“นางน่าจะแซ่จาง นางเป็นคุณหนูใหญ่สกุลจาง” จินเยี่ยหยางให้เบาะแสเดียวที่มีแก่องครักษ์หนิงเพื่อใช้ในการตามหาสตรีตัวน้อย ชื่อบนป้ายหน้าหลุมศพนั้น นามว่าเหมยลี สกุลเดิมเว่ย สกุลหลังแต่งงานจาง ฮูหยินจางเสียชีวิตเดือนสิบเอ็ด รัชศกเทียนจื้อ ปีที่สอง“ท่านอ๋องทราบได้อย่างไร...ว่านางแซ่จาง” องครักษ์หนิงที่ไล่ตามนางและบ่าวของนางไปติดๆ จากสุสานป่าไผ่แปลกใจยิ่ง“นางมาเซ่นไหว้วิญญาณใครสักคนที่สุสานป่าไผ่ ชื่อบนป้ายหน้าหลุมศพมีสกุลเดิมว่าเว่ย สกุลหลังแต่งงานว่าจาง นามว่าเหมยลี เป็นมารดาของนางแน่ๆ” จินเยี่ยหยางคาดเดาล้วนๆ มีเบาะแสย่อมดีกว่าไม่มี การไม่รู้ว่านางเป็นใคร มันทำให้รำคาญใจยิ่งนัก“กระหม่อมจะเริ่มตามหานางเดี๋ยวนี้!”แม่ทัพไร้พ่ายมององครักษ์ข้างกายประสานหมัดทำความเคารพเตรียมจะจากไปทำงานเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองในทันที พลันก็โบกมือไล่“ไปได้”“ขอรับ”“เดี๋ยว!”ผู้ที่ถูกรั้งหมุนตัวกลับมา ยามนั้นดวงตาของจินเยี่ยหยางตกอยู่ที่พิณตงถง ที่เรียกองครักษ์หนิงเอาไว้ เพราะมีงานสำคัญอีกอย่างที่จะสั่งให้ไปทำ“ข้าต้องการพิณตัวใหม่”องครักษ์หนิงเผยแววตาแปลกใจวูบหนึ่ง ไยท่านอ๋องต้องหาพิณตัวใหม่ ในเมื่อพิณตัวนี้ก็หามาเพื่อให้หรงเสวี่ยใช้งานในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่แคว้นจ้าวสถาปนาขึ้นมาครบร้อยปี“กระหม่อมไม่เข้าใจ”“ข้ายกพิณตงถงให้ผู้อื่นไปแล้ว รอนางมารับมันไป”“ท่านอ๋อง พิณตงถงตัวนี้...”“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ข้าจะไม่ให้หรงเสวี่ยแตะต้องมัน!”“เอ่อ...”องครักษ์หนิงอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ท่านอ๋องมีความสนใจในสตรีนางนั้นมากเหลือเกิน ยอดพิณตัวนี้ถึงกับยกให้นางทั้งที่นางก็เอ่ยปากปฏิเสธแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังน้อมรับคำสั่งที่จะทำตาม“กระหม่อมเข้าใจแล้ว แต่กระหม่อมไม่มีความรู้เรื่องพิณแม้แต่น้อย ท่านอ๋องโปรดช่วยบอกชื่อพิณมาด้วยเถิด กระหม่อมจะรีบตามหาให้ในทันที”“ยอดพิณเลื่องชื่ออีกตัวชื่อเฟิ่งถง ถ้าเจ้าหามาไม่ได้ หรือว่าหามาไม่ทันภายในหนึ่งเดือน ก็ให้ทางวังหลวงจัดการเตรียมการเอาเอง” จินเยี่ยหยางยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้มากพอแล้ว ยามนี้ไม่ใคร่ที่จะใส่ใจอีกต่อไป“กระหม่อมเข้าใจแล้ว กระหม่อมจะทำตามคำสั่งเดี๋ยวนี้”“ไปได้”“พ่ะย่ะค่ะ”
ยามไฮ่1 จางหานเฟิ่งยังนั่งอ่านหนังสือภาพวสันต์ร้อน คิมหันต์หนาวอยู่บนตั่งยาวริมหน้าต่างภายในห้องนอนชั้นใน ดวงหน้าจิ้มลิ้มของนางแดงอยู่มิน้อย เพราะนางไม่ใช่สตรีที่ออกเรือนแล้ว นางรู้อยู่หรอกว่าระหว่างชายหญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะมีลูกได้ก็ต้องมีการร่วมหอลงโรงกัน“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เลิกอ่านเถอะเจ้าค่ะ” ตันตันมีสีหน้ากลัดกลุ้มใจอยู่ข้างๆ นางเองก็มิใช่สตรีออกเรือน จึงรู้สึกว่าความกล้าหาญของจางหานเฟิ่งเกินขอบเขตกุลสตรี“เจ้าอยากอ่านหรือไม่” สตรีตัวน้อยช้อนดวงตาหงส์มองสาวใช้ขี้บ่นของตัวเองคมกริบ“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวไม่กล้า” ตันตันโบกไม้โบกมือปฏิเสธพลางส่ายหน้าพัลวัน“ชายหญิง...ต้องทำแบบนี้จริงหรือ” นางหลุบสายตามองภาพวาดและมีเนื้อหาประกอบเพิ่มเติมให้ความบันเทิงอย่างชัดเจนที่อยู่ในมือ“โธ่...คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านเปิดอ่านแล้ว เอามาให้บ่าวเผาทิ้งเถอะเจ้าค่ะ” ตันตันทำตัวราวกับหนังสือภาพเล่มนั้นเป็นอันตรายต่อจางหานเฟิ่งยิ่ง“ข้ายังอ่านไม่จบเลย” คุณหนูใหญ่สกุลจางพลิกหนังสือหน้าถัดไป ใบหน้าของนางใต้แสงเทียนแดงขึ้นเรื่อยๆ เพราะภาพเหล่านั้นวาดได้อย่างโจ่งแจ้งยิ่ง“บ่าวไม่น่าชวนคุณหนูเข้าร้านหนังสือเลย” ตันตันเริ่มต่อว่าตัวเองอย่างเสียใจ “ถ้าฮูหยินที่ล่วงลับไปแล้วรู้เข้า คงโดนดุด่าแน่”“เจ้าไปนอนไป!”“โธ่...คุณหนูใหญ่”“ข้าจะอ่านหนังสือ”“หนังสือภาพลามก บ่าวกลัวคุณหนูใหญ่จะใจแตก”“อย่างข้านี่หรือ...จะใจแตก”จางหานเฟิ่งยกมุมปากยิ้ม จู่ๆ ก็เกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกบทสนทนา เป็นเสียงที่ดังมาจากมุมหนึ่งในห้อง นางปิดหนังสือภาพในทันใด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น“ไปกันเถอะ”ตันตันขยับตัวอย่างว่องไวตามคำสั่ง ปิดประตูเรือนที่พัก คว้าเสื้อคลุมมาคล���มไหล่ให้สตรีตัวน้อย และหยิบเชิงเทียนขึ้นถือ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาสองนายบ่าวเดินไปตามทางลับ ทางที่เชื่อมต่อบ้านสกุลจางไปสู่บ้านอีกหลังที่อยู่ทางด้านหลัง บ้านสกุลจางตั้งอยู่ในเขตฝั่งตะวันตกของเมืองหลวงที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนหาเช้ากินค่ำ ส่วนฝั่งตะวันออกจะมีแต่พวกขุนนางลำดับสูงๆ และคหบดีผู้มีอันจะมีกินเท่านั้น นางใช้เงินซื้อบ้านทางด้านหลังเมื่อห้าปีที่แล้ว เป็นทางออกเพื่อใช้ในการติดต่อกับคนภายนอก และคนผู้นั้นก็กำลังมาหานาง“เจ้า...” หลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวามารอพบ“ท่านลุง...” จางหานเฟิ่งเรียกอย่างสนิทสนมพลางเดินเข้าไปหา ใบหน้ามีรอยยิ้ม ต่อหน้าผู้คนที่หอสุรากุ้ยฮวา นางทำเป็นไม่รู้จักกับอีกฝ่าย ให้หลงจู๊เป็นผู้ออกหน้าแทนนางทั้งหมด“นี่...ข้าเอามาคืนเจ้า” หลงจู๊ส่งเสื้อคลุมสีแดงของจางหานเฟิ่งและเสื้อผ้าของตันตันกลับไป“ขอบคุณเจ้าค่ะที่เป็นธุระให้”“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร...ข้าเข้าใจ” ผู้เฒ่าที่มาหาหัวเราะ ไม่ใช่มาแค่คืนเสื้อผ้าอย่างเดียว แต่มีเรื่องจะพูดกับนางอีกด้วย “จริงสิ คนผู้นั้น...เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเป็นใคร”“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงเล่า” นางหัวเราะ นางพบปะใครเสียที่ไหน“คนผู้นั้นคือองค์ชายสาม”“องค์ชายสาม...จินซีเถียนอย่างนั้นหรือ” นางฟังแล้วเลิกหัวคิ้วขึ้นน้อยๆ“ถูกต้องแล้ว ดูเหมือนองค์ชายสามจะถูกตาต้องใจเจ้าเสียแล้ว” หลงจู๊หัวเราะ ข่าวน่ายินดีแบบนี้ย่อมมาถึงหู“ข้าไม่สนบุรุษ ยิ่งเป็นบุรุษที่หน้าตาดีกว่าข้า ข้าไม่สน!” นางยักไหล่พลางมองไปยังถ้วยชาที่ตันตันเพิ่งจะเทน้ำชาร้อนๆ ใส่ให้หลังจากหายไปต้มน้ำในห้องครัวข้างๆ“อ่า...เจ้าก็รู้ว่าบางทีองค์ชายสามอาจจะได้รับเลือกให้เป็นองค์รัชทายาท” ผู้เฒ่าคิดสนับสนุนให้จางหานเฟิ่งก้าวไปไกลมากกว่านี้ อาจจะเป็นถึงฮองเฮาในอนาคตก็เป็นไปได้“ข้าไม่ชอบการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของวังหลวง อยู่อย่างนี้สบายดีอยู่แล้ว” นางเป่าไอร้อนที่ลอยขึ้นมาจากถ้วยชาก่อนจะก้มหน้าลงจิบสิ่งที่อยู่ในถ้วย“ช่างน่าเสียดายนัก” หลงจู๊มีแววตาผิดหวังวูบหนึ่ง“กล่อมข้าไม่ได้หรอก ท่านลุงก็รู้” นางหัวเราะคิกคัก รอยยิ้มพราวไปทั่วใบหน้า“จริงสิ! มีอีกหนึ่งเรื่อง ผู้ที่ตามเจ้าอีกคนเป็นคนของจินอ๋อง”“คนของจินอ๋อง?” จางหานเฟิ่งฟังแล้วถึงกับเลิกหัวคิ้วดุจใบหลิวขึ้นอีกครั้ง ใจประหวัดนึกถึงบุรุษที่มีแววตาคมกริบ เค้าโครงหน้าคมคาย วรยุทธสูงส่ง และกลิ่นอายน่าเกรงขาม“เจ้าระวังตัวด้วย องค์ชายสามกับจินอ๋องกำลังหาตัวเจ้าอยู่” หลงจู๊ส่งสายตาเคร่งเครียดระคนเป็นห่วงมาให้ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับจางหานเฟิ่ง หอสุรากุ้ยฮวาแย่แน่“เฮ้อ...สงสัยข้าต้องไปทำศัลยกรรม” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบาพลางก้มหน้าครุ่นคิด“ศัลยกรรม?”หลงจู๊เจอคำแปลกประหลาดขึ้นมาก็เลิกคิ้ว จางหานเฟิ่งมักจะนำคำพูดใหม่ๆ มาพูดด้วย เช่น คำว่า ‘ใจแตก’ ที่ตันตันเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อกี้“คือการเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างไรเล่าท่านลุง ท่านแม่ข้าเป็นคนแปลกประหลาดนัก ท่านแม่เป็นคนสอนข้า” นางหัวเราะออกมาราวกับว่าไม่ได้พูดอะไรผิด ปัดความคิดสงสัยของหลงจู๊ไปได้“อ๋อ...ข้าพอรู้จักยอดฝีมือทางด้านการแปลงโฉมอยู่นะ ถ้าเจ้าต้องการ”“ข้าไม่ต้องการ” นางปฏิเสธทันทียิ้มๆ เพราะไม่คิดจะก้าวเท้าออกจากบ้านไปไหน เมื่อเวลาผ่านไปสักสามสี่เดือน คนเหล่านั้นก็จะลืมนางไปเอง“ไม่มีอะไรแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัว” หลงจู๊ขอตัวกลับเมื่อส่งข่าวและส่งของเรียบร้อยแล้ว“เดินทางกลับดีๆ นะท่านลุง” จางหานเฟิ่งยิ้มส่ง“อืม...มีข่าวอะไร ข้าจะมาหาเจ้า”“อย่าลืมสมุดบัญชีของหอสุรากุ้ยฮวาเป็นพอ”“ไม่ลืมแน่ๆ” หลงจู๊รีบโบกมือแย้มยิ้มและก้าวออกไป“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คนผู้นั้นเป็นองค์ชายสามหรือเจ้าคะ” ตันตันตาโตด้วยความตกใจ บุรุษที่นางเพิ่งจะพบเห็นไปเมื่อยามเว่ยคือเชื้อพระวงศ์อย่างนั้นหรือ“ถูกต้องแล้ว”“ส่วนคนที่เจอในศาลาคือจินอ๋อง?” ตันตันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก จู่ๆ ความกลัวก็เข้าจู่โจมหัวใจขึ้นมากะทันหัน นั่นคือบุรุษผู้ที่มีอำนาจรองจากองค์ฮ่องเต้เชียวนะ“ถูกต้อง”จางหานเฟิ่งวางถ้วยชาที่ดื่มหมดแล้วลง นางเตรียมตัวเดินกลับไปยังทางเก่า ขณะที่ตันตันเดินตามหลัง มือหนึ่งถือเชิงเทียน อีกมือหนึ่งถือเสื้อผ้า นางเอ่ยกับบ่าวของนางอีกอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องนี้“เราก็อยู่ในบ้านของเราไป ไม่มีทางหาเราพบหรอก”“เจ้าค่ะ” ตันตันไม่ค้านเลย อยู่ในบ้านก็อยู่ในบ้านสิ ครั้งนี้ถือว่าล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ทั้งสองเข้าเสียแล้ว ช่างน่าหวาดผวายิ่งนัก1 ช่วงเวลา 21.00 - 22.59 น.