ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่นาฬิกาโบราณ ที่มีลูกตุ้มเหล็กแกว่งเป็จังหวะอย่างจดจ่อหัวใจเต้นแรงเร็วเหมือนกับปืนกลด้วยตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยขณะชะเง้อคอมองลอดผ่านประตูบ้านไม้สักทองกรุลวดลายอ่อนช้อยงดงามอย่างไม่กลัวคอจะยาวหูก็แววฟังคนรับใช้ที่ถูกสั่งการให้ไปดูลาดเลาจากบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงว่ามีรถกลับเข้ามาหรือยัง
ใบหน้ารูปหัวใจแย้มยิ้มจนแก้มแทบจะปริประกอบกับดวงตากลมโตเป็ประกายสุขสมเพราะการรอคอยเป็เวลาหลายปีกำลังจะสิ้นสุดลงไปในเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า
คนที่เธอรักมาั้แ่เริ่มแตกเนื้อสาวกลับมาแล้ว...พี่สองกลับมาแล้วพี่สองจะจำเธอได้ไหม จำสาวน้อยที่อยู่บ้านชิดติดกันเด็กตัวเล็กที่คอยร้องไห้โยเยเดินตามติดไปโรงเรียนทุกวัน คอยอ้อนวอนขอขึ้นขี่หลังเพราะหวงเมื่อมีสาวน้อยหน้าแฉล้มคอยเมียงมองและส่งสายตาหวานให้ไม่รู้ว่าพี่สองจะยังคงจำเธอได้หรือเปล่า
ยิ่งคิดมณีมณฑ์ก็เริ่มกังวลและขลาดกลัวฟันขาวสะอาดขบกัดปลายเล็บตัวเองแรงๆ หลายปีมานี้เธอเฝ้ารอฟังข่าวศรวัณจากบ้านใกล้ๆเป็ประจำ ก็รู้บ้างไม่รู้บ้างให้พอชื่นใจได้ว่าชายหนุ่มยังคงไม่มีในหัวใจแต่ปีกว่ามานี้เธอกลับไม่ได้ข่าวคราวของอีกฝ่ายเลยสักนิด ไม่ว่าจะเพียรสอบถามข่าวยังไงก็ไม่เคยมีใครตอบกลับมา
“มาแล้วค่ะคุณผึ้งมาแล้วค่ะ” แน่งน้อยสาวใช้วัยไม่ถึงยี่สิบปีที่แม่จำต้องเลี้ยงไว้เพื่อคอยดูแลเธอซึ่งมักจะเป็ลมอยู่บ่อยครั้งวิ่งกระหืดกระหอบพร้อมเสียงะโเสียงดังร้อนไปถึงหญิงวัยกลางคนซึ่งก้าวบันไดลงมาต้องดุเสียงเขียว
“มีอะไรน้อยะโเสียงดังลั่นบ้านเชียว” มณีวรรณไม่เพียงดุด้วยใบหน้าและสายตาแต่ยังจะดุด้วยคำพูดสำทับไปอีก“ฉันสอนแล้วใช่ไหม มาอยู่บ้านนี้ต้องให้ทำตัวเรียบร้อย สำรวมไม่ทำตัวกระโดกกระเดกเหมือนม้าดีดกะโหลก”
หญิงวัยกลางคนที่ยังคงความสง่างามและสวยใสทั้งใบหน้าและเรือนกายที่แม้จะผ่านการมีบุตรมาแล้วแต่รูปร่างก็ยังคงอรชรอ้อนแอ้นไม่ผิดแผกเมื่อตอนสาวๆ เดินมานั่งใกล้กับบุตรสาวมือเล็กคว้าหมอนอิงถักจากเส้นไหมเนื้อนุ่มงานจากฝีมือของนางเองออกไปเพื่อจะได้ใกล้ชิดบุตรสาวมากขึ้น
“เราก็เหมือนกันผึ้งใช้น้อยไปทำอะไรอีกแล้วฮึ” มณีวรรณถามน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนก็จริงแต่ก็คาดคั้นเอาคำตอบดวงตาจับจ้องร่างลูกสาวอย่างค่อนข้างจะแปลกใจกับการแต่งกายด้วยชุดใหม่ที่เพิ่งจะอ้อนให้เธอพาไปซื้อเมื่อสองสามวันก่อน
ริมฝีปากและใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับเป็สีชมพูเรื่อโดยธรรมชาติมีแววเขินอายและดวงตาที่สุกสกาวใสเห็นแล้วให้แปลกใจเป็อย่างยิ่ง
“มีอะไรหรือเปล่าลูกหน้าตาสดใสเชียว” มณีวรรณลูบแผ่นหลังลูกสาวอย่างรักใคร่ระคนเอ็นดู “ว่าไงลูกมีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่านี่ค่ะไม่มีอะไรสักหน่อย”มณีมณฑ์ตอบกลับพลางยกมือขึ้นปัดปลายจมูกโด่งปิดบังอาการเขินอายของตัวเองจากสายตามารดาที่ดูจะรู้ทันเธอไปหมดเสียทุกอย่าง
“ไม่มีจริงหรือ แม่ไม่อยากเชื่อหนูเลยนะผึ้งท่าทางแบบนี้กำลังคิดจะไปทำอะไรไม่ดีกับน้อยอีกแล้วใช่ไหม”
ดวงตาคมหวานปรายไปคาดคั้นสาวใช้ร่างเล็กที่นั่งอยู่ไม่สุขยิ่งได้เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลน อ้าปากจะพูดอยู่ก็หลายครั้งแต่ก็รีบยกมือขึ้นปิดปากเสียทุกทีไปของแน่งน้อยก็ทำให้มณีวรรณเกิดความสงสัยยิ่งขึ้น เธอมองเด็กรับใช้และลูกสาวสลับกันไปมาคาดคั้นหาคำตอบ
ถ้าลูกสาวเป็เหมือนกับเด็กสาวทั่วไปก็จะไม่เป็ห่วงขนาดนี้หรอก แต่มณีมณฑ์เป็เด็กที่สุขภาพค่อนข้างจะอ่อนแอตากแดดหน่อยก็เป็ลมล้มพับ ฝนตกยังไม่ทันจะถูกไอฝนก็ป่วยเป็ไข้หวัด สารพันที่จะเป็ได้แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เป็ห่วงได้ยังไงกัน
“ว่าไงน้อย คิดจะพาคุณผึ้งไปทำอะไรอีกถ้าคุณผึ้งป่วยฉันจะหักเงินเรานะ” มณีวรรณขู่
“โธ่...แม่ขาน้อยไม่ได้ชวนผึ้งไปทำอะไรสักหน่อย” ผู้อ่อนวัยกว่าพูดออดอ้อนเสียงหวานใสร่างเล็กบางเอนกายพร้อมปลายนิ้วยาวเรียวที่ยกขึ้นแนบปากห้ามแน่งน้อยไม่ให้พูดเื่ที่ให้ไปสืบเธอรีบสอดแขนเรียวเข้าระหว่างเอวเล็กของมารดา
“ไม่มีอะไรจริงๆค่ะแม่” มณีมณฑ์รีบบอก ขณะสะบัดมือไล่แน่งน้อยให้ถอยห่างไปก่อนที่ความลับจะแตกทำให้อายมารดาที่พร่ำตักเตือนหนักหนาว่าอย่างคิดใหญ่เกินตัวด้วยไม่อยากให้ผิดหวังและช้ำชอกใจเพราะเธอไม่คู่ควรกับศรวัณ
ในตอนแรกพ่อและแม่ของศรวัณก็รักและเอ็นดูเธออยู่พอสมควรแต่พอเธอเติบโตเป็สาว ความรักใคร่และเอ็นดูก็เริ่มจืดจางรวมถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินจนแทบจะไม่ค่อยจะสุงสิงกันในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือคนที่จะมาเป็สะใภ้ของตระกูลนิโรจน์อนันต์จะต้องเป็หญิงสาวที่มีฐานะและชาติตระกูลที่เท่าเทียมกันดูอย่างพี่ชายคนโตที่รักกับสาวคนหนึ่งั้แ่ทั้งคู่ยังเรียนมหาลัยหวังว่าจะได้แต่งงานกันเมื่อเรียนจบ กลับต้องคลาดกันไปเพราะฝ่ายหญิงมีฐานะตกต่ำลงคุณใหญ่ต้องไปแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่เลือกให้
ที่สำคัญก็คือคนที่เธอรักให้ความรักและสนิทสนมต่อเธอแบบน้องสาวเท่านั้นเองหาใช่รักแบบคนที่้าจะร่วมเป็คู่ครองคำสัญญาที่เคยให้ไว้ก็เพียงเพราะ้าให้เด็กน้อยอย่างเธอทำใจได้กับการไปเรียนต่อของเขาเท่านั้นเองอีกทั้งฐานะทางสังคมก็แตกต่างกัน ครอบครัวเธอเป็เพียงแค่พ่อค้าแม่ค้าขายของที่โชคดีหน่อย ของที่ขายคุณภาพดีและราคาไม่แพงเลยขายดีในขณะที่ครอบครัวของศรวัณเป็นักธุรกิจมีชื่อ มีทั้งเงินทองและหน้าตา
“ผึ้งรู้ค่ะแม่” ‘แต่ผึ้งก็หักห้ามใจตัวเองไม่ให้รักพี่สองไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ’ มณีมณฑ์ต่อท้ายคำตอบด้วยใจที่หมองเศร้าเล็กน้อย
หลายปีที่ศรวัณไปเรียนต่อเมืองนอก เธอได้แต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่ชายหนุ่มจะติดต่อกลับมาแต่ก็ไม่เคยเลยที่ชายหนุ่มจะส่งข่าวคราวมาถึงเธอตามคำสัญญา อย่าว่าแต่ติดต่อมาเลยตอนที่อยู่ใกล้ชิดกัน วันสำคัญของเธอ เขาก็ไม่เคยที่จะมีคำอวยพรหรือของขวัญให้เลยคงเป็เธอที่เฝ้าคอยมองดูเขาอยู่ด้านหลังตลอดมา
ใบหน้านวลใสซีดเผือดลงฟันกระต่ายสองซี่ขบกับริมฝีปากอวบอิ่มที่เหมือนกับราดด้วยน้ำเชอรี่ฉ่ำนุ่มจนเจ็บแปลบน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างปวดแปลบใจ เมื่อความรู้สึกที่มอบให้ไปไม่ได้รับการตอบสนองกลับมาอย่างที่ใจ้า
แต่ไม่!มณีมณฑ์สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เธอจะไม่ยอมแพ้หรอกยังไงก็จะใช้ความน่ารักใสซื่อไร้เดียงสาและร่างกายที่อ่อนแอให้เป็ประโยชน์เรียกความสนใจและพยายามดึงเอาหัวใจศรวัณมาให้จงได้ประกายในดวงตากลมโตมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
“รู้ก็ดีแล้วลูก เรากับเขามันคนละชั้นกันไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ไม่คู่ควรกัน แม่รักหนูถึงอยากให้หนูหักใจจะได้ไม่ต้องเ็ปเวลาที่พี่สองมีคนอื่นเคียงข้างกาย”อย่างศรวัณ ด้วยหน้าตาที่เห็นมาั้แ่เด็กกับฐานะทางบ้านเป็ไปไม่ได้เลยที่ตอนนี้จะไม่มีหญิงคนไหนอยู่เคียงข้าง เธอไม่อยากให้มณีมณฑ์เจ็บช้ำใจ
มณีวรรณลูบผมดกดำหนานุ่มเป็เงางามของบุตรสาวอย่างกลัดกลุ้มใจและเป็กังวลด้วยรู้ดีว่าถึงแม้มณีมณฑ์จะตอบกลับมาแบบนั้น แต่ลูกสาวคนนี้เป็คนดื้อเงียบถึงแม้จะรับปากแล้ว แต่ถ้าไม่พอใจก็จะไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ได้
“แม่ได้ข่าวมา ทางพ่อแม่คุณสองมีว่าที่ลูกสะใภ้ที่ถูกใจแล้วหนูตัดใจดีกว่าผึ้ง ฝืนไปก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บช้ำมากเท่านั้น”ไม่ได้อยากพูดให้ช้ำชอกใจนะ แค่อยากเตือนให้มณีมณฑ์ตัดใจจากศรวัณเสียทีฝืนเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยว ก็รังแต่จะทำให้ตัวเองต้องเ็ปชอกช้ำมากขึ้นเท่านั้น
“ที่เตือนเพราะแม่หวังดีและรักหนูนะลูกรักเขาข้างเดียว มีแต่รังจะทำให้เราเจ็บช้ำ”
คำพูดจากปากมารดาเสมือนมีดเฉือนหัวใจเธอ ลำตัวกลมกลึงสั่นสะท้านไหว เกิดอาการหายใจติดขัดแต่ก็รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกเ็ปที่มีด้วยการก้มหน้าลงมองสองมือของตัวเอง
“มะ...แม่รู้ได้ยังไงคะ”มณีมณฑ์ถามเสียงแห้ง ใจหนึ่งก็เชื่อว่าข่าวของแม่น่าจะมีมูลความจริงหากอีกใจก็แย้งว่าไม่จริงหรอก เพราะไม่เคยได้ยินข่าวนี้จากบ้านศรวัณมาก่อน
“แม่ได้ข่าวมาจากไหนยังไงหนูไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเมื่อคุณสองกลับมา ก็จะต้องเข้าพิธีหมั้นกับผู้หญิงที่พ่อแม่เขาหาให้ก็พอแล้วลูก”
เพราะมณีมณฑ์ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เลยไม่รู้ข่าวที่เขาเล่าลือกันในวงสังคมเื่ที่สองตระกูลใหญ่กำลังจะเกี่ยวดองเป็ทองแผ่นเดียวกันไม่ว่าจะฐานะหรือรูปโฉมโนมพรรณ รวมไปถึงการศึกษา คนที่ครอบครัวศรวัณเลือกไว้เหนือกว่าบุตรสาวของเธอทุกด้าน แล้วมณีมณฑ์จะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ล่ะที่สำคัญก็คือ ศรวัณไม่เคยมีใจให้กับลูกสาวเธอเลย
“ไม่เอาค่ะแม่ไม่พูดเื่ไม่สบายใจแล้ว หนูหิ้วหิว” มณีมณฑ์ยกมือขึ้นลูบไล้ท้องพร้อมยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีภายในหัวใจ “แม่ไม่มีอะไรกับผึ้งแล้วใช่ไหมคะถ้าอย่างนั้นผึ้งไปก่อนนะคะ” มณีมณฑ์เห็นแน่งน้อยสาวแอบโผล่หน้ามามองหลายครั้งแล้วก็รีบขอตัวออกจากอ้อมกอดมารดาโดยไว
“เดี๋ยวผึ้งหนูจะไปไหนลูก” มณีวรรณร้องถามด้วยเห็นว่าในวันนี้ถึงแม้แดดจะออกจ้าก็จริงแต่ลมก็พัดแรง บนท้องฟ้าก็รู้สึกเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกสีเทาลอยอยู่จนกลัวว่าฝนจะตกลงมาทำให้ลูกสาวของนางป่วยเป็ไข้ไปอีก
“หนูจะออกไปดักรอพี่สองค่ะ”มณีมณฑ์ร้องบอกก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองอย่างเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป“เฮ้ย! ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ หนูจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่สวนสาธารณะแป๊บเดียวเอง แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ จะรีบไปรีบกลับค่ะ”
แจ้งสถานที่ซึ่งเป็ที่ประจำของเธอสวนสาธารณะที่มีสระน้ำใสแจ๋ว สนามหญ้ากว้างใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันที่แข่งกันชูช่ออวดความสวยงามต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น อากาศที่สดชื่น อาหารอร่อยจนไปซื้อทานได้บ่อยหากว่าไม่มีอาการทางร่างกาย อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่นานก็ถึงแม่เลยไม่เป็ห่วงและกังวลยามที่เธอไปยังที่แห่งนั้น
“อย่าไปเถลไถลที่ไหนเข้าละทานเสร็จก็แล้วรีบกลับ”มณีวรรณร้องเตือนพร้อมส่ายศีรษะอย่างระอิดระอาในความกระโดกกระเดกของลูกสาวใบหน้าที่ยังคงความงดงามหันไปมองรูปสามีที่ตอนนี้ไปรับซื้อของจากแหล่งผลิตจากทั้งเหนือและใต้มาจำหน่ายถ้าสามีอยู่ เธอก็จะมีที่ปรึกษาหาทางออกกับเื่นี้เพื่อป้องกันเื่ร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
“ค่ะแม่ ผึ้งจะรีบกลับ”มณีมณฑ์ตอบกลับอย่างดีใจที่แม่ไม่ห้ามเพราะแม่คงจะไม่ได้ยินคำตอบแรกของเธอเมื่อครู่ หญิงสาวรีบถลาวิ่งออกจากบ้านเหมือนกับนกน้อยที่หลุดออกจากกรงทองไปยังจุดหมายปลายทางที่ปรารถนาด้วยใจร้อนรนกระวนกระวายอยากจะเห็นหน้าผู้ที่กำเอาดวงใจไว้อย่างที่สุด
ใบหน้านวลแดงปลั่งด้วยเืลมที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายด้านหน้าทั้งสองซี่อย่างชัดเจนในดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสเริงร่าวิ่งไปหยุดแอบแดดร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กับประตูรั้วอันลอยหน้าบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์แม้จะล่วงเลยพ้นเดือนเมษายนไปเกือบจะครึ่งเดือนแล้วแต่อากาศรอบข้างจะร้อนจนตับแทบจะสุกไหม้แต่มณีมณฑ์ก็ไม่แม้แต่จะคิดสนใจ
“ว่าไงน้อย พี่สองมาถึงแล้วใช่ไหม”หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงหวานนุ่มที่เจือไปด้วยอาการกระหืดกระหอบเล็กน้อยเธอกวาดมองไปในบริเวณบ้านมองหาคนที่หัวใจร่ำร้องอยากจะเห็นหน้าคนที่เธอเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนานหลายปี
หัวใจสาวน้อยแรกรุ่นเต้นรัวเร็วเหมือนกับมีคนกระหน่ำตีกลองอยู่ภายในด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นมีเพียงแค่เธอที่เฝ้ามองศรวัณด้วยใจรักและภักดี จากเพียงแค่ความชื่นชอบในท่วงท่าการพูดจารูปกายที่โดดเด่น ใบหน้าอันหล่อเหลามีเสน่ห์จนเป็ที่ชื่นชอบของสาวๆ ในโรงเรียนแต่ทุกครั้งข้างกายชายหนุ่มจะมีเพียงแค่เธอเสมอ
แล้ววันหนึ่งก็เหมือนกับฟ้าฟาดลงกลางศีรษะเมื่อจบมัธยมปลายอีกฝ่ายก็บอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก หัวใจเธอเหมือนกับถูกคมมีดกรีดด้วยความปวดร้าวกับคำว่ารอคอยอย่างไร้ความหวังเพราะั้แ่จากไปก็ไม่มีการติดต่อกลับมาหาเลยแม้สักครั้งใบหน้านวลหมองเศร้าลงเมื่อนึกถึง่เวลาหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างหักห้ามไว้ไม่อยู่
ครู่ใหญ่กว่าที่มณีมณฑ์จะดึงสติที่จมอยู่กับอดีตกลับมาเธอชะเง้อจนคอยาวมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่แต่ระยะทางจากประตูบ้านกับคฤหาสน์นั้นห่างไกลกันหลายร้อยเมตรเลยมองไม่เห็นคนที่คงจะนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถงของบ้าน เธอจึงได้แต่เสียดายที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคนที่เฝ้ารอคอย
“ค่ะคุณผึ้งน้อยเห็นเต็มสองตาเลยค่ะ คุณสองจากรถและตรงเข้าไปกอดคุณแม่หอมแก้มซ้ายแก้มขวาอย่างคนที่คิดถึงกันม้ากมาก”แน่งน้อยเน้นเสียงให้ฟังแล้วน่าสนใจแต่สิ่งหนึ่งที่คนรับใช้ร่างเล็กกะทัดรัดกลมเหมือนลูกขนุนไม่กล้าบอกผู้เป็นาย ด้วยกลัวว่าถ้าหากมณีมณฑ์รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอทั้งรักทั้งคลั่งไคล้ชนิดที่ว่าจะกินจะนอนก็ถวิลหามีหญิงสาวอีกคนอยู่เคียงข้างกาย
แม้ว่าระยะห่างจากรั้วบ้านและเทอร์เรสจะไกลกันแต่คนที่จับตามองอยู่ก็เห็นอย่างชัดเจน ตอนที่ศรวัณก้าวลงมาจากรถ เขาไม่ได้ลงมาเพียงคนเดียวแต่มีสาวร่างสูงโปร่งก้าวเดินตามลงมา สองกายที่ยืนแนบชิดกันโดยที่แขนของศรวัณโอบอยู่ที่เอวดูแล้วเหมาะสมกับเป็ที่สุด
“นั่งไงคะนั่นไงคุณผึ้ง ออกมาแล้วค่ะ ออกมาแล้ว”แน่งน้อยบอกนายสาวพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้กั้นเสียงร้องอุทานที่จะเปล่งออกเมื่อเห็นว่าศรวัณไม่ได้เดินออกมาจากบ้านเพียงลำพัง หากข้างกายมีสาวสวยผมสีทองสุกปลั่งจนเห็นแต่ไกลตามติดมาอย่างแนบชิด
“ยายบ้านั่นเป็ใครทำไมถึงไปยืนอีอ๋อแนบชิดกับพี่สองของฉันแบบนั้น” มณีมณฑ์เปล่งวาจาเกรี้ยวกราดในดวงตาเป็ประกายลุกโชนเป็ไฟ
ความโกรธเกรี้ยว อิจฉาริษยาอัดแน่นในทรวงจนหายใจแทบจะไม่ออกจนมณีมณฑ์ต้องรีบยกขึ้นลูบอก พยายามบอกกับตัวเองว่าให้ใจเย็นๆก่อนที่ไฟจากทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ร่างกายที่เริ่มจะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์อีกทั้งยังออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะกลายเป็ยายขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่งสามวันดีสี่วันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใบหน้าซูบซีดไร้ซึ่งสีเืเหมือนกับซากศพริมฝีปากซีดเผือดและแตกระแหง ดวงตาลึกโป๋หาความสดใสและร่าเริงได้เลยเช่นที่ผ่านมา
“ใจเย็นๆนะคะคุณผึ้งใจเย็นๆ ” แน่งน้อยปลอบประโลมนายสาวสุดรักด้วยความเป็ห่วง “เดี๋ยวน้อยไปสืบเื่ผู้หญิงผมทองคนนั้นให้นะคะ”มือเล็กดำหยาบกระด้างยื่นไปลูบแขนนายสาวเบาๆ
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงน้อยดูยายบ้านั่นทำสิ” มณีมณฑ์กัดฟันพูดกับสาวใช้คู่ใจในอกเหมือนมีฟองอากาศที่อยู่ในขวดน้ำส้มซึ่งถูกเขย่าแรงๆ จนะเิแตกกระจายออกเมื่อเห็นสองหนุ่มสาวที่ยืนเคียงข้างกันอยู่เปลี่ยนสถานะจากการยืนแนบชิดเป็สวมกอดกันแล้วผู้หญิงก็เขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย ส่วนศรวัณก็โน้มใบหน้าลงมาแล้วประกบจุมพิต
เขา...จูบกัน!
เขากำลังจูบกัน!
เจ็บแปลบ! ใจเธอเหมือนจะขาดด้วยคมมีดที่กรีดลงไปบนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ในอกเต็มไปด้วยเปลวไฟที่แผดเผาหัวใจให้แหลกสลายกลายเป็เถ้าธุลีทำไมถึงได้เจ็บแบบนี้ น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าและไหลออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว
“คุณผึ้งคุณไม่เป็อะไรนะคะ”น้อยถามนายสาวที่ตอนนี้เซไปยืนอิงประตูรั้วที่สร้างด้วยอิฐสีสวยและเหล็กแหลมซึ่งถูกแดด่กลางวันเผาจนร้อนระอุผิวกายสีขาวอมชมพูกลายเป็สีแดงเหมือนถูกเผาไปในทันควัน แต่สิ่งเ่าั้ก็ยังเจ็บสู้ที่หัวใจไม่ได้
“ไม่...ไม่เป็อะไรน้อยฉันไม่เป็ไร” มณีมณฑ์รีบตอบกลับ พลางยกมือขึ้นโบกเบาๆก่อนจะซับเหงื่อบนใบหน้าที่แดงปลั่ง ลมหายใจก็หอบแรง ขาเรียวยาวสั่นจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่แต่สาวน้อยร่างบางเหมือนจะปลิดปลิวไปตามกระแสลมแรงก็ไม่ยอมแพ้เลือกที่จะก้าวไปยืนกางมือดักหน้ารถปอร์เช่สีบรอนด์เงินซึ่งวิ่งฉิวออกมาอย่างเร็วรี่จนเกือบที่จะเบรกไม่ทัน
“เป็บ้าอะไรไม่เคยตายหรือไง ถึงได้มายืนขวางรถแบบนี้” เมื่อลงจากรถได้ศรวัณสบถเสียงเขียวใส่หน้าสาวน้อยร่างบอบบางเหมือนกับเด็กนักเรียนมัธยมเพราะเขาจำไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็ใคร กล้าดียังไงถึงเกือบจะทำให้เขาเป็ฆาตกรั้แ่เพิ่งเหยียบย่างกลับเข้าบ้านมา
“ใจเย็นๆ ค่ะสองน้องคงไม่ตั้งใจ”
นิศามณีที่ก้าวลงมายืนเคียงข้างคนรักบอกเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนเธอลูบแขนแข็งแกร่งอย่าง้าให้ระงับโทสะเอาไว้ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานไปให้กับสาวน้อยร่างเล็กบางที่ยืนหน้าตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น
นิศามณีขบเม้มปากเข้าหากันด้วยความแปลกใจด้วยจำได้ว่าไม่เคยเจอกับสาวน้อยคนนี้มาก่อน เพราะั้แ่เล็กจวบจนอายุยี่สิบกว่าปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนเป็ส่วนใหญ่น้อยครั้งที่จะได้กลับมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องยังประเทศไทยจึงสงสัยว่าทำไมสาวน้อยตรงหน้าถึงแสดงออกว่าเกลียดชัง อิจฉาริษยาและโกรธแค้นเธอนัก
เป็เพราะอะไรกัน?
ั์ตาที่มองเธอเปรียบเสมือนคมมีดที่จะคอยทิ่มแทงไปทั่วทั้งร่างกายให้เละไปทั้งตัวแต่เมื่อมองไปยังศรวัณกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความรักใคร่ เว้าวอนและตัดพ้อต่อว่าใจสาวสะดุดเล็กน้อยกับความหมายจากดวงตากลมโตเหมือนกับตากวางที่สื่อให้เห็น
เพราะเหตุนี้เองใช่ไหมเด็กคนนี้ถึงได้มองเหมือนกับว่าเธอเป็ศัตรู...เพราะศรวัณนี่เอง
ความหวงแหนเลยพุ่งจู่โจมใจนิศามณีอย่างรวดเร็วเพราะแม้สาวน้อยตรงหน้าจะเพียงแค่น่ารัก ไม่ได้สวยจนเตะตาศรวัณแต่เพราะรู้นิสัยของชายหนุ่มดี ถึงจะตกลงปลงใจจะหมั้นหมายกันแล้วแต่ศรวัณก็ยังเป็คนเ้าเสน่ห์ที่พร้อมจะโปรยเสน่ห์ให้กับใครก็ได้ที่้าหรือคนที่สนใจสานสัมพันธ์ด้วยบางครั้งเธอก็ท้อแท้จนเกือบจะปล่อยมือจากชายหนุ่มไป แต่พอคิดถึงวันที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมันเหมือนรอบกายว่างเปล่า หัวใจมันปวดร้าวจนสุดจะทนได้
“จะให้ผมใจเย็นได้ยังไงกันละมุกเด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้ อยู่ดีไม่ว่าดีวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาขวางทางรถ แล้วดูสิขนาดว่าแล้วยังจะมาทำหน้าเป็ใส่ผมเสียอีก เด็กบ้าอะไรนี่ไม่เคยพบเคยเจอจริงๆ ”
ศรวัณหันไปพูดกับแฟนสาวอย่างหงุดหงิดเขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า อากาศเมืองไทยร้อนจริงร้อนจนเขาแทบไม่อยากจะออกจากบ้านเลย แต่เพราะจำเป็จะต้องไปส่งคนรักที่ต้องไปอาศัยบ้านญาติทั้งที่เขาไม่ชอบใจเลย
เพราะเขาทั้งหวงและห่วงไม่อยากให้คนรักไปนอนอ้างค้างแรมที่อื่นเขาไม่ไว้วางใจคนที่หญิงสาวต้องไปอยู่ร่วมด้วยไม่สบายใจเมื่อคนรักคลาดสายตา นิศามณีเป็สาวสวยร่างอวบที่ยั่วความปรารถนาชายหนุ่มทุกคนเพียงแค่เดินผ่าน
ตัวเขาก็ตกหลุมชอบหญิงสาวั้แ่แรกได้เห็นร่างกายที่แม้จะยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบแต่กลับปลุกความ้าในกายให้พุ่งขึ้นสูง ้าจนปวดร้าวไปหมดจนต้องตามจีบเป็หลายเดือนกว่าที่หญิงสาวจะตกลงปรงใจยอมคบหาเป็แฟนดูใจกันอีกเป็ปีหญิงสาวถึงยอมตกลงหมั้นด้วย
“พี่สอง!” มณีมณฑ์ร้องเรียกคนที่เธอมอบใจให้ั้แ่เริ่มแตกเนื้อสาวอย่างเสียใจจนเหมือนกับหัวใจจะแหลกสลายไปในพริบตาร่างเล็กเซไปด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรงน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้เมื่อแรกได้เห็นคนที่รักกอดคนอื่นไหลอาบสองแก้ม
“คุณผึ้งเป็ยังไงบ้างคะกลับบ้านก่อนดีไหม” แน่งน้อยถามนายสาวด้วยกังวล เพราะกลัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้มณีมณฑ์ต้องย้ายตัวเองเข้าไปนอนโรงพยาบาลอีก
“ไม่เป็ไรพี่น้อยผึ้งไม่เป็ไร” มณีมณฑ์บอกแน่งน้อยเสียงเบาจนแทบจะไม่มีน้ำเสียงหลุดรอดออกจากปากเธอยื่นมือไปจับแขนแน่งน้อยไว้ พยายามพาตัวเองให้ยืนทรงตัวอย่างสง่างามเหมือนกับผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างศรวัณอย่างอิจฉาริษยา
ตอนที่เห็นไกลๆ หน้าตายังไม่ชัดเจนเธอก็อิจฉาเป็ล้นพ้นที่หญิงสาวได้ยืนเคียงข้างคนในดวงใจของเธอเมื่อได้เห็นอย่างใกล้ชิดและชัดเจน ความอิจฉาก็ทำให้หัวใจมณีมณฑ์รวดร้าวไปหมด
ใบหน้านวลเนียนรูปไข่ ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวงอนจมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อรับกับผิวขาวอมชมพูรูปกายสูงโปร่งแต่กลับมีอก เอวและสะโพกที่เหมาะเจาะรับกันทุกสัดส่วนขนาดเธอเป็ผู้หญิง ยังอดมองอย่างตกตะลึงและชื่นชมไม่ได้ แล้วผู้ชายมีหรือที่จะปล่อยมือไปง่ายๆ
“พี่สองจำผึ้งไม่ได้หรือคะ”มณีมณฑ์ถามเสียงเบา ขณะมองหน้าชายหนุ่มด้วยความผิดหวัง อุตส่าห์แต่งกายด้วยชุดใหม่ที่คิดว่าจะน่ารักจะได้เรียกความสนใจจากชายหนุ่มั้แ่แรกเห็น แต่กลับไม่ใช่เลยเพราะเขาไม่แม้แต่จะปรายสายตามามองด้วยซ้ำไป เจ็บใจจนแทบกระอัก
“ใครหรือคะสอง” นิศามณีเพ่งพิศมองสาวร่างเล็กอย่างไม่ชอบใจเป็เท่าทวีคูณรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น ใบหน้านวลเนียนเกลี้ยงเกลาปากนิดจมูกหน่อยที่รับกันอย่างเหมาะเจาะรูปร่างเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมน่าให้ความปกป้องคุ้มครองดูแลผิดกับเธอที่ถึงแม้จะมีรูปร่างสะโอดสะองค์ แต่ก็แข็งแกร่งและเข้มแข็งสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย
“ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจจำไม่ได้เหมือนกัน” ศรวัณตอบอย่างไม่คิดจะสนใจหาคำตอบสำหรับเขาในตอนนี้มีเพียงนิสามณีคนเดียวเท่านั้น
คำตอบของศรวัณยิ่งเป็เหมือนกับน้ำกรดที่ค่อยๆซึมเข้าไปกัดกร่อนหัวใจที่กำลังเต้นอยู่อย่างอ่อนล้าจนแทบจะสิ้นลมอยู่ตรงนั้นใบหน้านวลซีดเผือด เหงื่อผุดไหลจนเต็มที่เย็นจัดเหมือนกับมีน้ำแข็งโอบคลุมอยู่
“เรารีบไปกันเถอะมุกร้อนจะตายชัก เดี๋ยวผิวคุณจะเสีย ดำคล้ำไม่สวย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหวานกับคนรัก“ไม่นุ่มมือยามที่เรากำลัง...”
“บ้า!” นิศามณีทุบอกของว่าที่คู่หมั้นอย่างกระดากอายเบาๆ เธอตวัดค้อนใส่คนพูดวงโต
“พูดจาอะไรไม่รู้น่าเกลียดที่สุดเลยเรายังเป็เพียงแค่คู่หมั้นเท่านั้นเองนะคะ” นิศามณีตวัดค้อนใส่ศรวัณหากในดวงตากลับหวานฉ่ำ นิ้วยาวหยอกล้อกับปลายคางแข็งแกร่ง
“อย่างอื่น...ไว้รอหลังแต่งงานนะคะที่รัก”หญิงสาวยังเอ่ยด้วยเสียงนุ่มหวาน แต่ปลายตาไปมองแม่สาวร่างเล็กพร้อมด้วยรอยยิ้มหยามหยัน
เกลียด!เกลียดผู้หญิงตรงหน้าเหลือเกินอยากมีมีดปลายแหลมและคมกริบสับใบหน้าที่ยิ้มเย้ยนั้นอยู่ให้เละเป็หมูสับเหลือเกินมณีมณฑ์เกร็งมือกำหมัด ขบกัดฟันกรามจนแก้มนูน ประกายในดวงตาแข็งกร้าวและดุร้ายแต่ต้องรีบสลัดทุกความรู้สึกทิ้งไป เมื่อหันไปเห็นศรวัณกำลังจะเดินจากไป
“เดี๋ยวสิคะพี่สอง”มณีมณฑ์รีบดึงแขนของศรวัณไว้ ยอมไม่ได้ถ้าหากไม่ได้คุยกับชายหนุ่มให้รู้เื่คืนนี้ทั้งคืนเธอคงนอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งเพราะถูกหมางเมินจากคนตรงหน้าและอีกส่วนก็เพราะผู้หญิงที่ยืนอิงแอบแนบชิดอยู่นั่นแหละ
“พี่สองจำน้องผึ้ง ลูกแม่มณีวรรณเด็กคนที่พี่สองคอยดูแล พาขี่หลัง คอยวิ่งไล่จับกันตอนยังเป็เด็กไม่ได้หรือคะ”มณีมณฑ์ถามเสียงสั่น น้ำตานองหน้าแต่ก็ไม่คิดที่จะเช็ด
“เด็กขี้โรคที่อยู่ข้างบ้านพี่สองไงคะ”มณีมณฑ์บอกอีกครั้ง “ไหนพี่สองบอกว่าจะไม่ลืมน้องคนนี้ไงคะ”