เราสองคนไม่ได้คุยกันอีกเลยตลอดทางผมจมอยู่กับคคำพูดนั้นของเขาความไม่เข้าใจและความสับสนเกิดขึ้นอย่างฉับพลันมันส่งผลให้ก้อนเนื้อที่กลางอกเต้นผิดจังหวะอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ตลอดทางผมรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองบ่อยๆโดยเฉพาะเวลาที่รถจอดติดไฟแดงตามแยกต่างๆสร้างความอึดอัดใจไม่น้อยจนต้องพูดทำลายความเงียบ
“เื่เมื่อกี้คุณล้อผมเล่นใช่ไหมครับ”
“พี่พูดจริง”ร่างสูงตอบอย่างไม่มีแววล้อเล่น อีกทั้งสรรพนามแทนตัวก็ยังคงใช้เป็คำว่า ‘พี่’ที่เขาไม่เคยจะพูดกับผมเลยยกเว้นก็แต่วันนั้นที่ผมจำได้ไม่ลืม
“...”
“ภีม พี่พูดจริงๆ พี่ไม่ได้อยากให้เราเป็ตัวแทนของใคร”เขาพูดได้ไม่ทันจบสัญญาณไฟข้างหน้าก็เปลี่ยนเป็สีเขียวทำให้เขาต้องหยุดพูดและตั้งใจขับรถต่อไประหว่างนั้นไม่มีใครพูดอะไรเลยจนรถเลี้ยวเข้าไปจอดที่ใต้คอนโด
หมับ
“คุยกันก่อนสิ” มือใหญ่คว้าข้อมือของผมเอาไว้
เสียงฝนด้านนอกที่โปรยลงมาเสียงดังประสานกับเสียงแตรรถบนถนนทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงที่พูดกันละลองฝนที่สาดเข้ามาทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเราทั้งสองคนยืนหลบอยู่ที่เสาต้นใหญ่ต้นหนึ่ง โดยมีร่างสูงโปร่งของคุรพชรใช้แขนทั้งสองข้างกักตัวผมเอาไว้อากาศเย็นๆและแสงสลัวภายในลานจิดรถทำให้รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยผมกลอกตามมองไปมารอบๆอย่างหวาดระแวง
“เราจะยัดเยียดพี่ให้ภัทรศยาได้จริงๆเหรอ”เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบเสียงเบาข้างหูๆมือใหญ่เลื่อนมาจับที่ไหล่ของผมลูบไล้อย่างเบามือ ลมหายใจร้อนพ่นรดต้นคอและบริเวณหลังหูจนรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้น
“ผม...ผมว่าเราคุยตรงนี้คงไม่เหมาะ”
“ทำไมล่ะ”ร่างสูงเลิกคิ้ว มือก็ยังคงลูบที่ต้นแขนของผมตลอด “กลัวเหรอ”
ผมเม้มปากพยักหน้าพยายามทำตัวให้ลีบมากที่สุดแม้ว่าจะเป็ผู้ชายเหมือนๆกันแต่การถูกคุกคามแบบนี้ก็ไม่ใช่เื่ตลกสักนิดร่างสูงยกยิ้มเ้าเล่ห์แล้วผละออกไปยืนทำตัวปกติ
“ขึ้นไปบนห้องดีกว่าเสื้อผ้าชื้นหมดแล้ว” เขายอกเสียงนุ่มและเดินกลับไปเอาของที่รถทิ้งผมให้ยืนอยู่นิ่งอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง
“ตามมาเร็วไม่ขึ้นห้องหรือไงเดี๋ยวก็ไม่สบาย” เสียงทุ้มเร่งให้ผมรีบเดินตามเขาไป
บรรยากาศอึมครึมภายในห้องมีมาั้แ่่หัวค่ำที่เรากลับจากซื้อของผมเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องในขณะที่คุณพชรนั่งดูทีวีอยู่ข้างนอกฟังจากเสียงแล้วคงจะเป็รากายอะไรสักอย่างเกี่ยวกับหุ้นหรืออาจจะเป็ข่าวเศรษฐกิจผมก็ไม่แน่ใจ ขณะนี้เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่งแล้วและฝนด้านนอกก็ไม่มีทีว่าว่าจะหยุดตกอากาศด้านนอกก้เย็นมากๆขนาดที่อยู่ในห้องก็ยังรู้สึกได้
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังจะนอนแต่เสียงนั้นก็เงียบไปสร้างความสงสัยให้เป็อย่างมากหรือว่าคุณพชรจะมีอะไรหรือเปล่าด้วยความอยากรู้จึงเดินไปเปิดประตูพบว่าด้านนอกไม่พบใครมีเพียงแค่ผ้าห่มผืนใหญ่และกระดาษโน้ตสีขาววางอยู่ที่หน้าประตู
‘ฝนตกอากาศเย็นพี่เอาผ้าห่มมาเพิ่มให้’
ข้อความสั้นๆบนกระดาษทำให้ผมอมยิ้มออกมาเล็กน้อยและหอบเอาผ้าห่มกลับเข้ามาในห้องด้วยหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจนเผลอยกมือขึ้นจับหน้า
ผมทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆดึงผ้าห่มที่เขานำมาให้เมื่อสักครู่ขึ้นมาคลุมตัวจนถึงคางขยับตะแคงเล็กน้อยเพื่อให้นอนได้สบายแล้วก็หลับลงไปทั้งที่มุมปากยกยิ้มอยู่และใบหน้าร้อนผ่าว
ในเช้าวันหลังฝนตกผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอากาศภภายในห้องยังคงเย็นอยู่เช่นเดียวกับเมื่อคืนผ้าห่มผืนหนาที่ร่างสูงนำมาไว้ให้ช่วยได้มากอย่างน้อยๆก็ช่วยให้ไม่ต้องเป็หวัดในเช้านี้
เมื่อล้างหน้าแปรงฟันแล้วจมูกก็ได้กลิ่นหอมของอาหารที่มาจากส่วนของครัวที่เป็มุมเล็กๆใกล้บาร์เครื่องดื่มเมื่อเดินเข้าไปใกล้พบร่างสูงในชุดผ้ากันเปื้อนเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนขึ้นมาจนถึงข้อศอกยืนหลังทำอาหารอยู่หน้าเตา
“ทำอะไรครับหอมมากเลย”
“ตื่นแล้วเหรอ”
“ครับ” ผมตอบเบาๆ
“ไปอาบน้ำก่อนแล้วมากินข้าวด้วยกัน”
“ครับ” ผมตอบรับอย่างรวดเร็วทำราวกับว่าเมื่อวานไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น
อาหารมื้อนี้เป็อาหารแบบง่ายๆเป็เมนูที่ใครๆก็กินกันเป็ปกติ แต่คงไม่เหมาะที่จะกินในตอนเช้าแบบนี้เท่านี้หน้าตาของอาหารบนโต๊ะก็น่ากินไม่น้อยกลิ่นก็หอมชวนให้น้ำลายสอแต่รสชาตินั้นคงต้องชิมก่อนถึงจะบอกได้
“พี่จะให้ผมกินอันนี้เป็อาหารเช้าจริงๆเหรอ”ผมถามเพื่อความแน่ใจ มือก็เขี่ยๆ เส้นแป้งหงิกๆ งอๆ ในจานไปด้วย
“ใช่ หรือคุณมีอะไรให้กินมากกว่าบะหมี่สำเร็จรูป”ได้ยินไม่ผิดกันหรอกที่ใส่เสื้อกันเปื้อน นั่นคือใส่มาทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “หรือคุณอยากกินอะไรกดแอปเอาเองแล้วกัน”
“ไม่เป็ไรครับ คุณอุตส่าห์เข้าครัวโชว์ฝีมือ”ผมฉีกยิ้มกว้างและตักบะหมี่แห้งในจานขึ้นกินคำไม่ใหญ่มากแต่เพียงแค่เส้นบะหมี่อันเหนียวนุ่มัักับลิ้นก็รับรู้ถึงรสชาติกลมกล่อมเค็มๆนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้แย่
เมื่อกินหมดแล้วผมจึงอาสาทำหน้าที่ล้างจานเองส่วนร่างสูงก็ไปนั่งดูทีวีสบายใจ เนื่องจากเขาโชว์ฝีมือทำอาหารเช้าให้แล้วแม้ว่าจะเป็เพียงเมนูง่ายๆ ก็ตาม
“จะไปไหนมานั่งนี่”เสียงเข้มเรียกไว้ก่อนที่ผมจะเดินเข้าห้อง
“ไปเอาผ้าห่มมาคืน”
“ไว้ก่อนก็ได้” เขาบอกแล้วกวักมือเรียกอีกครั้งผมเม้มปากรู้สึกลังเลนิดหน่อย ่นี้ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างสับสน และมีพฤติกรรมแปลกๆไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่
ผมถูกรั้งลงไปนั่งบนตักแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัวแขนทั้งสองข้างของคุณพชรโอบรัดไว้แน่นจนไม่สามารถขยับไปไหนและก็ไม่กล้าขยับด้วยเนื่องจากบางอย่างที่ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าอะไรมันดันอยู่ที่ร่องก้นของผม
“คุยกันก่อน”เขาบอกและกดจมูกลงบนไล่ของผมสูดหายใจแรงฟอดใหญ่
“คุณ...”
“พี่พีทบอกตั้งนานแล้วให้เรียกว่าพี่พีท”
ผมเม้มปากทำตาหลุกหลิกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกคันๆที่หัวใจแปลกๆ
“พี่พีทปล่อยภีมก่อน”
ฟอด
นอกจากเขาจะไม่ปล่อยแล้วยังกดจมูกลงบนซอกคอขอผมฟอดใหญ่
“ท...ทำบ้าอะไร”ผมถามเสียงอึกอักไม่ได้สบตา
“ก็หอมไง”
“ก็รู้ว่าหอม แล้วพี่มาหอมผมทำไมเนี่ย”ผมแกล้งทำเป็โมโหกลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง ตอนนี้รู้สึกร้อนหน้ามากแถมใจยังเต้นแรงจนอกแทบทะลุ
“ผัวหอมเมียแปลกอะไร”
ผมชะงักไปเม้มปากเข้าหากันแน่นหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมียเหรอ?
ไม่ใช่เสียหน่อยก็แค่น้องเมียที่เผลอถูกเปลี่ยนตัวก็เท่านั้นเองผมกัดปากตัวเองเดินเข้าห้องอย่างใช้ความคิด ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆก็มีสายหนึ่งที่ไม่คุ้นเบอร์โทรเข้ามา
“ใครโทรมา” ผมพึมพำกับตัวเองดูจากเบอร์แล้วน่าจะเป็เบอร์ของตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วใครจะรู้เบอร์มือถือผมนอกจากคนในครอบครัวหรือว่าจะเป็แม่ ผมจึงรีบรีบสายในทันที “ครับ ภีมพูด”
“ฮัลโหล นี่พี่เองนะ” ผมเม้มปากเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมานาน
“พี่หายไปไหน”
“ฉันโดนแม่หลอกให้มาแต่งงานกับเ้าของสวนยางแต่เขาก็ดันยกเลิกไปฉันเลยต้องมาใช้แรงงานที่บ้านคุณตาน่ะสิฉันจะกลับกรุงเทพฯ แล้วเรามาเปลี่ยนตัวกัน” พี่ภัทรพูดอย่างรีบร้อน
คำว่ามาเปลี่ยนตัวกันของพี่ภัทรทำให้ใจของผมรู้สึกโหวงๆมันบอกไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้ การที่พี่สาวกลับมามันคงหมดหน้าที่เมียกำมะลอแบบผมแล้วล่ะทว่าทำไมผมไม่ดีใจเลยล่ะไม่ได้สิผมต้องดีใจที่พี่ภัทรกับคุณพชรทั้งสองคนจะได้เจอกันเขาต้องเป็คู่ที่เหมาะสมกันมาแน่ๆ
ผมเผลอกัดปากตัวเองจนเจ็บแต่ทำไมมันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายรู้สึกชาหนึบแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อนมือข้างที่ถือโทรศัพท์อยู่ๆ ก็เหมือนไม่มีแรงตกลงข้างตัวราวกับว่ามือถือมันหนักมากที่ปลายสายยังคงมีเสียงเรียกชื่อของผมดังออกมาเบาๆ
สายตาของผมเลื่อนลอยคล้ายคนสติหลุดดวงตาพร่ามัวมองรอบๆห้องที่อาศัยนอนอยู่นานหลายคืนด้วยความรู้สึกยากจะเอ่ยทำไมนะ? ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่
“ภีม”
เสียงคุ้นเคยของใครคนหนึ่งเรียกผมทว่ามันกลับเบามากเหลือเกินเบาจนผมคิดว่าเสียงนั้นอยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง มือใหญ่วางลงบนบ่าและจับผมพลิกตัวกลับไปเมื่อสายตาพร่ามัวของผมเงยขึ้นมองหน้าเ้าของมือปริศนาถึงได้รู้ว่าเขาคือคุณพชร
“เป็อะไรร้องไห้ทำไม” ตัวผมถูกดังเข้าไปกอดซุกแนบกับอกแกร่งที่อบอุ่นเป็ครั้งแรกที่ผมยอมให้เขากอดแต่โดยดี
มือใหญ่ที่คอยลูบหลังปลอบโยนทำให้ผมอยากจะหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้เื่ราวที่เกิดขึ้นกับเราทั้งสองคนมันกลายเป็ความสัมพันธ์ที่ยากจะได้อธิบายแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่หรือเป็ตอนที่เราเริ่มปรับตัวเข้าหากัน หรือเป็ตอนที่เราทั้งสองคนเริ่มที่จะยอมรับกับเื่ที่เกิดขึ้นหรือว่าเป็ผมที่คิดไปเองคนเดียว
ในตอนที่คิดฟุ้งซ่านถึงขีดสุดเขาดันผมออกจากทำให้อกข้างซ้ายเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง แต่แล้วเขากลับเลื่อนมือลงมากุมมือข้างที่ถือโทรศัพท์ไว้หลวมๆ
“ใครโทรมามีอะไรหรือเปล่า” เขาถามเสียงอ่อนโยนพร้อมและทำท่าจะแย่งมือถือไปดู แต่ผมก็รั้งเอาไว้เสียก่อน
“...” ผมส่ายหน้า ในตอนที่สายตาคมจ้องมองมาที่ตัวเอง
ทำไมผมต้องปิดบังเื่นี้ด้วยทำไมไม่บอกออกไปว่าพี่สาวของผมผู้ซึ่งเป็ภรรยาตัวจริงกำลังจะกลับมาหรือว่าแท้จริงแล้วลึกๆผมอาจจะยังไม่อยากจากที่นี่ไป
“จะไม่บอกจริงๆใช่ไหมว่าร้องไห้ทำไม”เขายังคงถามคำถามเดิมๆ ที่ผมไม่มีคำตอบจะให้
“...”ผมพยักหน้าเช็ดน้ำตาปรอยๆ “ขอโทษครับ ไม่มีอะไรจริงๆ” ผมเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่ยิ้มแล้วลูบหัวผมอีกสองสามที
“ไปไหน” เขาถามขึ้น
“ผมอยากอยู่คนเดียวสักพัก”ผมตอบเสียงเนืองๆ
ตลอดทั้งวันผมเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องตกตะกอนความคิดของตัวเองอนาคตถ้าพี่ภัทรกลับมาผมควรจะทำยังไง ควรจะมีสีหน้าและแสดงออกยังไง แม้ว่าเื่ของผมกับคุณพชรจะไม่ได้เกินเลยไปกว่านั้นแต่ผมก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่ไม่เข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงแต่มันยากที่จะยอมรับว่าตัวเองคิดเกินเลยกับพี่เขย
เงาสะท้อนของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือโดดเด่นมาั้แ่ไหนแต่ไรทาบทับลงบนกระจกบานใหญ่ภายในห้องใบหน้าหม่นหมองอมทุกข์และดวงตากลมที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาคือใบหน้าของคนทรยศที่แอบคิดเกิดเลยกับพี่เขยตัวเอง
น่าสมเพช
“ตัวจริงเขากำลังจะกลับมาแล้ว”ผมบอกกับตัวเองในกระจก “หมดหน้าที่ตัวปลอมอย่างนายแล้ว”
ผมค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาด้วยความยากลำบากมันเป็ยิ้มที่ผมฝืนไว้ก่อนที่จะค่อยๆหุบยิ้มลงแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงซุกหน้าเข้ากับหมอนใบใหญ่ในหัวคิดแต่เื่ของพี่ภัทรทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะกลับมาวันไหน แต่ในระหว่างนี้ผมขอตักตวงความสุขเอาไว้มากๆอย่างคนเห็นแก่ตัวก่อนจะได้ไหมเพื่อในวันที่พี่สาวกลับมาผมจะได้ไม่รู้สึกเสียดายและคืนเขาให้กลับเ้าของที่แท้จริง
ภีมจะคืนให้ทั้งหมด
หลังจากที่โทรหาน้องชายอยู่หลายสายภัทรศยาก็แทบจะกลับไปกรุงเทพฯวันนี้ เ้าน้องตัวดีก็ไม่ยอมรับสายเธอเสียทีจนประมาณ่ทุ่มสองทุ่มเธอจึงเดินไปหน้าหมู่บ้านเพื่อหยอดตู้โทรหาคนเป็น้องอีกครั้งคราวนี้มีคนรับสายเธอจึงได้พูดในสิ่งที่เธอกำลังจะทำต่อไปนี้ทว่ายังพูดไม่จบดีปลายสายก็เงียบไปและมีเสียงของผู้ชายอีกคนแทรกเข้ามาแม้ว่าจะเบาแต่เธอก็ได้ยินว่าทั้งสองคนพูดอะไรกัน เธอจึงเลือกที่จะตัดสายไป
“ไปไหนมา”เสียงของผู้เป็แม่ถามขึ้นภัทรศยาอึกอักก่อนที่จะตอบกลับไป
“ไปโทรศัพท์มาค่ะ”
“โทรหาใคร”ผู้เป็แม่ถามอย่างจับผิด เพราะลูกชายคนข้างบ้านมาบอกว่าเห็นลูกสาวของเธอไปโทรศัพท์ที่หน้าหมู่บ้านหลายครั้งในวันนี้
“โอ๊ยแม่!ภัทรก็ต้องมีสังคมของภัทรบ้างสิคะโทรศัพท์ภัทรแม่ก็เอาไปขายแล้วจะไม่ให้ภัทรติดต่อกับเพื่อนบ้างเหรอคะ”ภัทรทำเป็โมโหกลบเกลื่อน
ในตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ดูจะแย่ลงเมื่อทุกอย่างที่คิดไว้ผิดแผนไปหมดภัทรศยานึกโกรธแม่ตัวเองในใจที่ทำเื่ให้วุ่นวายแบบนี้
“แม่ยังไม่ได้ว่าอะไรนะ”
“อ่อแม่คะอาทิตย์หน้ายัยจอยจะกลับมาจากออสโลขอภัทรไปสังสรรค์กับเพื่อนนะคะ”
“จะไปไหนก็ไป”คนเป็แม่บอกกอย่างขอไปที คุยกับลูกสาวทีไรก็เป็แบบนี้ทุกที
หญิงสาวแอบยิ้มมุมปากเมื่อผู้เป็แม่หันหลังเดินกลับเข้าบ้านแล้วความจริงที่จะไปงานเลี้ยงฉลองที่เพื่อนสาวเธอกลับมาไทยก็ส่วนหนึ่งแต่ความจริงอีกอย่างที่เธอไม่ได้บอกคือจะกลับไปเปลี่ยนตัวกับภีม