“มี่ถาง (น้ำผึ้ง) นอนตื่นสาย เพียงนี้จะยกเครื่องเสวยให้องค์ชายห้าทันหรือไม่”เสียงดัง โวกเวกอยู่ด้านนอก น้ำหวานงัวเงีย ขยี้ตาก่อนจะคลำที่เนื้อตัวของตัวเองไปมา
“ฉันตายแล้วหรือ ทำไมตัวยังอุ่นๆ ”
“ตื่นได้แล้วมี่ถาง”มือของใครคนนั้นเขย่าที่ตัวแรงๆ
“ตื่นแล้วตื่นแล้ว”เงยหน้ามอง ร่างตตุ๊ต๊ะข้างหน้า
“เร็วเข้าเดี๋ยวโดนดุอีก”แม้จะยังงงแต่ก็ไม่อาจขืนตัวไว้ได้เมื่อร่างอ้วนทั้งลากทั้งจูง ไปที่ อ่างล้างหน้า
“ยามเหม่า (05.00-06.59) แล้ว เ้ายังนอนอยู่ได้”บ่นไปด้วยแต่ก็ช่วยน้ำหวานแต่งตัวด้วย จับร่างบางหมุนไปมา
“เราสองคนโชคดีแค่ไหนที่ ได้เข้ามาอยู่ในจวนอ๋องห้าหวางจื่ออี้ตัน ผู้ซึ่งเก่งกาจที่สุดและ..ใจดีที่สุด”น้ำหวานขมวดคิ้วเก่งกาจที่สุด หวางจื่ออี้ตันที่รู้จัก ไม่ได้เก่งกาจ หรือว่า คำพูดขององค์ชายใหญ่เป็ความจริงทุกอย่างจะเริ่มใหม่ อย่างนั้น น้ำหวานก็คงตายไปแล้ว แล้วทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยเพื่ออะไรกัน เหลือเชื่อจริงๆ เป็ไปได้อย่างไรเื่แบบนี้มีแต่ในนิยาย
“ไปกันเถอะ”ซือซีสะกิดน้ำหวานเบาๆ น้ำหวานถอนหายใจก่อนจะก้าวขาออกไปจากห้อง ความหนาวเหน็บแทรกซึมทุกอณูเนื้อ หิมะขาวร่วงหล่นตรงพื้นทางเดินขาวโพลน
“ทำไมมันหนาวอย่างนี้ แล้วยังมีหิมะตกอีก”ยกมือขึ้นกอดอกห่อไหล่ด้วยความหนาว
“ ทนเอาหน่อยเราสองคนเพิ่งจะย้ายเข้ามา อาภรณ์ของสาวใช้ยังส่งมาไม่ถึงเพราะยังต้องตัดเย็บ อีกไม่กี่วันก็คงมีเสื้อคลุมมาให้เราสองคนเ้าผอมบางจึงขี้หนาวส่วนข้าอ้วนถ้วนเช่นนี้จึงไม่รู้สึกว่าหนาวอะไร”ไม่ใช่เพราะผอมบางแต่ เป็เพราะน้ำหวานไม่เคยเจอกับอาการหนาวจนหิมะโปรยปรายเช่นนี้
ร่างสูง ของใครบางคน ถอดเสื้อคลุม ขนสัตว์หนานุ่มส่งให้น้ำหวาน
“รับไป”น้ำหวานหันหน้าไปตามเสียงพูดเบิกตากว้างดวงตาเหลือกถลนในทันทีเมื่อคนตรงหน้าคือ องค์ชายใหญ่ หวางอี้จื้อแต่แววตากลับ มีแววอ่อนโยน กว่าที่เคยเห็น อีกทั้งใบหน้าหล่อเหลา สะอาดสะอ้าน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ในโลกปัจจุบันที่ผ่านมา
“รับไปแล้วค่อยนำไปคืนข้าที่ตำหนักบูรพา”ซือซีกระตุกชายเสืิ้อน้ำหวานให้ ย่อตัวทำความเคารพ หวางอี้จื้อดึงมือของน้้ำหวานมาใกล้ๆ ก่อนจะคลี่เสื้อคลุมห่มคลุมร่างบางให้อย่างอ่อนโยน แต่น้ำหวานกับขืนตัวไว้
“ฮัดชิ่ว”หวางอี้จื้อส่ายหน้าไปมาพร้อมกับถอนหายใจ
“นางกำนัล เช่นเ้ามีสิทธิ์ดื้อดึงด้วยหรือ เพราะเ้าดื้อดึงเช่นนี้จึงทำให้ไอเย็นเข้าแทรก ข้าเห็นทีต้องพูดกับน้องห้า ให้สั่งสอนพวกเ้าเสียใหม่” น้ำหวานย่นจมูกด้วยความเคยตัว หวางอี้จื้อยิ้มก่อนจะส่ายหน้า
“ไปเถอะวันนี้ข้ามาเสวยเช้าพร้อมน้องห้า” ซือซีสะกิดน้ำหวานให้ก้าวเดิน
หวางอี้จื้อมองตามน้ำหวานตาไม่กะพริบ พร้อมกับอมยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง
“องค์ชายใหญ่ใจดีที่สุด”ซือซีเปิดฉากพูด มือก็สารวนกับการหั่นผัก
“เป็เื่จริงหรือ”
“จริงแท้แน่นอนใครๆ ก็ต่างเอ่ยปากว่าองค์ชายใหญ่ใจดีที่สุดในวังหลวงแห่งนี้และในบรรดาองค์ชายทั้งห้า อีกทั้ง ใบหน้าหล่อเหลางดงาม หากจะ เปรียบกับองค์ชายห้าแม้จะหล่อเหลาองอาจกว่าแต่ องค์ชายห้า...ของเรา”ก้มลงกระซิบที่ข้างหูน้ำหวาน
“เอาแต่ใจที่สุดในวังหลวง”
“ซือซีเ้านี้วันๆ พูดไม่หยุดหากพูดมากอย่างนี้ข้าส่งเ้าไปช่วยหอซักล้าง เพราะเ้าคงจะซักเก่งเหมือนปากของเ้า”แม่ครัววัยกลางคนดุซือซีที่ หุบปากนิ่ง น้ำหวานยิ้มน้อยๆ กับท่าทีของซือซี
“ยกเครื่องเสวยได้แล้ว” ถาดเครื่องเสวยถูกวางลงบนมือของน้ำหวาน
“ไปเถอะมี่ถางข้ามีเื่เล่าให้เ้าฟังมากมายเมื่อวานพี่สาวนางกำนัลท่านหนึ่งเมตตาเล่าให้ข้าฟัง”ซือซียังไม่วาย
ทางเดินปูด้วยหินลาดยาวสู่ตัวตำหนักใหญ่ตรงกลางที่คุ้นตาน้ำหวานยืนตะลึงมองความงดงามภายนอกที่หาไม่ได้ในสมัยปัจจุบันทั้งๆ ที่เป็ตำหนักเดียวกันอาคารเดียวกันแต่ตอนนี้ราวกับภาพฝัน ดอกเหมยสีชมพูสลับกับสีแดง สวยงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก พื้นกำมะหยีสีเขียวจากใบหญ้าตัดกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นสีแดงปนชมพูละลานตาน่าทิ้งตัวลงนอน ตัวตำหนักที่เป็สีน้ำตาลสลับทอง งดงามแปลกตา ส่วนปีกของตำหนักยื่นเป็ทางเดินและระเบียงทอดยาวไม่เหมือน พิพิธพัณฑ์ที่เห็นในโลกปัจจุบันที่ถูกลดถอนส่วนต่างๆ ลงไปจนเหลือแต่ตัวอาคารตั้งตระหง่านเพียงอย่างเดียว
“เ้า”เสียงเรียกจากด้านหลังน้ำหวานผินหน้ากลับไปมอง ร่างสูงชะลูด ผิวขาวอมชมพูที่คุ้นตาใบหน้าหล่อใส ที่เคยเห็น น้ำหวานเผลอยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“หวางจื่อี้ตัน”
“คุกเข่า ใครให้เ้าเอ่ยนามข้า”ซือซี ดึงตัวน้ำหวานให้คุกเข่าละล่ำละลักเสียงสั่น
“ท่านอ๋องโปรดอภัย นางเพิ่งมาใหม่อาจตื่นเต้นเกินไปจนลืมตัว”ซือซีแก้ไขสถานการณ์ให้
“คุกเข่า สามชั่วยามต่อไปจำไว้ห้ามเอ่ยนามข้า”
“อะไรกัน นายจำฉันไม่ได้หรือ”น้ำหวานอดที่จะพูดไม่ได้ก็ในเมื่อเพิ่งจะพบกัน ทำไมหวางอี้ตันถึงมีท่าทีเ็าเช่นนี้ หวางจื้ออี้ตันส่ายหน้าไปมา
“พูดจาเลอะเลือน”ก้าวขาออกจากตรงนั้นไป ซือซีกระตุกแขนเสื้ออย่างแรงเมื่อน้ำหวานทำท่าทีฮึดฮัด
“เ้าพูดถึงอะไรกันข้าไม่เข้าใจ”ซือซีถาม น้ำหวานหน้าตูมถอนหายใจ
“ช่างเถอะ เ้ารับเครื่องเสวยไป ข้านั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้เอง”ซือซี ส่งสายตาเห็นใจ
“สามชั่วยาม นานหน่อยเ้าคงจะลำบากแย่ องค์ชายห้าใครๆ ก็รู้ว่า...เป็คนที่เอาแต่ใจ ข้าเอาเครื่องเสวยไปก่อน หากช้าเกรงว่าเดี๋ยวองค์ชายห้าจะหิวแย่”น้ำหวานพยักหน้า ก่อนจะส่งถาดเครื่องเสวยให้ซือซี
ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นดีหน่อยที่มีร่มไม้แดดอ่อน ไม่เท่าไหร่หากแดดแรงมาจะทำอย่างไร ว่าแต่ทำไมองค์ชายหลงยุคคนนั้นถึงจำน้ำหวานไม่ได้ จะว่าไปองค์ชายใหญ่ก็จำน้ำหวานไม่ได้เช่นกัน