วันถัดมา
ผมอยู่ในห้องรับแขกกับคุณพ่อแค่สองคน คุณแม่ออกไปข้างนอกกับเฟรอร์ (ขาแพลงอยู่ แต่ยังมีเฟรอร์คอยช่วยดูให้)
คุณพ่อกำลังทำแผลที่หัวให้ผมอยู่
คุณพ่อ ลอว์เลนซ์ คาร์ริส ไลท์แมน ถ้าเรียกชื่อเล่น ก็จะเป็ ลอวซ์
เป็ชายที่หน้าตาหล่อเหลา โครงหน้าสมมาตรได้รูป ผมบลอนด์ตัดสั้น ั์ตาสีฟ้าสดใสเหมือนพลอยโทแพซ ซึ่งผมได้ตามาจากพ่อ ผิวขาวสะอาดแบบผู้ดี ตาโต คางเรียว อาจเรียกได้ว่าเป็ชายหน้าหวาน เลยทำให้ดูอ่อนโยน แถมยังดูอ่อนเยาว์ ดูเหมือนจะอายุอ่อนกว่าแม่ปีนึง
“เอาล่ะ เรียบร้อย” คุณพ่อทายาสมุนไพรลงบนแผล แล้วพันด้วยผ้าพันแผลตาม
เราทั้งสองนั่งอยู่บนโซฟาขนสัตว์ นั่งรับแสงแดดยามสายกันสองคน
“เก่งนะเรา อายุแค่นี้ก็ใจกล้า เอาตัวไปรับแผลแทนคนอื่นได้แล้ว” คุณพ่อบอก
“ขอบคุณครับ”
“5 ปีแล้วเหรอ ไม่สิ 6 ปีต่างหาก พรุ่งนี้ลูกก็จะอายุ 6 ขวบแล้วนี่นะ”
วันพรุ่งนี้
จะเป็วันคล้ายวันเกิดของผม และจะเป็วันที่ผมมีอายุ 6 ปี
เกี่ยวกับเื่การฉลองวันเกิด
สำหรับผู้คนในโลกนี้ จะมีการฉลองแค่ 3 ่ คือ ่ที่เราเกิด ่อายุ 6 ปี และ่อายุ 16 ปี
อายุ 6 ปี จะถือว่าเด็กเติบโตมากพอจนเริ่มตัดสินด้วยตัวเองเป็แล้ว ก็คงใกล้เคียงกับ เป็วัยรุ่นนั่นแหละ
พออายุ 16 ปี จะถูกมองว่าเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ที่เรียกว่า บรรลุนิติภาวะ นั่นเอง เป็ผู้ใหญ่ตามกฎหมาย
“แล้ว...วันเกิดลูก อยากได้อะไรเหรอ” คุณพ่อหันมาถามดื้อๆ
“...ปกติ เค้าต้องเซอร์ไพรส์ลูกไม่ใช่เหรอครับ” ผมเลยถามกลับไปดื้อๆ
“ก็ลูกมีทาเลน์ ทำให้ฉลาดเกินจะคาดเดานี่นา พ่อเดาความคิดลูกไม่ออกหรอก เพราะแบบนั้นเลยคิดว่า ถามตรงๆเลยจะเป็การดีกว่า ถ้าเกิดเดาพลาดขึ้นมา คงผิดหวังเปล่าๆ”
คุณพ่อพยายามอธิบาย
“อย่างน้อยก็น่าจะพยายามดูหน่อยนะครับ”
“แมรี่แอนเองก็ว่างั้น แต่พ่อว่าแบบนี้ดีแล้ว” คุณพ่อยิ้มเจื่อน
ผมจ้องพ่ออยู่ครู่หนึ่ง
“เอาเถอะครับ ที่พ่อพูดมาก็มีส่วนถูก ผมเองก็ไม่ค่อยชอบเื่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่หรอก”
ผมหันกลับมา มองไปยังเตาผิงเบื้องหน้า แล้วบอกพ่อไปแบบนั้น
“แล้วตกลง อยากได้อะไรเหรอ” คุณพ่อคะยั้นถาม
[เป็คนประเภท ถ้าลองตัดสินใจว่าอยากได้อะไรแล้ว ก็จะตื๊อไม่เลิกจนกว่าจะได้มันมาสินะ เห็นภาพในวัยเด็กของพ่อเลย]
“อืม...”
ผมเงยหน้ามองเพดาน แกว่งขาบนโซฟาเบาๆ
“ผมขอดูคอลเลคชั่นไวน์ของคุณพ่อหน่อยได้ไหมครับ”
ผมหันไปบอก
“หือ!? อ่า ก็ได้” คุณพ่อตอบรับ
คุณพ่อเดินนำไปยังห้องเก็บไวน์
ทางเข้า ตั้งคั่นกลางระหว่างห้องทำงานของพ่อกับราวบันได
คุณพ่อหยิบตะเกียงน้ำมันที่แขวนไว้ข้างประตูทางเข้าขึ้นมา ร่ายคาถาจุดไฟ แล้วเปิดประตู
ห้องเก็บไวน์อยู่ชั้นใต้ดินของบ้าน
พวกเราสองคนเดินลงบันไดหินไปข้างล่าง
เจอเข้ากับประตูอีกบาน
พ่อไขกุญแจปลดล็อคประตู
“ทำไมต้องล็อคด้วยล่ะครับ” ผมถาม
“เพื่อความปลอดภัยไง เผื่ออาจมีใครเข้ามา ทำให้ขวดไวน์เหล่านี้ตกแตกได้” คุณพ่อหันมาตอบ
“ถ้าเป็เฟรอร์ก็อาจใช่ แต่เธอไม่เดินดุ่มเข้ามาเองโดยพลการแน่นอน คุณแม่เองก็ไม่สนใจคอลเลคชั่นของพ่อเท่าไหร่ ส่วนผม...คุณพ่อคงไม่คิดว่า ผมจะเป็เด็กที่ชอบหยิบขวดไวน์ออกมา แล้วปาเล่นใส่กำแพงเพราะนึกสนุกหรอก...ใช่มั้ยครับ”
“เอ่อ...ก็ไม่หรอก”
เป็แค่คำถามที่ขี้สงสัยธรรมดา ประตูบ้านก็มีล็อคแ่า แถมมีเฟรอร์คอยเฝ้าบ้านตลอดเวลา ก็เลยสงสัยแล้วถามออกไปเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไรแอบแฝงลึกซึ้ง
...ถึงคุณพ่อหลังจากนี้ คงจะเลิกล็อคประตูห้องเก็บไวน์ก็เถอะ แต่ก็ ไม่ได้มีเจตนาอะไรแอบแฝง จริงๆนะ
กริก!
เสียงกลอนล็อคถูกปลดออก
ประตูแง้มเปิด
แสงจากตะเกียง ส่องสว่างเข้าไปในห้องที่มืดมิด
และปรากฏภาพของห้องเก็บไวน์อยู่ตรงหน้า
ตัวห้องมีความกว้างไม่มาก ประมาณ 10 ตารางเมตรได้
ผนังห้องทำจากอิฐ พื้นปูด้วยหิน
มีช่องทางเดินอยู่ตรงกลาง สองข้างทางมีชั้นวางขวดไวน์ประกบอยู่
เดินเข้ามาจะััได้ถึงความเย็น ที่เย็นยิ่งกว่าข้างนอก คาดว่าประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส
ชั้นวางเหล่าขวดไวน์ทำจากไม้ ที่คาดว่าคงเป็ไม้ซีดาร์ สั่งทำเป็พิเศษสำหรับวางขวดไวน์โดยเฉพาะ เพื่อให้ขวดเอียงทำมุม 45 องศา ส่งผลให้ของเหลวัักับจุกไม้คอร์ก จุกไม้จึงไม่แตกเพราะขาดความชื้น
ใต้ช่องวางขวดไวน์จะมีป้ายกำกับเขียนติดไว้
ระบุชื่อของไวน์ และปีผลิต
“อืม มีหลายขวด หลายปีผลิตเลยนะครับเนี่ย”
ผมมองไปรอบห้อง นับดูแล้วมีอยู่ 24 ขวด
“ก็เก็บเอาไว้ สำหรับฉลองเื่สำคัญๆน่ะนะ”
“ผมเห็นส่วนมากมีแต่ไวน์ขาวนะครับ”
“เพราะเมืองนี้เป็เมืองประมงไงล่ะ ไวน์ขาวมันเข้ากับอาหารทะเล”
ผมผงกหัวให้กับคำตอบของพ่อ
[ความหวานของไวน์ขาวจะไปดับกลิ่นคาวของปลา ส่วนไวน์แดงก็เหมาะกับเมนูเนื้อ เพื่อไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป...ผมอธิบายเสริมให้]
จากนั้นหันกลับมามองบรรดาขวดบนชั้น
“ขวดไหนจะเปิดในวันเกิดผมเหรอ” ผมเอ่ยปากถาม
“ขวดนี้”
คุณพ่อแขวนตะเกียงกับตะขอที่ชั้นวาง
แล้วเอื้อมมือไปหยิบขวดหนึ่งออกมา เป็ขวดไวน์สีขาวใส
ประคองด้วยสองมือ ราวกับอุ้มทารกอยู่
“ไวน์ขาว ‘ไลท์ อเล็กซ์ซานดรี บล็องค์’ ปีเฮ็มดัลที่ 1476”
ปี 1476 เป็ปีที่ผมเกิด
ผมเกิดวันที่ 10 เดือนธอร์ริ ปีศักราชเฮ็มดัลที่ 1476
เคยเล่าไปว่าโลกนี้ มีหลักเกณฑ์นับวันเวลาไม่ต่างจากโลกเก่า แตกต่างกันแค่การเรียกชื่อ และการนับปี
เดือนธอร์ริ ถ้าเทียบกับโลกเก่าคือ เดือนกุมภาพันธ์
และปีเกิดของผม ก็คือปีที่ 1476 ถ้าอย่างนั้นคำว่า ‘เฮ็มดัล’ คืออะไร
เฮ็มดัล เป็ชื่อของ ‘นักบุญ’
โลกนี้จะเริ่มนับปีศักราชเมื่อ นักบุญ จากไป
ในหนังสือใช้คำเรียกแทนการ จากไป ว่า ‘ถูกเชื้อเชิญไปยังแดนของพระเ้า’
การนับปีแบบนี้ เป็การให้เกียรติและรำลึกถึงนักบุญ
นั่นหมายความว่า นักบุญเฮ็มดัล คนนี้ จากไป 1,482 ปี (ปีปัจจุบัน)
อาจสงสัยว่า โลกนี้มีประวัติศาสตร์แค่ 1,400 กว่าปีเองเหรอ
โลกนี้มีประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์มากว่า 17,000 ปีแล้ว
และอย่างที่บอกว่า การนับปีจะเริ่มนับหนึ่งเมื่อนักบุญจากไป
นั่นหมายความว่าไม่ได้มีนักบุญแค่คนเดียว
เท่าที่อ่านเจอ ดูเหมือนจะมีทั้งหมด 4 นักบุญ ถ้าดูจากชื่อศักราชในอดีต
ได้แก่ นักบุญปีเตอร์ นักบุญไมเคิล นักบุญมาเรีย และนักบุญเฮ็มดัล
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจไม่ใช่การนับปีศักราชด้วยระบบนี้
แต่เป็ช่องว่างระหว่างการนับปีต่างหาก
การนับปีเริ่มนับเมื่อนักบุญคนแรกจากไป แล้วเริ่มนับใหม่เมื่อนักบุญคนที่สองจากไปอีกคน
ใน่นี้จะมีช่องว่างอยู่ เป็ช่องว่างที่แสดงถึง่ที่นักบุญยังมีชีวิต
ซึ่งมากสุดที่ผมเห็นคือ 972 ปี
ไม่ใช่แค่นั้น นักบุญคนอื่นๆยังมีอายุเฉลี่ยประมาณ 300 ปีด้วย
เคยอ่านเจอในสารานุกรมว่ามนุษย์ที่อายุเยอะที่สุดคือ 150 ปี
แสดงว่านักบุญไม่ถูกนับว่าเป็มนุษย์งั้นเหรอ
ตัวตนของนักบุญจึงเป็หนึ่งในเื่ที่ผมสงสัยมาก
และดูเหมือนคำตอบนั้น จะต้องเข้าไปค้นหาใน อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เซเรสทีเรีย
ดินแดนต้นกำเนิดแห่งเวทมนตร์ และศาสนจักรแห่งศานาอิกดราซิล
ศาสนาของเหล่านักบุญนี้
“ผมเห็นว่าปี 1476 มีอีก 2 ขวดนะครับ แถมเป็ไวน์แดงด้วย” ผมถามคุณพ่อ
“ขวดหนึ่งสำหรับตอนลูกอายุ 16 ปี และได้เป็ผู้สืบทอดตระกูลเต็มตัว”
“แล้วอีกขวดล่ะครับ”
คุณพ่อเว้นลมหายใจชั่วครู่ แล้วหันมายิ้มให้
“วันแต่งงานของลูกไง”
[คนๆนี้ คิดไปไกลถึงขนาดนั้นั้แ่เราเกิดมาเลยเหรอ บางทีคงเป็เื่ปกติของคนเป็พ่อ ของครอบครัวทั่วๆไป เราไม่อาจเข้าใจได้ เพราะชาติก่อนเราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าพ่อตัวเองเลย ไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าคนเป็พ่อต้องทำยังไง]
โยฮันจ้องมองไปยังใบหน้าของลอว์เลนซ์
แล้วเลื่อนสายตาลงไปยังขวดไวน์ขาว ในสองมือของเ้าตัว
“ผมนึกออกแล้วครับ ว่าผมอยากได้อะไร”
“หือ? ไวน์นี่นะ! ไม่ได้ๆ เด็กยังดื่มไวน์ไม่ได้หรอก”
ลอว์เลนซ์ทำท่าส่ายหัวปฏิเสธ
“เปล่าครับ แต่เป็ของที่เหมาะกับไวน์ขาว ในวันเกิดของผมต่างหาก”
“แล้วสิ่งนั้นคือ?”
โยฮันยิ้มตอบกลับไป
...
วันถัดมา
ในค่ำคืนที่ห้องฟ้ามีพระจันทร์สีน้ำเงินเต็มดวง ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว
ผืนฟ้าถูกย้อมด้วยแสงสีน้ำเงิน
เรียกคืนที่ท้องฟ้าเป็สีน้ำเงินส่องสว่างแบบนี้ว่า ‘บลูไนท์’
ภายในบ้านของครอบครัว คาร์ริส ไลท์แมน
สมาชิกทั้งบ้านกำลังอยู่กันพร้อมหน้าในห้องทานอาหาร
ตัวห้องส่องสว่างด้วยแสงไฟจาก ลูกบอลเวทย์แสงในโคมไฟบนเพดานห้อง แสงของเปลวไฟจากเทียนบนเชิงเทียนหรูหรา ที่อยู่กึ่งกลางโต๊ะอาหาร
มีคนสองคนกำลังนั่งหันหน้าเข้าหาโต๊ะอาหารนี้
คือลอว์เลนซ์ และ แมรีแอนนา
ส่วนโยฮันไม่ได้นั่ง แต่ยืนอยู่บนเก้าอี้ และกำลังหันหน้าไปยังคนทั้งสองที่เป็พ่อแม่
เค้ายืนยิ้มแล้วเอ่ยปากว่า
“ยกมาเสิร์ฟได้ เฟรอร์”
สิ่งที่เมดสาวใส่แว่นประจำครอบครัว ยกมาเสิร์ฟ
คือ อาหาร 3 ชนิด แต่ละชนิดปริมาณสำหรับ 3 คนรอบโต๊ะ
“อาหารชุดนี้ ผมเรียกมันว่า “ไคเซกิ” เป็ชุดอาหารที่เน้นรับรู้รสชาติสดใหม่ของวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล ตัวชุดอาหารประกอบด้วย อาหาร 3 อย่าง คือ อาหารจานหลัก อาหารจานรอง และอาหารจานข้าว”
โยฮันเว้น่ ก่อนจะผายมือไปทางอาหารชนิดหนึ่ง
“อาหารจานพวกนี้ คืออาหารจานหลัก ผมเรียกจานเหล่านี้ว่า “ซาชิมิ” ครับ”
“ซาชิมิ เหรอ” ลอว์เลนซ์ถาม
“หมายถึง ‘ร่างที่ถูกเจาะ’ ครับ วัตถุดิบที่จับมาจะถูกแทงเข้าที่หัว เพื่อให้ตายทันทีที่ขึ้นจากผิวน้ำ แช่แข็งมัน เพื่อให้คงความสดใหม่ไว้ อาหารจานนี้มีหลักการคือ ‘การปรุงโดยไม่ปรุง’ เพื่อเน้นรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบให้มากที่สุด”
“เพราะแบบนั้นเลยยังดูเป็ปลาดิบอยู่เลยสินะ”
ลอว์เลนซ์จ้องมองไปยังอาหารจานเหล่านี้ แล้วเอ่ยปากออกมา
“จัดจานได้สวยจังเลย โยฮัน”
แมรีแอนนากล่าวชม
“มาแนะนำ ซาชิมิ เหล่านี้กันดีกว่า มีทั้งหมด 5 จาน คือ ปลาค็อด ปลาแซลมอน หมึกกล้วยสด กุ้งหวานสด และหอยเม่นทะเลครับ”
—จานปลาค็อด
นำปลาเนื้อขาวมาหั่นบางๆ วางคลี่เป็วงกลมรอบจานสีดำ ตรงกลางโปะไข่ปลาคาเวียร์สีดำ คู่เคียงด้วยเลมอนสีเหลืองหั่นบางๆ ขอบจานประดับด้วย ดอกโอเรนอส ดอกไม้คริสตัลเรืองแสงสีฟ้า
—จานแซลมอน
หั่นปลาเนื้อแดงเหล่านี้เป็สีเหลี่ยมผืนผ้าบาง วางตามขวางบนจานสีน้ำตาลอ่อนลายเนื้อไม้ ข้างใต้เนื้อปลารองด้วยหัวไชเท้าเส้น ข้างจานวางประดับด้วยดอกจัสมินฤดูหนาวสีเหลือง
—จานปลาหมึก
หมึกกล้วยสดถูกหั่นเป็ชิ้นๆ จัดเรียงตามขวางบนจานใส จานปลาหมึกวางทับอยู่บนจานสีดำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งก้อนเล็กๆอัดแน่นเหมือนกรวดใส ข้างปลาหมึกประดับด้วยดอกสโนว์ดรอปสีขาว
—จานกุ้งสด
บรรดากุ้งหวานถูกลอกเปลือกออก วางเรียงกันตามขวางบนจานสีเทา ข้างใต้กุ้งรองด้วยหัวไชเท้าเส้น
“หือ!? ที่ดูแล้วคล้ายกับลิ้นสีเหลืองนี่นะเหรอ หอยเม่นทะเล” คุณแม่แมรีแอนนาถาม
“ใช่ครับ”
“มันกินได้ด้วยเหรอ” คุณพ่อลอว์เวนซ์ถาม
“ได้ครับ อร่อยด้วย”
—จานหอยเม่นทะเล
โยฮันจัดจานโดย แกะเปลือกหอยเม่นออกครึ่งตัว เปิดเปลือกให้เห็นเนื้อสีเหลืองส้ม คล้ายกับลิ้นของหอยเม่น รองข้างใต้ของเนื้อพวกนี้ด้วยใบไผ่สีเขียว จากนั้นยกหอยเม่นนี้ไปวางบนถ้วยทรงกรวยที่ปูเกล็ดน้ำแข็งไว้เต็มถ้วย ประดับด้วยเลมอนหั่นบางๆ
[เพราะปกติชาวประมงในโลกนี้เมื่อเห็นหอยเม่นติดแหมา จะโยนทิ้งลงทะเลทันที คงเห็นว่ามันมีหนามเลยคิดว่ากินไม่ได้ล่ะมั้ง เนื้อหอยจะรสออกหวาน เค็มนิดๆ เข้มข้น เนื้อนุ่มละมุน และได้กลิ่นเฉพาะตัวเหมือนอยู่กลางทะเล]
“ต่อไป ผมขอแนะนำอาหารจานรอง เป็เมนูผัก คือ ‘ฮุมเมอซาลัตท์’ หรือ สลัดกุ้งลอบสเตอร์ครับ”
—ฮุมเมอซาลัตท์ (Hummersalat)
บนจานจะปูด้วยผักกาดหอมเป็แผ่นกว้าง วางทับด้วยหน่อไม้ฝรั่ง กับอาร์ติโชก จัดเรียงด้วยกุ้งลอบสเตอร์ที่หันเป็ชิ้น ประดับประดาด้วยมะเขือเทศและไข่ต้มที่หั่นเป็ชิ้นบางๆ ปิดท้ายด้วยการระบายมายองเนสผสมวิปปิ้งครีมลงไป แล้วบีบเลมอนตามพอประมาณ
ผักสีเขียวดูชุ่มฉ่ำ กุ้งลอบสเตอร์สีแดงสด กับมายองเนสสีขาวเยิ้ม ทำให้ดูสวยสด น่าทาน กระตุ้นความอยากอาหารได้ดี
“สุดท้าย อาหารจานข้าว คือ ‘เลฟซ่า’ ครับ”
—เลฟซ่า (Lepse)
ลักษณะคล้ายโรตีแผ่นใหญ่ ทำจากแป้งสาลี ด้วยการปั้นแป้งเป็ก้อนกลมแล้วนวดคลึงเป็แผ่นบาง จากนั้นเอาไปย่างไฟ เลฟซ่าจะ เหนียวนิดๆ แต่นิ่มและเนื้อเนียนกว่าแป้งนาน ทาเนยทับ้า สามารถทานคู่กับปลาหรือเมนูอื่นๆได้ เพราะเพิ่งย่างมาหมาดๆ กลิ่นจึงหอมคลุ้ง
“แปลกใหม่ สวยงาม และน่าทานมาก โดนเฉพาะที่ลูกเรียกว่า “ซาชิมิ” นี่ ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนเลย ถึงการทานปลาดิบๆ” ลอว์เลนซ์หันมาบอก
“เป็เพราะปลามันเหม็นคาว แต่ปัญหานั้นสามารถแก้ได้ด้วย เครื่องปรุงที่ผมเตรียมมาคู่กันครับ”
“นี่เหรอ มัสตาร์ดสินะ แล้วก็ขิงดอง ส่วนน้ำสีดำๆนี่?”
“ซอสถั่วเหลืองครับ”
[อันที่จริงมันควรใช้วาซาบิ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอในโลกนี้ โชคดีที่มีมัสตาร์ด จึงพอใช้แทนกันได้ เพราะมันจะไปเปิดประสาทต่อมรับรสเหมือนกับวาซาบิ ส่วนซอสถั่วเหลืองนี้ ใช้เพื่อดับกลิ่นคาวของปลานั่นเอง]
“วิธีทานจานซาชิมินี้คือ ให้ป้ายมัสตาร์ดลงบนซาชิมิ จิ้มกับซอสถั่วเหลือง แล้วรับประทานครับ ตัวมัสตาร์ดจะไปเปิดต่อมรับรส ทำให้รับรู้รสชาติของเนื้อปลาที่ปกติจะรสอ่อนให้เด่นชัดขึ้น และซอสถั่วเหลืองก็ลบกลิ่นคาวปลาที่คอยกวนใจออกไป ส่วนขิงดองนั้น เอาไว้ล้างปากก่อนที่จะทานปลาอีกชนิดหนึ่ง”
“แบบนี้เอง ทานโดยใช้มือหยิบเหรอ” คุณพ่อถาม
“อันที่จริง ก็อยากให้เป็แบบนั้น แต่ผมว่า มันอาจจะขัดใจพวกเรา รวมถึงคนทั่วไปในโลก...เมืองนี้ไปซะหน่อย จึงคิดว่าใช้ตะเกียบแทนจะดีกว่า”
“แท่งไม่คู่นี้น่ะเหรอ” คุณแม่หยิบตะเกียบที่วางไว้ข้างๆขึ้นมาแล้วถาม
“มันใช้ยังไงล่ะ”
“ก็แค่ใช้นิ้วกับมือจับมันไว้แบบนี้...แล้วก็ใช้ปลายของมันหนีบอาหารขึ้นมาแบบนี้...”
โยฮันสาธิตการคีบตะเกียบให้พ่อกับแม่ดู แล้วทั่งคู่ก็ทำตาม ดูทุลักทุเลในตอนแรก แต่แค่ไม่กี่นาที ทั้งคู่ก็ทำตามได้
“แบบนี้สินะ พอจะเข้าใจแล้ว”
“กินแบบนี้ก็ได้ด้วยสินะ”
“คิดซะว่าเล่นเกมก็แล้วกันครับ”
“ว่าแต่ ลูกเป็คนเตรียมเองหมดเลยเหรอ อาหารพวกนี้” คุณแม่หันมาถาม
“ผมแค่ออกแบบเมนู จัดจาน กับเลือกวัตถุดิบเอง แต่ก็มีเฟรอร์ไปช่วยเลือกกับช่วยถือของด้วย ส่วนการลงมีดเป็ของเฟรอร์ ถึงผมจะคอยชี้นิ้วกำกับอยู่ข้างๆด้วยก็เถอะ”
ผมหันไปหาเฟรอร์ แนะนำผู้ให้ความร่วมมือ เฟรอร์ก็ผงกหัวรับ
“แล้วไปเอาไอเดียออกแบบเมนูพวกนี้มาจากไหนเหรอ” คุณพ่อถาม
“จากหนังสือหลายๆเล่มในร้านหนังสือที่ผมชอบไปครับ หนังสือสอนทำอาหารบ้าง หนังสือปลาบ้าง พออ่านไปเรื่อยๆมันก็เกิดไอเดียขึ้นมา คิดว่าน่าจะทำได้ ก็เลยลองดู ปรากฏว่าออกมาดีกว่าที่คาด ด้านชื่อ ก็ยืมศัพท์มาจากหนังสือประวัติศาสตร์โบราณเล่มหนึ่ง”
[โกหกคำโต เพื่อให้แเี]
“งั้นหรอกเหรอ” คุณพ่อดูจะเชื่อสนิทใจ คุณแม่ก็ด้วย
“เอาล่ะ มาเริ่มทานกันเถอะครับ เฟรอร์”
ผมหันไปหาเธอเป็การส่งสัญญาณ เธอเดินไปเปิดจุกคอร์กจากไวน์ขาว ปี 1476 ที่คุณพ่อแช่เตรียมไว้ แล้วรินใส่แก้วไวน์ของคุณพ่อและคุณแม่ ส่วนของผมเป็น้ำองุ่นขาวรินใส่แก้วธรรมดา
จากนั้นเธอจึงเดินไปหยิบไวโอลินขึ้นมา ตั้งท่าเตรียมพร้อม
และเริ่มเล่นเพลง ‘เซเรเนด ฟอร์ สตริง โอปุส 48 ท่อนที่ 2 วอลซ์’ ของไชคอฟสกี (Tchaikovsky - Serenade for Strings, op.48 ii Valse)
เพลงท่วงทำนองสดใส เข้ากันได้ดีกับมื้ออาหารแห่งการเฉลิมฉลอง
[สมเป็เมดผู้เพียบพร้อม เล่นเพลงได้ไพเราะ ตรงตามคีย์จริงๆ]
พวกเราจึงเริ่มลงมือ ลิ้มรสอาหารที่อยู่ตรงหน้า
“อื้ม รสชาติปลาสดๆ มันเป็แบบนี้เองเหรอ”
คุณพ่อเอ่ยหลังคีบปลาแซลมอนเข้าปาก
“หืม!? เนื้อหอยเม่นนี่ มันหวานขนาดนี้เลยเหรอ”
คุณแม่พูดโดยเอามืดปิดปากราวกับพยายามซ่อนรอยยิ้มไว้
“ปลาค็อดนี่ ได้รสและกลิ่นของน้ำทะเล แถมยังนุ่มละมุนลิ้นดีจัง ความฉ่ำนี้ อย่างกับมันจะละลายในปากเลย”
คุณพ่อพูดออกมาในขณะที่ตายังหลับอยู่ หลังซึมซับรสชาติของปลาที่ตัวเองชอบ ใบหน้าดูเคลิบเคลิ้ม
“แซลมอนนี่ มันฉ่ำๆ พอจิ้มกับซอสแล้ว หวานมันดีจัง ทั้งนุ่มและลื่นลิ้น มีรสเค็มๆของทะเลนิดหน่อย”
คุณแม่เริ่มวิจารณ์รสชาติอาหารหลังชิมแซลมอนสดเข้าไป
“สำหรับคุณพ่อ มีจานปลาค็อดให้อีกนะครับ เพราะรู้ว่าต้องขอเพิ่มแน่” ผมบอก
“โอ้ รู้ใจพ่อมาก” คุณพ่อหันมาส่งยิ้มให้
หลังจากนั้นผมก็นั่งทานปลาค็อดอย่างเงียบๆ
“ตอนแรกเห็นขอเงินไปตั้ง 3 เหรียญเงิน ก็ไม่รู้จะเอาไปทำไม กลายเป็โดนลูกเซอร์ไพรส์แทนเหรอเนี่ย”
คุณพ่อบอกแล้วคีบกินปลาค็อดต่อ
“ไหนคุณว่าจะไม่ไปบอกลูกเื่วันเกิดไง ฉันก็กะจะบอกเองวันนี้ให้ใซะหน่อย แต่ลูกก็บอกว่า รู้แล้วครับ ซะงั้น”
คุณแม่บ่นกับพ่อ แล้วคีบกินกุ้งหวาน
“หุหุ โทษทีนะ”
คุณพ่อหัวเราะโดยที่ปากยังหุบอยู่ แล้วเอ่ยขอโทษเบาๆ พลางคีบปลาหมึกสดบ้าง
“แล้วจะทำยังไงกับเนื้อแกะอบล่ะเนี่ย อุตส่าห์ซื้อเตรียมไว้แล้ว”
คุณแม่บ่นออกมา มองไปที่เฟรอร์ เฟรอร์สบตากับแม่ก็จริง แต่ก็ยังคงบรรเลงไวโอลินต่อไป…เหมือนกับจะบอกว่า ไม่ใช่เื่ของดิฉันค่ะ ได้โปรดตัดสินใจด้วยตัวเองเถอะ
“ก็เลื่อนไปเป็วันอื่นก็ได้นี่ครับ...จะว่าไป ของขวัญของคุณแม่ล่ะครับ” ผมถามออกไป
“อื้อ...นี่จ้ะ”
คุณแม่หยิบกล่องของขวัญออกมาจากข้างตัว กล่องสีฟ้าผูกริบบิ้นสีเงิน แล้วส่งมาให้ผม
ผมคลี่ยิ้ม เอื้อมมือรับมา แล้วแกะออกดู
ของขวัญคือ ผ้าเช็ดหน้า
ผ้าเช็ดหน้าหรู ทำจากผ้าฝ้ายชั้นดี สีขาว ปักขอบด้วยลวดลายหรูหราสีเงิน และมีชื่อของผมปักอยู่ที่มุมล่างซ้ายด้วยเงิน ว่า ‘J.C.Lightman’
“ฉลองการเข้าโรงเรียนประถมไงจ้ะ สุภาพบุรุษทุกคนต้องพกติดตัวไว้นะ”
คุณแม่ยิ้มบอก
“ขอบคุณมากครับ”
ผมหันไปยิ้มขอบคุณเช่นกัน
[ที่เห็นเข้าไปในร้านเย็บปักเสื้อผ้าในวันที่ไปเดินตลาดนี่เอง]
แล้วพวกเราทั้งสามก็กลับไปจดจ่ออยู่กับชุดอาหารเลิศรสต่อ
[เสียดายจริงๆที่เป็น้ำองุ่นขาว แต่เอาเถอะ ไว้โตกว่านี้ก่อนก็ได้ อีกแค่ 10 ปีเอง]
โยฮันหลับตา
จดจ่อกับเสียงเพลงที่ลอยเข้ามาในหู และรสชาติของเนื้อปลาในปาก
[เพลงนี้ กับอาหารชุดนี้ มันทำให้นึกถึง่เวลาในตอนนั้นจริงๆ...]
ภาพที่โยฮันหวนระลึก…
คือภาพครอบครัวหนึ่งที่มีกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก
ครอบครัวนี้กำลังนั่งทานอาหารชุดเดียวกันกับที่โยฮันกำลังทานอยู่
ฝ่ายลูกสาวที่น่าจะอายุราวๆ 12 ขวบ หันมาหาคนที่เป็พ่อ
[“ขอบคุณนะคะ! คุณพ่อ!”] เธอกล่าวขอบคุณสำหรับดินเนอร์นี้ ด้วยรอยยิ้มบานแฉ่ง ราวกับดอกเดซี่น้อยๆบานรับแสงตะวัน
ชาร์ล็อต...
โยฮันนิ่งไปครู่หนึ่ง
[…ถึงตอนนั้นจะเป็ไวน์ขาว ‘โซวีญง บล็องค์ เซมิลยอง’ (Sauvignon Blanc Semillon) บ่ม 14 ปี ก็เถอะนะ]
โยฮันคลี่ยิ้ม แล้วจิบน้ำองุ่นขาวตาม
ในวันนี้ วันที่ 10 เดือนธอร์ริ ปีศักราชเฮ็มดัลที่ 1482
โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน ได้มีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
และเมื่อถึงเดือน ไอน์เมเนอร์ หรือ เดือนเมษายน ซึ่งเป็่เข้าฤดูใบไม้ผลิ ก็จะเป็วันเปิดเทอมของโรงเรียนประถมแห่งจักรวรรดิ
โรงเรียนประถมไฮเซนเบิร์ก
โรงเรียนที่โยฮันจะเข้าไปศึกษาต่อ