ซ่งิเจิงบุกเข้ามาในกระโจมโดยให้สุ้มให้เสียงครั้งนี้เป็ครั้งที่สองแล้ว
กู่เทียนรุ่ยมีสีหน้าไม่พอใจนัก
ซู่อ๋องทำตามอำเภอใจมากเกินไปแล้วเขาทำเช่นนี้ ไม่มีความยำเกรงต่อองค์รัชทายาทเลยหรืออย่างไร
เมื่อซู่อ๋องปฏิบัติตนไม่เหมาะไม่ควรกับเขาอีกครั้งกู่เทียนรุ่ยจึงไม่ยอมถอยให้อย่างครั้งก่อน เขายืนขึ้น หันไปทำความเคารพซู่อ๋องชิงพูดขึ้นก่อนที่จ้าวอวี้หร่านจะทันได้เอ่ยสิ่งใด “คารวะซู่อ๋อง ข้าน้อยคือองครักษ์เสื้อแพร การสืบได้ข่าวสารหรือเบาะแสใด ข้าน้อยไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายให้ซู่อ๋องฟังข้าน้อยกับองค์รัชทายาทกำลังหารือเื่ใด ซู่อ๋องเองก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาแทรกแซงพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเป็ถึงองครักษ์เสื้อแพร เป็ทหารรักษาพระองค์ นอกจากฮ่องเต้แล้ว ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ตำหนิพวกเขา!
ซ่งิเจิงได้ยินคำพูดเชือดเฉือนของเขาเข้ารอยยิ้มที่แฝงความโกรธจึงผุดขึ้น
กู่เทียนรุ่ยนี่ยังเสมอต้นเสมอปลายเหมือนเดิมวาจาคมคาย พูดจากลับกลอก เป็ตัวก่อกวนสร้างปัญหาไม่จบไม่สิ้น อ้างว่าที่ทำไปทั้งหมดเป็หน้าที่ความรับผิดชอบขององครักษ์เสื้อแพร
จ้าวอวี้หร่านเห็นเขาสองคนกำลังโต้เถียงกันตาต่อตาฟันต่อฟันก็หวนนึกย้อนไปถึงชาติที่แล้ว
ในชาติก่อนกู่เทียนรุ่ยกับซ่งิเจิงก็เป็คู่อริกันเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบ ‘เ้ามาข้าไป’ ทว่านางลำเอียงเข้าข้างกู่เทียนรุ่ยซ่งิเจิงจึงไม่อาจทำอะไรเขาได้
เมื่อรำลึกถึงเื่ในอดีตขึ้นมาจ้าวอวี้หร่านก็เผยรอยยิ้มเฉยชาที่มุมปาก “เสด็จอาซู่เหตุใดจึงมาในยามนี้เล่า ด้านนอกก็ไม่มีผู้ใดรายงาน ทำให้ท่านต้องรอนานแล้ว”จากนั้นจึงพูดเสียงดังออกไปถึงด้านนอก “ผู้ใดที่เข้าเวรอยู่ ละเลยในหน้าที่ลากมันไปโบยสิบไม้ หากทำผิดซ้ำสองให้ขับออกจากตำหนักบูรพาทันที!”
คำพูดนางเพียงไม่กี่ประโยคพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและยังจัดการกับมหาดเล็กในทีเดียว ซ่งิเจิงหน้าถมึงทึง
มหาดเล็กฟังคำสั่งของเขาจึงไม่ได้รายงานปล่อยให้เขาเข้ามาจนต้องได้รับโทษ จ้าวอวี้หร่านจงใจใช้เื่นี้ปรามเขาไว้ไม่ให้ปะทะคารมกับกู่เทียนรุ่ยต่อ
นางยังคอยปกป้องเ้ากู่เทียนรุ่ยคนนี้เสมอ!
ั์ตาของซ่งิเจิงดำมืดลงจนสามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นหวาดกลัวจนตัวสั่นกู่เทียนรุ่ยปฏิบัติหน้าที่เป็องครักษ์เสื้อแพร ไม่มีมรสุมลูกใดที่ไม่เคยผ่านมาก่อนยังถูกเขากวาดสายตามองจนรู้สึกชาไปทั้งหัว ทว่าจ้าวอวี้หร่านได้ออกตัวปกป้องเขาไปแล้วเขาไม่อาจทำลายความปรารถนาดีนี้ลงได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากซ่งิเจิงที่ชอบถือตนเป็ใหญ่
ในที่สุดกู่เทียนรุ่ยก็ยอมถอยให้หนึ่งก้าวจบลงแต่เพียงเท่านี้ ประสานมือคารวะจ้าวอวี้หร่านแล้วทูลลา
องครักษ์และมหาดเล็กที่เข้าเวรเมื่อครู่นี้ถูกจับโบยเสียงไม้ที่ใช้โบยดังเข้ามาในกระโจมเป็ระยะๆ จ้าวอวี้หร่านนั่งดื่มชาอย่างทองไม่รู้ร้อนยืดแข้งยืดขาด้วยท่าทีใจเย็นอย่างผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่ง
ซ่งิเจิงหรี่ตามองนางอยู่ครู่ใหญ่จึงนั่งลงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “กู่เทียนรุ่ยรายงานท่านเื่ผู้เฒ่าหลี่แห่งสภาขุนนางกับองค์ชายรองของท่านงั้นหรือ”
ตอนที่เขากำลังโมโห กระทั่งคำว่า‘องค์ชาย’ ก็ไม่ยอมเรียก
ทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นแล้วยังพาลมาลงที่นางอีกหรือจ้าวอวี้หร่านหน้านิ่วคิ้วขมวด เมื่อชาติที่แล้วซ่งิเจิงในเวลานี้ก็เอาแต่ใจและไร้เหตุผลเช่นนี้หรือดูเหมือนจะใช่แต่ก็ไม่เชิง
นางจำไม่ค่อยได้แล้วเื่ในวันนี้นางจะยอมใจกว้างไม่ถือสาหาความก็แล้วกัน
นางครุ่นคิด ดวงตาทอประกายภายใต้แสงสีทองอ่อนๆ แลดูพร่างพราว
“เสด็จอาสืบพบแล้วนี่ว่าเื่ลูกธนูกับองค์ชายรองไม่เกี่ยวข้องกันผู้เฒ่าหลี่แห่งสภาขุนนางไปพบเขา คงเพราะถูกท่านข่มขวัญจนกระวนกระวายใจ เื่นี้ข้าคิดว่าไม่จำเป็ต้องทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่”
นางเมินเฉยต่อเื่นี้ซ่งิเจิงพลันนึกถึงเื่ที่นางช่วยพูดแทนองค์ชายรองคิดว่าถามสิ่งที่ตนคาใจเสียเลยดีกว่า “ที่แท้แล้วท่านคิดจะทำอย่างไรกับองค์ชายรองเื่หลักฐาน ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
จะทำอย่างไรกับองค์ชายรองหรือ ในที่สุดสีหน้าของจ้าวอวี้หร่านก็เปลี่ยนไป มองไปที่เขาด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่แวบหนึ่งเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
นางเพียงแต่ไม่อยากบาดหมางกับพี่รองตอนนี้ก็เท่านั้นตอนนี้ผู้ที่เป็ภัยคุกคามนางมากที่สุดไม่ใช่องค์ชายรอง หากแต่เป็องค์ชายใหญ่ที่ทำตัวเงียบเชียบต่างหาก
ในชาติที่แล้ว พี่สามของนางไม่ทันฉวยโอกาสก่อจลาจลขณะที่เสด็จพ่อกำลังประชวรหนักองค์ชายใหญ่ก็ให้คนแอบปลอมแปลงออกราชโองการเสียก่อนแล้ว
พี่ใหญ่ผู้ไม่เคยดึงดูดความสนใจของผู้ใดคนที่มีนิสัยเงียบขรึมในหมู่พี่น้อง ยามโเี้ขึ้นมา เขาคือคนที่จะเด็ดคอเอาชีวิตนางไปโดยไม่ยั้งคิดผู้นั้น
เื่ที่นางตกจากหลังม้า...จ้าวอวี้หร่านเผยยิ้มเบาบางเอ่ยขึ้นว่า “หากข้าจะบอกเสด็จอาซู่ว่า ความจริงแล้วข้าสงสัยพี่ใหญ่เล่า”
ซ่งิเจิงประหลาดใจหลังได้ยิน แต่แล้วกลับยิ้มออกมา“องค์ชายก็คิดเช่นเดียวกันกับกระหม่อม”
หลังจากเขาเผยรอยยิ้มออกมา ร่างกายที่แข็งเกร็งก็พิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายลงวิเคราะห์เื่วันนี้ด้วยท่าทีสบายๆ “แม้เื่นี้อาจเป็เพียงแผนการขององค์ชายรองผู้เดียวทว่าตอนนี้ผู้เฒ่าหลี่แห่งสภาขุนนางมีอำนาจมากในราชสำนัก ซ้ำยังเป็ผู้าุโแห่งราชวิทยาลัยจะกล่าวว่ามีลูกศิษย์มากมายคับฟ้าก็ไม่ได้เกินจริงเลย”
“ขุนนางฝ่ายบุ๋นเก่งมากสุดก็แค่ชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหฺว[1] ปั้นน้ำเป็ตัววาจาอวดอ้าง ก่อนที่องค์ชายจะมาล่าสัตว์ก็เพิ่งมีเื่กับองค์ชายสามไป ตอนนี้จึงไม่จำเป็ต้องสร้างศัตรูเพิ่ม”
เขาเพิ่งกลับมาเมืองหลวงเพียงวันเดียวก็สามารถสืบเสาะเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้อย่างกระจ่างแจ้งจ้าวอวี้หร่านเลิกคิ้ว ไร้สุ้มเสียง แล้วฟังเขาพูดต่อ
“ส่วนมู่อ๋อง ในเมื่อสามารถส่งคนไปป้อนเมล็ดสลอดให้ม้าได้เช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องใช้ลูกธนูทำให้ม้าเตลิดจนเป็การหาเื่ใส่ตัวในทางกลับกัน ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดอย่างองค์ชายใหญ่กลับน่าสงสัยที่สุดเพียงแต่เรายังไม่มีหลักฐานมัดตัวก็เท่านั้น”
“เสด็จอาซู่เพิ่งพูดไม่ใช่หรือ ว่าท่านจะจัดการเื่หลักฐานเอง”
เมื่อฟังจนจบ จ้าวอวี้หร่านดวงตาเป็ประกายชำเลืองมองเขาด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ซ่งิเจิงสบสายตากับนาง แววตาที่เหลือบมองอย่างเฉื่อยชานั้นกลับเป็ดั่งตะขอที่เกี่ยวกระชากใจของเขาให้เต้นแรง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย กดความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาเอาไว้สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็ดุดัน “องค์ชาย ตอนนี้ท่านไม่คิดจะเป็ปรปักษ์กับมู่อ๋อง แต่้าเป็ศัตรูกับองค์ชายใหญ่องค์ชายแน่ใจแล้วหรือ”
“ข้าแค่อยากเห็นความห้าวหาญของเสด็จอาว่าอยู่ในระดับใด”จ้าวอวี้หร่านละสายตา แล้วมองเลยไปยังกระถางธูปทองเหลือง น้ำเสียงเบาหวิวราวควันธูปสีครามที่ม้วนตัวอย่างเชื่องช้าลอยละล่องอยู่ข้างใบหูเขา
“หากองค์ชาย้า กระหม่อมย่อมต้องปฏิบัติตามพระประสงค์”
นางหันไปมองเขาอีกครั้งเห็นว่าดวงหน้าที่เคยหล่อเหลาเ็ากำลังจริงจัง และไม่ได้โต้แย้งคำพูดของนาง
เขาก็มี่เวลาที่ทำตัวว่าง่ายเหมือนกันหรือเนี่ย
แรกเริ่มเดิมทีความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็เช่นนี้สถานะองค์รัชทายาทกับขุนนางแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาเลือกจะซื่อสัตย์ต่อองค์รัชทายาทราวกับซ่งิเจิงคนนี้ก็ไม่ได้เ็าไร้ความรู้สึกขนาดนั้น
“ไม่รบกวนเสด็จอาจะดีกว่า เื่นี้ข้ามีแผนอยู่แล้ว”
นางยิ้มอย่างเฉยชา รูปโฉมงามหยดย้อยแฝงรอยยิ้มเสแสร้งอยู่เจ็ดส่วน
ที่แท้ผู้ที่เกิดมารูปโฉมงดงามไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนพิสมัยน่าดูชม ซ่งิเจิงแอบรู้สึกลุ่มหลงในท่าทางของนางอย่างเงียบๆเขาไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ แต่ก็ไม่ยอมลากลับ ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น
จ้าวอวี้หร่านอยากไล่เขาไปเต็มทนทว่านึกขึ้นได้ว่าตอนนี้นางยังเป็เพียงองค์รัชทายาท ซ่งิเจิงมาอยู่กับนางที่นี่นานๆคนข้างนอกคงต้องเกรงกลัวนางมากขึ้นเป็แน่
ถือเสียว่าใช้สุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ[2] ใครใช้ให้ตอนนี้นางเป็ผู้ถูกกดขี่ไปเสียทุกทางเล่าเป็หนอนน้อยผู้น่าสงสารที่ไม่อาจกุมอำนาจทางการทหารไว้ในมือได้
นางไม่สนใจเขาแล้ว หยิบเอาคัมภีร์อี้จิงขึ้นมาอ่านต่อทีละคำๆ
‘คัมภีร์อี้จิง’ ลึกลับซับซ้อนเกินบรรยายเมื่อก่อนนางอ่านเข้าใจเพียงครึ่งม้วน ซ้ำยังมีราชกิจล้นมือ หลังขึ้นครองราชย์ก็ไม่มีเวลาว่างมานั่งตีความ ยามนี้มีเวลาว่างพอดี ไม่มีทางที่นางจะอ่านคัมภีร์ม้วนนี้ไม่บรรลุ
จ้าวอวี้หร่านเป็คนมุ่งมั่นหากตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น เพียงชั่วขณะก็อ่านจนลืมตัวลืมไปเสียสนิทว่าซ่งิเจิงยังอยู่ด้วย
ซ่งิเจิงถูกเมินเฉยแต่ทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจยังคงนั่งดื่มชาอย่างเงียบเชียบ บางครั้งก็เบนสายตาไปหาใบหน้านางที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงทุกครั้งที่เป็เช่นนี้เขามักยกยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
ถูกคัมภีร์เล่มหนึ่งทรมานเสียจนหน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งน่าขำทั้งน่ารัก ทำไมต้องเอาจริงเอาจังกับตำราเล่มนี้ขนาดนั้นด้วย
นิสัยเช่นนี้เกรงว่าคงแก้ไม่ได้แล้ว
ซ่งิเจิงจิบชา หัวใจรู้สึกเป็สุข
รอจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าสำนักหมอหลวงนำโอสถมาถวายอีกหน จ้าวอวี้หร่านจึงยอมวางตำราลง พลันเห็นเงาร่างอันใหญ่โตอยู่ตรงหน้าจึงนึกขึ้นมาได้ว่าคนผู้นี้ยังไม่ได้จากไป
นางจึงจ้องมองถ้วยยาแล้วจดจ้องซ่งิเจิง
เหตุใดจึงมีความรู้สึกว่าเขาอยู่ที่นี่เพื่อรอดูนางดื่มยาเล่า
จ้าวอวี้หร่านไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกนี้อย่างไรเพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีองค์รัชทายาท จึงเลือกกลั้นใจกระดกยาอึกเดียวหมดเกลี้ยงขมเสียจนคิ้วขมวดเป็ปม หางตาแดงก่ำ
ตอนนี้ในที่สุดซ่งิเจิงก็ไปเสียทีจ้าวอวี้หร่านนึกก่นด่าอยู่ในใจ ‘เ้าคนบ้า ที่แท้ก็มาเพื่อดูนางถูกทรมานนี่เอง’
ซ่งิเจิงผละออกไปได้ชั่วอึดใจก็มีมหาดเล็กยกบ๊วยดองจานหนึ่งเข้ามา “ทูลองค์ชาย ก่อนซู่อ๋องจะกลับไปบอกว่าวันนี้ลองชิมบ๊วยที่งานเลี้ยงแล้วรสชาติไม่เลวจึงให้คนส่งมาให้บางส่วน บอกว่าองค์ชายเสวยสักสองสามเม็ดจะช่วยกระตุ้นกระเพาะและทำให้เจริญอาหารพ่ะย่ะค่ะ”
บ๊วยโรยน้ำตาลเกล็ดหิมะถูกวางไว้บนโต๊ะยาวสีสันดูน่าดึงดูดใจ จ้าวอวี้หร่านมองอย่างเหม่อลอยอยู่ชั่วครู่จึงยื่นมือไปหยิบมาหนึ่งเม็ดแล้วอมไว้ในปาก
ลูกบ๊วยอมเปรี้ยวอมหวานทำให้รสขมในปากเจือจางลง นางยังคงดื่มด่ำเคลิบเคลิ้ม
ซ่งิเจิงเปลี่ยนไปจนยากจะคาดเดา
รอกระทั่งกินลูกบ๊วยในปากหมดนางจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาคายเม็ดใส่ หมุนตัวไปยังโต๊ะทำงานแล้วเขียนจดหมาย
อักษรที่นางใช้เขียน เซวียนเหวินฮ่องเต้เป็ผู้สอนให้เองกับมือจึงมีคล้ายคลึงกับเซวียนเหวินฮ่องเต้ นางตวัดพู่กันด้วยท่วงท่าไหลลื่น และมุทะลุดุดันเมื่อเขียนประโยคสุดท้ายจบ นางจึงเป่าเบาๆ ให้น้ำหมึกแห้ง มองดูคำว่าองค์ชายสามที่อยู่้าไม่กี่คำพลันยิ้มออกมาจากนั้นะโเรียกให้องครักษ์คนสนิทคนหนึ่งเข้ามา ให้เขาแอบนำไปให้กู่เทียนรุ่ย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] อุปมาว่าเหน็บแนมหรือด่ารังควานอีกคนเพื่อให้กระทบถึงคนที่ตนไม่พอใจ แต่ทำอะไรโดยตรงไม่ได้
[2]อุปมาว่าแอบอ้างบารมีข่มเหงผู้อื่น