บทที่ 2 มาขอเงินหน่อย
"หืม แค่ทำงานวันละสี่คะแนนของเธอน่ะเหรอ? แม้แต่เด็กสิบขวบยังทำได้เยอะมากกว่าเธออีก ทำได้แค่นี้ยังจะกล้าพูดอีก"
จางเฉี่ยวลี่คนนี้ พอแต่งเข้ามาอยู่บ้านโจวก็เริ่มี้เีไม่อยากทำงานหนัก เลือกแต่งานที่สบายเท่านั้น
เมื่อนึกได้ว่าตอนที่จางเฉี่ยวลี่อยู่บ้านของตัวเอง เื่คะแนนงานอย่างน้อยเธอต้องได้เก้าคะแนนต่อวัน แต่ตอนนี้เธอกลับี้เีและทำงานไม่เป็ชิ้นเป็อัน ดูเหมือนว่าครอบครัวโจวจะใจดีกับเธอมากเกินไปแล้ว
"มาอยู่บ้านฉันก็เอาแต่โวยวายว่าจะต้องเลี้ยงดูคนอื่น แค่คะแนนงานเท่านั้นของเธอ เลี้ยงตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยพูดดีไหม?"
จางเฉี่ยวลี่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเื่งาน แต่ทำงานได้วันละสี่คะแนนก็ถือว่ายังดี "นั่นก็ยังดีกว่าพวกคุณทั้งครอบครัวที่เป็พวกี้เี แต่เดิมในบ้านก็มีคนกินโดยไม่ต้องทำงานอยู่แล้วคนหนึ่ง ตอนนี้ยังมาเพิ่มมาอีกคน เอาเถอะ ใครจะอยากอยู่ต่อล่ะ!"
ตอนที่เธอพูดถึงคนกินเปล่า ๆ โดยไม่ทำงาน สายตาของเธอมองไปที่โจวซู่อัน
โจวซู่อันใช้เวลาสองปีที่ผ่านมาเป็ลูกมือช่างไม้ ไม่ค่อยได้ออกไปทำงาน ในขณะเดียวกันพี่ชายคนโตโจวกั๋วอันที่ทนฟังคำพูดไม่ไหว กำลังจะเอ่ยคำพูดออกมา โจวหลีอันก็พูดขึ้นมาก่อน
"แล้วน้องชายบ้านพี่สะใภ้ที่แต่งงานไป ยืมเงินจากครอบครัวเราแปดสิบหยวนน่ะ คืนหรือยัง?" โจวหลีอันจ้องมองจางเฉี่ยวลี่อย่างไร้อารมณ์
"นี่เธอ..."
"บอกมาสิว่าจะคืนเมื่อไหร่? ถ้าพี่สะใภ้ขยันและมีน้ำใจมากขนาดนั้น ไม่คืนเงินก่อนแล้วค่อยพูดล่ะ?" ที่เธอพูดหรือเื่จริง เงินนั้นเป็จางเฉี่ยวลี่ยืมแม่โจวไป
แม่โจวรู้ดีว่าพื้นเพครอบครัวของจางเฉี่ยวลี่เป็คนแบบไหน แต่เดิมไม่อยากจะให้ยืม แต่ถ้าไม่ให้ยืมจางเฉี่ยวลี่ก็จะก่อเื่วุ่นวายในบ้าน
เพื่อความสงบสุขในบ้าน แม่โจวก็ต้องจำใจให้ยืมไป "ถึงแม้ฉันกับพี่รองจะกินข้าวที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้หน้าด้านเอาเงินจากบ้านสามีไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย"
สิ่งที่ควรคำนึงคือ คนในชนบทไม่มีรายได้มากนัก เงินที่ได้มามีค่ามากกว่าข้าวสารเสียอีก
ท้ายที่สุดแล้ว เงินแปดสิบหยวนถือว่าเป็รายได้ทั้งปีของหลายครอบครัวในชนบทแห่งนี้
"ไม่ใช่เื่ของเธอ"
จางเฉี่ยวลี่โกรธจนหน้าแดงก่ำ
โจวหลีอันตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย "แล้วฉันกับพี่รองจะอยู่ที่บ้านยังไง ก็ไม่ใช่เื่ของคุณด้วยเช่นกัน" จางเฉี่ยวลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง
จางเฉี่ยวลี่เริ่มรู้สึกว่าโจวหลีอันเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินเธอติแบบนี้ โจวหลีอันคงอับอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แต่ทำไมวันนี้กลับเถียงเธอแบบนี้ได้! เธอคิดแล้วรู้สึกขนลุกไปหมด
จางเฉี่ยวลี่ตัดสินใจว่า วันนี้จะยังไม่พูดเื่นี้ก่อน
ส่วนใหญ่เป็เพราะเงินจากครอบครัวเดิมของเธอ เธอก็รู้ว่าคงเอาคืนมาไม่ได้แล้วแต่เธอก็ไม่ได้อยากได้อะไรหรอก
เธอเป็พี่สาวให้เงินน้องชายนิดหน่อยจะเป็ไรไป?
หลังจากนั้นบรรยากาศที่โต๊ะอาหารก็เงียบสงบอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
โจวหลีอันกินไข่ตุ๋นที่แม่ของเธอแบ่งให้อย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็ดื่มโจ๊กจืด ๆ ตามอีกหนึ่งชามเล็ก จากนั้นจึงวางชามลง "อิ่มแล้วเหรอ?" แม่โจวถามขึ้นมา
โจวหลีอันพยักหน้าเบา ๆ "อิ่มแล้วค่ะ ทุกคนกินกันตามสบายนะ"
พอพูดจบโจวหลีอันก็เตรียมตัวจะออกไป เธอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ลู่เยี่ยนโจวน่าจะต้องฉีดยาบำรุงด้วย
"กินแค่นี้จะอิ่มได้ยังไง?"
หลานชายวัยสามขวบของเธอยังกินได้มากกว่าเธออีก แม่โจวมองโจวหลีอันด้วยสายตาไม่เห็นด้วย
"ใช่แล้ว กินแค่นิดเดียวแบบนี้ จะใช้แรงทั้งวันได้อย่างไร?" พ่อโจวก็พูดเสริมภรรยาของตัวเอง ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวลต่อลูกสาว "หนูอิ่มแล้วค่ะ กินต่อไม่ไหวจริง ๆ "
โจวหลีอันยิ้มให้กับผู้าุโทั้งสอง
โจวซู่อันที่ยืนมองโจวหลีอันยิ้มอยู่ข้าง ๆ คิดในใจ "แปลกจัง"
น้องสาวคนเล็กของเขาคนนี้ไปเรียนการเปลี่ยนหน้ากากงิ้วเสฉวนมาจากที่ไหนกันนะ? เมื่อครู่ยังไร้อารมณ์อยู่เลยแต่ตอนนี้กลับสามารถยิ้มได้อย่างสวยงามราวกับภาพวาด
แต่เมื่อเห็นน้องสาวคนเล็กของเขายิ้ม มันช่างงดงามจริง ๆ เธอดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็พิเศษ
โจวซู่อันไม่เข้าใจเลย ทำไมมีแต่คนไม่ชอบน้องสาวคนเล็กของเขาได้ แน่นอนว่าคนที่เกลียดนั้นคงตาบอดไปแล้ว
"พ่อคะ แม่คะ หนูขอออกไปข้างนอกสักหน่อยนะ"
โจวหลีอันพูดจบก็รีบลุกขึ้นยืนทันที "จะไปไหนล่ะ? เดี๋ยวแม่ไปด้วย"
แม่โจววางชามลงทันทีแล้วลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะเดินตามลูกสาวไป
เมื่อเห็นลูกสาวของเธอดูไม่มีชีวิตชีวาใน่ไม่กี่วันมานี้ เธอก็อดรู้สึกเป็ห่วงไม่ได้จริง ๆ แต่โจวหลีอันรีบใช้มือดันแม่ของเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ "ไม่ต้องหรอก แม่กินข้าวเถอะ"
"ได้จ๊ะ… ได้"
แม่โจวแสดงท่าทางเชื่อฟังต่อการกระทำของลูกสาวอย่างง่ายดาย แต่พอนั่งลงก็ยังขยิบตาให้ลูกชายคนรอง หวังจะให้เขาตามไปด้วย โจวซู่อันไม่จำเป็ต้องรอให้แม่โจวบอก เขาก็เตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว รีบวางชามและตะเกียบลง ลุกขึ้นตามโจวหลีอันไป "ไปกันเถอะน้องสาว พี่รองจะไปกับเธอด้วย"
โจวหลีอันเดินออกจากลานบ้านเล็ก ๆ เธอเห็นเก้าอี้ไม้ของพ่อโจวอยู่ที่หน้าประตู
เธอแทบไม่ต้องคิดก็หยิบมันไปด้วย
คิดการใหญ่เช่นนี้ จะไม่พกอุปกรณ์ไปด้วยได้อย่างไร! วันนี้ตอนบ่าย เป็วันที่หมอจากอำเภอมาฉีดยาบำรุงร่างกายให้กับลู่เยี่ยนโจว
ราคาเข็มละห้าหยวน ฉีดหนึ่งเข็ม ลู่เยี่ยนโจวสามารถอยู่ได้หนึ่งสัปดาห์
แต่ก่อน… เ้าของร่างเดิมยังมีเงินติดตัวอยู่บ้าง แต่ใช้หมดไปกับการฉีดยาให้ลู่เยี่ยนโจวหมดแล้ว ส่วนโจวหลีอันข้ามมิติมาที่นี่โดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่หยวนเดียว แต่ลู่เยี่ยนโจวจำเป็ต้องได้รับการรักษาจริง ๆ
เธอไม่อยากขอเงินจากครอบครัว ดังนั้นโจวหลีอันจึงต้องออกไปหาเงินเอง
เวลาเร่งรีบเช่นนี้ เธอจำเป็ต้องใช้วิธีการพิเศษบางอย่าง "เฮ้ อันอัน เธอจะถือเก้าอี้ไปทำไม?" โจวซู่อันถามออกมาด้วยความสงสัย
โจวหลีอันถือเก้าอี้พลางยิ้มอย่างไร้พิษภัย "ก็ถือมานั่งน่ะสิ"
"มา พี่จะช่วยถือให้"
โจวซู่อันรับเก้าอี้จากมือของโจวหลีอันพลางถือตามมา "แล้วพวกเราจะไปไหนกัน?"
"จุ๊ ๆ เดี๋ยวก็รู้แล้ว"
โจวหลีอันเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็น ส่วนโจวซู่อันเดินตามหลังมาด้วยความสงสัย
หลังจากเดินตามมาได้สักพัก เห็นโจวหลีอันหยุดเดิน โจวซู่อันก็รีบหยุดตามทันที จากนั้นเขาถึงได้สังเกตว่าตัวเองตามน้องสาวมาถึงที่ไหน
นี่คือบ้านตระกูลลู่ ตระกูลฝ่ายสามีของโจวหลีอัน เป็หนึ่งในสองหลังคาเรือนของหมู่บ้านนี้ที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้อง
ปัง! ปัง! ปัง!
โจวซู่อันเห็นน้องสาวคนเล็กของเขาเดินไปเคาะประตูก็ใ
นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่!
โจวซู่อันรู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ไม่ว่าน้องสาวจะทำอะไร เมื่อมีเขาเป็พี่ชายอยู่ ต้องไม่ยอมให้น้องสาวของตัวเองเสียเปรียบเด็ดขาด
คิดมาถึงตรงนี้ โจวซู่อันก็รีบยืนข้างน้องสาวของตัวเองทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่จะมาเปิดประตูลงมือทำร้ายเธอ
"ใครมาน่ะ?" เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ฟังดูเหน็บแนมเล็กน้อยดังมาจากข้างในบ้าน
โจวหลีอันและโจวซู่อันต่างเงียบไม่พูดอะไรออกมา
ไม่นานนัก ก็มีเสียงบ่นพึมพำดังมาจากด้านในขณะที่มีคนกำลังเดินมาเปิดประตู เป็ ‘จ้าวชุ่ยฮวา’ ที่ออกมา และเห็นพี่น้องตระกูลโจวยืนอยู่หน้าประตู
เธอขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด สายตากวาดผ่านโจวซู่อันไปยังโจวหลีอัน แล้วถามอย่างเรียบ ๆ "เธอกลับมาที่นี่ทำไมอีก?"
โจวหลีอันก้มหน้าลงพลางยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่อีกฝ่ายทันที
บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ดวงตาเ็าคู่นั้นจ้องมองจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา "แน่นอนว่าฉันกลับมาเพื่อพูดคุยกับคุณ" แม้จะเป็เสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน แต่กลับทำให้โจวซู่อันรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
ไม่รู้ทำไมโจวซู่อันถึงมีความรู้สึกว่า จะต้องมีใครสักคนโชคร้ายแน่ ๆ
ส่วน ‘หลินเซียงเหมย’ ไม่ได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกับโจวซู่อัน เธอตามมาที่นี่พร้อมกับพี่น้องตระกูลโจว เมื่อหลินเซียงเหมยเห็นพี่น้องตระกูลโจวถือเก้าอี้เดินมาทางนี้ เธอรู้สึกว่าจะต้องมีเื่สนุกให้ดูแน่ ๆ จึงเดินตามพวกเขามา
ระหว่างทาง เธอยังได้เรียกคนในหมู่บ้านอีกหลายคนให้มาดูเื่สนุกด้วยกัน
ตอนนี้มีคนตามมาดูเป็จำนวนมาก ต่างก็รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่โจวหลีอันกำลังทำอยู่ หลินเซียงเหมยเองก็คาดเดาว่า จ้าวชุ่ยฮวาคงไม่ได้อยากคุยกับน้องสาวตระกูลโจวเท่าไหร่นัก
แน่นอน เสียงที่ไม่พอใจของจ้าวชุ่ยฮวาก็ดังขึ้น "เธอ้าทำอะไรกันแน่?"
จ้าวชุ่ยฮวาไม่เคยคิดเลยว่าลูกสะใภ้ที่อ่อนแอคนนี้ที่เธอไล่ออกไปแล้ว ยังกล้ากลับมาให้เธอเห็นหน้าอีก
โจวหลีอันไม่รู้สึกกลัวกับสีหน้าที่ดุร้ายของจ้าวชุ่ยฮวาเลยแม้แต่น้อย เธอเอื้อมมือรับเก้าอี้ที่นำมาจากมือของโจวซู่อัน พลางจัดวางแล้วนั่งลงอย่างคล่องแคล่วตรงหน้าประตูของบ้านตระกูลลู่
"ไม่ได้มาทำอะไรหรอก แค่มาหาคุณเพื่อขอเงินนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
เสียงเ็าดังก้องกังวาน ทำให้ทุกคนทำหน้าประหลาดใจขึ้น ต่างจากน้ำเสียงหวานที่เคยแสร้งทำมาก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก