งานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินท่านเ้าเมืองผ่านไปท่ามกลางเสียงเล่าลือถึงความสามารถของบุตรชายและบุตรีของสกุลฉี โดยเฉพาะฉีอันหนิงที่ได้รับคำชื่นชมมากกว่าพี่ๆ นางแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นนางก็มีความสามารถที่มากล้น
“เฉินเอ๋อร์ ลูกว่าเป็เช่นไรบ้าง” ซ่งฮูหยินเอ่ยถามบุตรชายในเช้าวันต่อมา
“เื่อันใดหรือขอรับท่านแม่” เขาไม่เข้าใจที่มารดาเอ่ยถามออกมา
“บุตรีสกุลฉีอย่างไรล่ะ” ซ่งฮูหยินตอบออกมายิ้มๆ
“นางเป็เด็กที่น่าสนใจและมีความสามารถเกินสตรีขอรับ” เขาตอบก่อนที่ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
“ก่อนที่เ้าจะกลับเมืองตงฉวน แม่อยากให้เ้าลองไปทำความรู้จักน้องเอาไว้ก่อนได้หรือไม่ เพราะเอาเข้าจริงอีกสองปีกว่าเ้าจะได้กลับมา ถึงยามนั้นเ้าจะเปลี่ยนใจแม่ก็จะไม่ตำหนิเ้า”
ซ่งฮูหยินมิอยากให้บุตรชายพลาดเด็กหญิงที่ในอนาคตจะเติบโตไปเป็สตรีที่เก่งและชาญฉลาดเช่นบุตรีของท่านเ้าเมืองไป นางมิได้นึกแปลกใจหากเด็กหญิงจะเก่งเกินบุรุษ เพราะนางเชื่อว่าบุตรชายของนางผู้นี้สมควรที่จะมีสตรีเช่นนั้นคอยอยู่เคียงข้าง
“เอ่อ… จะดีหรือขอรับ” เด็กชายลังเลใจ เขาเองเพิ่งจะอายุสิบสี่ย่างสิบห้าปี ส่วนเด็กน้อยผู้นั้นก็รุ่นราวคราวเดียวกันกับน้องสาวของตน
“แค่ทำความรู้จักกันไว้ก่อน นับถือกันเป็พี่เป็น้องก็ได้ แม่มิได้บังคับนี่ลูก” เพราะเื่ของภายภาคหน้ามิมีผู้ใดจะสามารถรับรู้ได้ แต่ให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกันไว้มันก็เป็การปูเส้นทางที่ดีเอาไว้มิใช่หรอกหรือ
“ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมได้ขอรับ เพราะลูกยังมิได้มีใจใฝ่หาสตรีในยามนี้ ลูกยังมีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่จักต้องทำอีกมากมาย” เพราะหน้าที่สำคัญที่เขาจะต้องได้รับมอบหมายหลังจากการฝึกอีกสองปีข้างหน้าทำให้เขามิอาจรู้ได้ว่าคนอย่างเขาสมควรที่จะมีผู้ใดข้างกายหรือไม่
วันต่อมาคุณชายใหญ่ซ่งและคุณหนูรองซ่งก็ได้พากันเดินทางมาเยือนจวนสกุลฉี ใต้เท้าฉีและฉีฮูหยินให้การต้อนรับเด็กๆ ทั้งสองเป็อย่างดี รวมไปถึงบุตรชายและบุตรีทั้งสี่ด้วยที่มารวมตัวกันอยู่ที่เรือนรับรองเพื่อพูดคุยกับคุณชายใหญ่สกุลซ่งและสหายสนิทของฉีอันหนิง
“คงลำบากแย่เลยใช่หรือไม่คุณชายใหญ่ซ่ง” ใต้เท้าฉีสอบถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ และเพราะมิได้สนิทคุ้นเคยกับเด็กชายผู้นี้ เขาจึงเรียกขานเด็กชายออกไปเช่นนั้น
“มิได้ลำบากเลยขอรับ เพราะนี่คือหน้าที่ที่ข้าน้อยจะสามารถตอบแทนคุณแผ่นดินแคว้นโจวหนานได้” คำตอบของว่าที่หน่วยองครักษ์ดำในอีกสองปีข้างหน้าทำให้ท่านเ้าเมืองอย่างใต้เท้าฉีพยักหน้าพร้อมเอ่ยชมออกมาด้วยความชอบใจ
“ดีๆๆ เ้าช่างเป็เด็กที่มีความมุ่งมั่นและรู้จักกตัญญูต่อแผ่นดินยิ่งนัก ภายภาคหน้าข้าเชื่อว่าเ้าจักต้องเป็ผู้ที่คอยปกป้องเมืองตงหลางแห่งนี้ให้สงบสุขได้ดีอย่างแน่นอน”
คำชมของท่านเ้าเมืองมิได้ทำให้ซ่งมู่เฉินทำตนหยิ่งผยอง เขายกมือขึ้นมาคำนับอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณ ฉีอันหนิงมองพี่ชายของเพื่อนสนิทด้วยแววตาชื่นชม
“ถ้าเช่นนั้นลุงกับป้าขอตัวก่อน เ้ากับซินเอ๋อร์ตามสบายเถิด ลูกใหญ่ ลูกรอง ลูกสาม หนิงเอ๋อร์ดูแลเพื่อนๆ ด้วยนะลูก”
ใต้เท้าฉีเอ่ยออกมาก่อนที่จะหันไปสั่งบุตรชายและบุตรีของตน จากนั้นสองสามีภรรยาก็ลุกจากเก้าอี้ที่ห้องโถงของเรือนรับรองแล้วเดินกลับเรือนนอนไป
“ถ้าเช่นนั้นไปนั่งคุยกันต่อที่ศาลาริมน้ำดีหรือไม่” ฉีอันหนิงเสนอออกมา
“อื้อ… พี่ชายใหญ่ลองไปดูปลาที่สระของจวนนี้สิเ้าคะ ตัวใหญ่เนื้อหวานมากเลยเ้าค่ะ” ซ่งเจียวซินรีบบอกพี่ชายเกี่ยวกับปลาของจวนนี้ที่นางเคยได้ชิมเมื่อครั้งนั้นให้พี่ชายได้ฟังทันที
“คราวก่อนหนิงเอ๋อร์พานางตกปลาแล้วให้บ่าวที่จวนย่างปลาให้กินน่ะขอรับ” ฉีอันลู่เล่าเื่ราวคราวก่อนให้รุ่นพี่ได้ฟัง เขามองคุณชายสกุลซ่งด้วยแววตาที่นับถือ
“ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้ากับน้องสาวขอรบกวนทุกคนแล้วขอรับ” คำตอบของซ่งมู่เฉินทำให้สี่พี่น้องสกุลฉีฉีกยิ้มกว้างออกมาแล้วพากันเดินนำผู้มาเยือนไปยังศาลาริมน้ำ
พี่น้องสกุลฉีแสดงฝีมือในการตกปลาให้พี่น้องตระกูลซ่งได้ชม แม้แต่ซ่งมู่เฉินเองก็รู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับการตกปลาในครั้งนี้ด้วย เพราะเขานั้นมิค่อยได้ทำเื่เล็กๆ เช่นนี้ ด้วยเพราะเป็บุตรชายคนโตจึงมีภาระหน้าที่มากมายที่ตนต้องฝึกฝนและปฏิบัติ
“เ้าอยากลองหรือไม่มู่เฉิน” ฉีอันหลงเอ่ยถามพี่ชายสหายของผู้เป็น้องสาว
“ข้าลองได้ด้วยหรือ” เขาเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สี่พี่น้องตระกูลฉีถึงกับมองมาที่เขาด้วยแววตาอแปลกใจ
“อย่าบอกนะว่าท่านมิเคยตกปลามาก่อน” ฉีอันลู่ถามออกมาด้วยความสงสัย
“ใช่… ข้ายังมิเคยได้ใช้เบ็ดตกปลาเช่นนี้เลยสักครั้ง ตอนไปฝึกอยู่ที่เมืองตงฉวน ส่วนมากพวกข้าจะใช้ธนู หอก หรือไม่ก็ใช้มีดดาบ”
เขาเคยหาปลาแต่ว่าการหาปลาของเขานั้นมันค่อนข้างที่จะโหดกว่าปกติ สี่พี่น้องสกุลฉีถึงกับพากันอ้าปากค้าง เรียกเสียงหัวเราะดังมาจากซ่งเจียวซิน
“คิกๆๆ พวกท่านคิดว่าพี่ชายของข้าแปลกใช่หรือไม่ แต่การไปศึกษาวิชาที่เมืองตงฉวน พวกเขาต้องหากินเองยามเมื่อออกไปฝึกในป่า ปลาส่วนมากก็ได้มาจากในลำธาร”
ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาก่อนที่จะส่งคันเบ็ดให้กับพี่ชาย เขายื่นมือไปรับมาก่อนที่จะเดินตามพี่ชายทั้งสามของสหายสนิทของน้องสาวไป ฉีอันหนิงนั่งชื่นชมพวกพี่ๆ อยู่ในศาลากับซ่งเจียวซิน เด็กหญิงทั้งสองพูดคุยก่อนพลางส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นมาเป็ระยะ ทั้งซ่งมู่เฉินและฉีอันหลงต่างมองไปตามเสียง ริมฝีปากของทั้งสองพลันฉีกยิ้มน้อยๆ ออกมา
“ปลากินเบ็ดแล้วขอรับ” เสียงของจูจงฉีะโบอกด้วยความตื่นเต้น เขาเองก็มิต่างจากคุณชายใหญ่ที่มิค่อยได้มีวัยเด็กเช่นนี้
“ยกขึ้นขอรับ ยกขึ้น”
เสียงของฉีอันลู่บอกพี่ๆ ซ่งมู่เฉินทำตามที่คุณชายสามสกุลฉีบอก เขายกขึ้นก่อนที่จะตวัดคันเบ็ดไปทางด้านหลัง แต่แล้วสิ่งที่มิได้คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อตะขอเบ็ดนั้นมิได้มีตัวปลาติดมา แต่ทว่าเป็ตะขอเปล่าที่ถูกตวัดไปโดนจมูกของจูจงฉีพอดี
“โอ๊ะ!!! โอ๊ย!!! คุณชายใหญ่ ท่านแกล้งข้าน้อยหรือขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆๆ ข่ะ…ข้าขออภัย ฮ่าๆๆๆ มาๆ มาใกล้ๆ ข้าจะช่วยเอาออกให้” เสียงหัวเราะดังขึ้นจากสามพี่น้องสกุลฉี แม้แต่คุณชายใหญ่สกุลซ่งเองก็กลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว เขาพูดพลางกลั้วหัวเราะออกมา
เด็กหญิงทั้งสองชะโงกหน้ามองไปตามเสียงหัวเราะของพี่ๆ ด้วยความสนใจ ก่อนที่ทั้งสองรวมไปถึงเด็กรับใช้ที่ติดตามจะพากันหัวเราะออกมาเช่นกันเมื่อเห็นคนสนิทของซ่งมู่เฉินมีตะขอเบ็ดเกี่ยวอยู่ที่ปีกจมูกด้านขวา ซ่งมู่เฉินค่อยๆ เอาตะขอเบ็ดออก ดีที่จมูกนั้นค่อนข้างบางจึงทำให้เืออกมาเพียงเล็กน้อย เพียงแค่นี้มิได้ทำให้จูจงฉีรู้สึกเ็ปหรือโกรธเคืองคุณชายใหญ่ เขาเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
“ข้าน้อยว่าคุณชายมิเหมาะกับการใช้เบ็ดตกปลาหรอกขอรับ” คนสนิทเอ่ยออกมาตามความจริง
“ข้าก็คิดเช่นนั้น…. ข้าขอตัวไปนั่งดูกับน้องๆ ดีกว่า”
ซ่งมู่เฉินเอ่ยก่อนที่จะเดินข้ามสะพานกลับไปยังศาลาริมน้ำที่มีน้องสาวและสหายสนิทของน้องสาวนั่งอยู่ สามพี่น้องสกุลฉีคิดเหมือนๆ กันว่า คนเราก็มีสิ่งที่ทำได้ไม่ดีและมีสิ่งที่ทำได้ดี อย่างเช่นคุณชายใหญ่สกุลซ่งผู้นี้เก่งกาจด้านบุ๊นบู๊ แต่ทว่าเื่การตกปลาโดยใช้เบ็ดเขานั้นมิสามารถทำได้
ฉีอันหนิงนั่งเงียบั้แ่พี่ชายของสหายสนิทมานั่งร่วมวงด้วย นางกลัวว่าเขาจะเอ่ยถึงเื่ที่นางกับเขาแย่งปิ่นปักผมกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ซ่งมู่เฉินยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ สายตาคมมองไปยังริมสระน้ำอีกฝั่งที่สามพี่น้องสกุลฉีและคนสนิทของเขากำลังนั่งตกเบ็ดกันอยู่
“อืม…. พี่เพิ่งจะนึกถึงเื่บางเื่ออก”
จู่ๆ เสียงของบุรุษผู้เดียวในกลุ่มก็ดังขึ้น เด็กหญิงทั้งสองหันกลับมามองหน้าเขาเป็ตาเดียวกันก่อนที่ฉีอันหนิงจะเป็ฝ่ายหันหน้ากลับไปมองเหล่าบรรดาพี่ชายของตนเช่นเดิม
“เื่อันใดเ้าคะท่านพี่” น้องสาวเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้ ส่วนสหายสนิทของนางได้แต่นั่งนิ่งทั้งๆ ที่ในใจของนางกำลังรู้สึกร้อนรน
“วันแรกที่พี่เดินทางมาถึงเมืองตงหลาง พี่ได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง รุ่นเดียวกับเ้าสองคนนี่แหละ นางแย่งซื้อปิ่นปักผมกับพี่ คราแรกพี่คิดว่าจะซื้อกลับมาฝากน้องเสียหน่อย แต่น่าเสียดาย พี่มิได้มีผู้ติดตามเช่นนาง” ฉีอันหนิงจ้องมองมายังเขาตาเขม็ง
“แล้วเหตุใดท่านพี่ต้องมีผู้ติดตามกันล่ะเ้าคะ” ซ่งเจียวซินเอ่ยถามพี่ชายใหญ่ของนางด้วยความสงสัย
“ก็เพราะพี่มิมีผู้ใดมาเป็พยานให้ได้ว่าพี่เป็ผู้พบเห็นปิ่นชิ้นนั้นก่อนน่ะสิ”
“ข้าว่าท่านพี่คงจะเข้าใจผิดแล้วล่ะเ้าค่ะ”
เสียงเล็กของฉีอันหนิงดังขึ้นทันที นี่มันคือเื่ราววันแรกที่เขาเจอกับนาง เขากำลังต่อว่านางด้วยการทำเป็จำมิได้ว่าเด็กหญิงที่เขายื้อแย่งปิ่นด้วยก็คือนาง
“เข้าใจผิดเช่นนั้นหรือ” เขาแสร้งเอ่ยถามออกมา
“เ้ารู้เื่อันใดหรืออันหนิง” สหายสนิทโพล่งถามขึ้นทันที
“ก็เด็กที่ท่านพี่ของเ้าแย่งปิ่นด้วยในวันนั้นก็คือข้าเอง วันนั้นข้าออกไปหาซื้อปิ่นปักผมเพื่อเป็ของขวัญวันคล้ายวันเกิดให้กับท่านแม่ของข้า แล้วบังเอิญมองเห็นปิ่นชิ้นนั้น ข้าเลยยื่นมือออกไปจะหยิบมัน แต่พี่ชายของเ้าก็ยื่นมือออกมาจะหยิบมันเช่นกัน ข้ามั่นใจว่าข้าเป็ผู้เห็นมันก่อน และข้าก็มีพวกพี่ซุนซุนและพี่ซูโหรวเป็พยานด้วย”
ฉีอันหนิงตอบเพื่อนก่อนที่จะเอ่ยถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ั์ตากลมโตมองไปยังใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายสหายคนสนิทมิวางตา ราวกับว่านางมิได้เกรงกลัวเขาแม้แต่นิด
“มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ" ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาเสียงเบา ก่อนที่จะหันไปจัดการพี่ชายของนาง
"เื่แค่นี้เอง ท่านพี่ใหญ่ก็… ท่านเป็บุรุษไปยื้อแย่งเครื่องประดับของสตรีกับสตรีเป็สิ่งที่มิควรกระทำหรอกนะเ้าคะ ท่านแม่เคยสอนมิใช่หรือว่าเป็บุรุษต้องเสียสละให้สตรีก่อน มิว่าจะเื่ใดก็ตาม”
ซ่งมู่เฉินถึงกับสะอึกที่ถูกน้องสาวที่รักตำหนิต่อหน้าเด็กหญิง แต่เื่ที่นางกล่าวออกมานั้นคือเื่จริง เขาเป็บุรุษมิสมควรจะไปยื้อแย่งสิ่งของกับสตรีเช่นนั้น
“พี่ก็คิดว่าวันนั้นพี่ทำมิถูก วันนี้พี่ก็เลยอยากจะเอ่ยคำขออภัยต่อสหายของเ้า วันนั้นพี่เพียงนึกสนุกอยากแกล้งเ้าสักหน่อย จึงได้แสดงกิริยาเสียมารยาทเช่นนั้นลงไป พี่ขออภัยต่อเ้าด้วยอันหนิง”
เขายิ้มก่อนที่จะเอ่ยออกมาจากใจจริง ฉีอันหนิงถึงกับตกตะลึงด้วยมิคาดคิดว่าเื่ราวจะจบลงเช่นนี้ ในเมื่อเขาขออภัยต่อนาง นางก็มิได้ใจดำจนมิสามารถให้อภัยต่อเื่เล็กน้อยเช่นนั้นได้
“ถ้าหากท่านพี่มิเอ่ยออกมา น้องก็ลืมไปแล้วเ้าค่ะ”
ฉีอันหนิงส่งยิ้มไปให้กับเขาบ้าง ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจบรรดาพี่ชายที่ชูปลาขึ้นมาให้นางดู ซ่งมู่เฉินส่ายหน้าไปมา เขาเองก็มิอาจรู้ได้ว่าเพราะเหตุใด การที่ได้ต่อปากต่อคำกับเด็กหญิงผู้นี้ถึงทำให้เขารู้สึกสนุกยิ่งนัก
ซ่งเจียวซินมองหน้าพี่ชายด้วยอารมณ์ไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้เขามิเคยใส่ใจกับเื่ราวที่ผ่านมา แต่เหตุใดกับเื่ที่ได้พบเจอสหายสนิทของนางครั้งแรก พี่ชายใหญ่กลับยังคงจดจำมิลืม และการพบกันครั้งแรกของคนทั้งคู่ก็มิได้สวยงามเสียด้วย หวังว่าฉีอันหนิงจะมิได้โกรธเคืองพี่ชายของนางจนพาลมาขุ่นเคืองนาง ยามนี้มิมีสหายคนใดจะดีกับนางเท่าฉีอันหนิงอีกแล้ว