย โดยเฉพาะกับสถานะที่ใบตองขาดวิ่นไม่เป็ชิ้นเป็อัน เพื่อให้น้องชายได้ออกมาสูดอากาศอย่างเต็มปอด
เ้าเบิ้มตะเกียกตะกายตามสัญชาตญาณสัตว์อยู่นาน และก็พบว่าไม่มีทางที่มันจะเอาเซนลงมาเคลียร์ปัญหาได้ มันจึงเดินจากไปพร้อมกับลูกน้อยจอมใจแต่โดยดี
เซนติดอยู่ในตาข่ายจนพลบค่ำ เขาพยายามดิ้นทุกวิถีทางจนหมดแรงแล้ว เขามีเวลาตรึกตรองอยู่นานจนคิดได้แล้วว่ากับดักนี่คงเป็ฝีมืุ์นั่นแหละไม่ผิดแน่ แถวนี้ยังไงๆต้องมีมนุษย์
แม้ก่อนหน้านี้ที่เขาพยายามอย่างมากที่จะดิ้นให้หลุดจากกับดักก่อนที่ใครจะมาพบเข้า แต่ตอนนี้เขากลับลดความคาดหวังลง เหลือแค่ว่าขอให้มนุษย์ที่อาจจะเป็มิตรหรือเปล่าไม่รู้ มาเจอก่อนที่เขาจะโดนยุงหามตายเสียก่อน และจะดีมากถ้าคนที่เจอไม่ใช่ผู้หญิง เหตุผลก็เพราะท่าอุบาทว์ที่เขาทำอยู่นั้นมันไม่ควรแสดงต่อหน้าเพศตรงข้ามเป็อย่างมาก
“วูมมม ภารกิจต่อไปมาถึงแล้ว” เสียงจากโซลูนาร์ที่เงียบเหงามาสักพักได้ส่งเสียงขึ้น
ภารกิจหลัก: มนุษย์อย่าขาดมิตร
รายละเอียด: หาเพื่อน
รางวัล: แหล่งพักพิงขั้นที่ 1
ในระยะเวลาไม่นาน ในที่สุดเขาก็เจอแสงจากคบเพลิงสองดวง ค่อยๆย่องเข้ามาบริเวณต้นไม้ที่เขาติดกับดัก
--ผู้ชาย ผู้ชาย ผู้ชาย...
เขาภาวนาในใจ ขอให้ไม่เป็ผู้หญิงที่มาเจอเขาในสภาพนี้
อนิจจา สองคนนั้นมีลักษณะเป็สองพี่น้องหญิงสาวน่ารัก และเด็กผมยาวหน้าตาไร้เดียงสา โดยทั้งคู่ผมบลอนด์สวยเหมือนกัน มาในชุดที่ออกแบบลักษณะชาวเผ่าที่ถักทอหยาบๆด้วยผ้าขนสัตว์ คนพี่ใส่เสื้อผ้าที่เน้นโทนน้ำเงินเข้ม ส่วนคนน้องเน้นไปทางโทนสีบานเย็น
ทั้งคู่ถือคบเพลิงข้างหนึ่ง และหอกแหลมอีกข้างหนึ่ง คนน้องวิ่งนำ แล้วถือคบเพลิงชี้มาที่เซน พร้ะโกนเอะอะเรียกให้หญิงสาวคนพี่ที่หน้าตาน่ารักไร้เดียงสาได้มองที่เซนเต็มๆตา
--โอ้ ไม่นะ...ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เลยเหรอ