[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    เล่ม 2 ตอนที่ 169 การพิจารณาคดี ตอนที่ 2

    “เพราะอะไร ?” พรีสต์เฒ่าที่อยู่ตรงกลางถามขึ้นด้วยท่าทางที่สง่างาม


    “กลุ่มผู้บุกรุกกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ ที่เคยบุกรุกเราเมื่อก่อน หลายคนในนั้นอายุน้อยมาก แต่พวกเขามีทั้งศักยภาพและความเฉลียวฉลาด รูปแบบการต่อสู้ของพวกเขาไม่ปกติและไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ และที่สำคัญ พวกเขามีเคลริคอยู่ในกลุ่มด้วย !”


    เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายที่อยู่ข้าง ๆ พรีสต์เฒ่าก็พูดขึ้นมา “กะอีแค่กลุ่มผู้บุกรุกไม่วิเศษวิโสกลุ่มนึง เจ้ายังต้องการให้เราส่งเหล่าพรีสต์และพาลาดินที่ทรงพลังไปอีกรึ ? แม้แต่ผู้บุกรุกที่มีแต่คนระดับสูงก่อนหน้านี้เราก็ยังไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องใช้กองกำลังของวิหารทั้งหมดเลย”


    “แต่ครั้งนี้มันต่างกัน ข้ามีลางสังหรณ์ว่าการบุกรุกครั้งนี้อาจทำให้เกิดสงครามเพลน” เอสเซียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่นพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เจ็บปวดบนใบหน้าของเขา 


    “สงครามเพลนรึ ?” พรีสต์ผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ทางขวายิ้มเยาะเย้ย “ผู้บุกรุกที่มีไม่กี่สิบคนนั่นน่ะหรือที่จะทำให้เกิดสงครามเพลน ? อื้ม... ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยแท้ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องเช่นนี้ เจ้าจะบอกว่ากลุ่มผู้บุกรุกที่ไร้ความสำคัญเหล่านั้นมีพลังอำนาจพอ ๆ กับสัตว์ร้ายในอดีตกาลงั้นสิ ?”


    เอสเซียนถอนหายใจออกมาอย่างหมดวังก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง “พวกเขามีเคลริค...”


    พรีสต์เฒ่าที่นั่งอยู่ด้านขวายังคงหัวเราะเยาะต่อไป “เคลริคแล้วไง ? มีคาถากี่คาถาที่เคลริคนั่นสามารถร่ายออกมาได้กันล่ะ ? อย่าบอกนะว่ามีมากกว่า 10  ที่นี่คือเฟเลอร์ ดินแดนของเทพแห่งความกล้าหาญ จะมีปีศาจตนใดที่สามารถมอบพลังลับให้กับคนเหล่านั้นในที่แห่งนี้ได้ ? แม้แต่เด็กยังรู้เลยเอสเซียน ! ข้าเคยคิดว่าเจ้าฉลาดและมีความรับผิดชอบ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยอมสร้างเรื่องโกหกเพื่อปกปิดความพ่ายแพ้ของตัวเองเช่นนี้ !”


    เอสเซียนอ้าปากเพื่อแย้งทว่าทันใดนั้นเขาก็รู้สึกราวกับว่าไม่มีคำพูดใดที่ต้องการจะเอ่ยออกมาอีก พรีสต์เฒ่าผู้นั้นพูดถูก แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนกระทั่งเขาได้เห็นมันกับตาตัวเองว่าพรีสต์สาวของกลุ่มผู้บุกรุกพวกนั้นสามารถร่ายคาถาออกมาได้มากกว่า 10 คาถา แม้แต่ทหารของบารอนฟอร์ซ่าที่นำข่าวทั้งหมดกลับมาเล่าให้ฟังก็ยังทำให้เขาเชื่อไม่ได้เลยจนบางทีเขาก็เผลอคิดไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงคำแก้ตัวที่เขาต้องการจะเอามาหักล้างจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นของเขา 


    แม้ว่าเขาจะรู้ผลลัพธ์ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาก็ยังถอนหายใจออกมาก่อนที่จะพยักหน้าซ้ำ ๆ และพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “เคลริคนั่นสามารถร่ายคาถาออกมาได้มากกว่า 10 คาถาจริง ๆ” ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าการตอบออกไปเช่นนี้อาจทำให้เขาถูกลงโทษรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมทว่าเขาก็ยังอยากจะเตือนให้พรีสต์คนอื่น ๆ ได้รู้ตัวอยู่ดี


    ซึ่งเมื่อเขาพูดออกไป ใบหน้าของพรีสต์ทั้งสามก็เปลี่ยนไปทันที มันไม่ใช่สีหน้าตกตะลึงทว่ากลับเป็นสีหน้าโกรธแค้นที่มองมาทางเขา ความเงียบครอบงำชั่วขณะหนึ่งก่อนที่พรีสต์ที่นั่งอยู่ตรงกลางจะหันไปถามคนข้าง ๆ ของเขาว่า “จะจัดการยังไงต่อ ?”


    พรีสต์ที่นั่งอยู่ด้านซ้ายลังเลครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ลงโทษสถานหนัก !”


    พรีสต์ที่นั่งอยู่ด้านขวาถอนหายใจออกมา เขาจ้องมองไปที่เอสเซียนเช่นกันและเอ่ย “ลงโทษสถานหนัก !”


    อีกคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายพยักหน้าตอบรับก่อนที่จะมองไปยังเอสเซียน “พรีสต์เอสเซียน ความประมาทเลินเล่อของเจ้าทำให้วิหารถูกทำลายจนทำให้ต้องสูญเสียวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวิหารไป นอกจากนี้ยังทำให้เหล่าพาลาดินของวิหารถูกฆ่าตายด้วย พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะให้เจ้าถูกทำโทษด้วยการทำงานอย่างหนักเป็นเวลา 5 ปีภายในหุบเขาแห่งความมืดมิด เจ้ามีอะไรโต้แย้งหรือไม่ ?”


    เอสเซียนส่ายหน้า ในความเป็นจริงเหล่าพรีสต์มักจะคิดถึงผลของบทลงโทษไว้ก่อนหน้านี้แล้ว มีผู้คนที่ถูกลงโทษเช่นเดียวกันกับเขาซึ่งไม่สามารถอยู่รอดได้เกิน 3 ปี ทว่าสำหรับเอสเซียน เขามั่นใจว่าเขาสามารถอยู่รอดได้มากกว่า 10 ปี การที่เขาถูกทำโทษเช่นนี้นั้นดีกว่าถูกทำโทษโดยใช้วิธีอื่นเพราะนี่ถือว่าเขายังมีโอกาสมีชีวิตรอด สำหรับการทำโทษด้วยการทำงานอย่างหนักภายในหุบเขานั้นถือเป็นการทำโทษที่ยังมีความประณีประนอมสำหรับเอสเซียนอยู่ไม่น้อย


    พรีสต์ที่นั่งอยู่ตรงกลางถามขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะกล่าวจบการตัดสิน “เอสเซียน เจ้ามีความต้องการอะไรอีกหรือไม่ ?”


    เอสเซียนเงยหน้าของเขาขึ้นก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มี ข้ามีคำขอสุดท้ายซึ่งก็คือ --ขอให้ใช้พรีสต์และพาลาดินจำนวนมากกว่า 100 คนเพื่อไปจัดการกับผู้บุกรุกเหล่านั้นและอย่าปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดอยู่ภายในเพลนแห่งนี้ได้แม้แต่คนเดียว ! --”


    พรีสต์ผู้หนึ่งมองด้วยสายตาที่ขัดแย้งก่อนถอนหายใจออกมาแล้วพูดขึ้น “ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่เจ้าไม่ได้ตระหนักถึงนะเด็กน้อยของข้า ในเวลานี้มีผู้บุกรุกกลุ่มใหม่ที่ทรงพลังเข้ามายังเพลนของพวกเราเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งแล้ว พรีสต์และครึ่งหนึ่งของพาลาดินภายในวิหารถูกส่งออกไปต่อสู้กับคนเหล่านั้นทว่าผลลัพธ์ในการต่อสู้ที่ได้คือกองกำลังของวิหารถูกคนเหล่านั้นกวาดล้างไปจนหมด”


    “ว่าไงนะ !?” เอสเซียนลุกขึ้นขณะโพล่งออกมาด้วยความตกตะลึง 


    “ตอนนี้กองทัพของบารอนฟอร์ซ่าไม่สามารถจัดการกับผู้บุกรุกเหล่านั้นได้ เราจึงเหลือทางออกเดียวคือเราจะต้องพึ่งพากองกำลังของเอิร์ลเจย์ลีออนและต้องใช้กำลังทั้งหมดที่พวกเรามีเพื่อกำจัดผู้บุกรุกรายใหม่เหล่านั้นออกไป เราได้เตือนไปยังคาร์ดินัลของวิหารกลางแล้ว และกำลังจะรวมกองทัพเข้ากับกองกำลังส่วนอื่น ๆ เพื่อจัดการกับศัตรูเหล่านั้น” 


    เอสเซียนถอนหายใจออกมาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “ข้ายังคงยืนยันคำขอเดิม เราสามารถเอาชนะผู้บุกรุกที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้ตราบใดที่พวกเขาไม่มีพรีสต์อยู่ในกลุ่มด้วย  แต่กลุ่มที่ข้าบอกก่อนหน้านี้แตกต่างจากกลุ่มอื่นจริง ๆเพราะพวกเขาสามารถบุกรุกและตั้งถิ่นฐานที่นี่ได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง และพวกเขาก็สามารถทำลายเฟเลอร์ทั้งหมดได้เช่นกัน !”


    “พอได้แล้วเอสเซียน ! ข้าทนฟังเรื่องเหลวไหลของเจ้ามามากพอแล้ว !” พรีสต์ที่อยู่ด้านขวามือตะโกนด้วยความโกรธเคือง “หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เจ้าเอาแต่อยู่ในจินตนาการของตนเองตลอดเวลาและใช้เวลาไปกับการเรียนคำสอนของลอร์ด ความสำเร็จของเจ้าก็คงจะยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไปนานแล้ว !”


    “ก็อาจเป็นเช่นนั้น...” เอสเซียนถอนหายใจและไม่โต้เถียงอะไรอีก ในที่สุดเขาก็เงียบและปล่อยให้พาลาดินทั้งสองลากตัวเขาออกไปจากห้องโถง


    ……


    เช้าวันรุ่งขึ้น ริชาร์ดเดินทางออกจากฐานทัพพร้อมกองกำลังของเขา มันอาจเป็นการเดินทางที่ใช้เวลายาวนานและไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใดเขาจึงจะสามารถกลับมาได้อีกครั้ง


    โอเกอร์และแกงดอร์ถือหีบใหญ่ในมือคนละหีบในขณะที่คนที่เหลือต่างพากันขนอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และเมื่อพร้อมแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังป่าลึกที่อยู่ด้านหน้า เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่มีตัวช่วยในการขนย้ายจึงทำให้ต้องยอมทิ้งของมีค่าและอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากมายไว้ที่ฐานทัพแห่งนี้ 


    ริชาร์ดใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าเขาควรจะทิ้งมันไว้ที่นี่หรือจะทำลายมันให้สิ้นซากดี ทว่าจากสัญชาตญาณของเขา เขาคิดว่ามันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหากเขาจะทิ้งอุปกรณ์พวกนี้ไว้ที่นี่  เพราะด้วยกำลังของบารอนฟอร์ซ่าในเวลานี้คงไม่สามารถจัดการกับของต่าง ๆ ที่อยู่ที่นี่ได้ และเมื่อพวกเขากลับมาที่นี่อีกครั้ง เขาก็คิดว่าคนในกองทัพของเขายังสามารถกลับมาใช้ของเหล่านี้ได้อีก 


    เส้นทางที่ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นถนนที่ไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่นัก เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นเส้นทางแคบเล็กที่เชื่อมต่อเข้าไปยังป่าลึกซึ่งเป็นที่รกร้าง บุคคลที่จะเดินทางผ่านเส้นทางนี้ได้คือเหล่านักเดินทางที่ชำนาญ ริชาร์ดเลือกใช้เส้นทางนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกศัตรูติดตามมาได้ เขาส่งสัญญาณให้กับ บรู๊ดมาเธอร์ที่นำกองทัพอยู่ด้านหน้าเพื่อให้มันหาเส้นทางใหม่ให้กับพวกเขาซึ่งเป็นเส้นทางขนานกับเส้นทางที่เดินทางอยู่ในตอนนี้ ความปลอดภัยไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาเลยเพราะอันตรายที่อยู่ด้านหน้าได้ถูกบรู๊ดมาเธอร์กำจัดให้พ้นออกไปจากเส้นทางการเดินทางไปก่อนหน้านี้แล้ว


    นี่ทำให้กองทัพของริชาร์ดสามารถเดินทางไปยังเส้นทางใหม่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบและไม่มีสายตาจากสัตว์ร้ายคู่ใดที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้ ตามเส้นทางที่พวกเขาผ่านมีซากปรักหักพังของค่ายก็อบลินตลอดทางทว่าในเวลานี้ไม่มีก็อบลินตัวใดที่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป


    พวกเขาใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ ในการเดินทางบนเส้นทางที่ไร้ซึ่งชีวิต นอกจากริชาร์ดแล้ว ทุกคนที่เดินทางก็เริ่มเหนื่อยล้า แม้กระทั่งโอเกอร์ 2 ตนที่พูดจาหยอกล้อกันตลอดทางในช่วงเริ่มต้นก็ยังเงียบเสียงลงแล้วเช่นกัน เป็นเพราะการเดินอยู่ท่ามกลางป่าที่รกร้างเป็นเวลานานจึงทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกในจิตใจของพวกเขา


    ทว่ามีเพียงริชาร์ดคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เป็นเพราะเส้นทางนี้ถูกเปิดทางโดยบรู๊ดมาเธอร์จึงทำให้เหล่าสัตว์ร้ายอันตรายที่อยู่ตรงหน้าล้วนกลายเป็นอาหารของมัน มีตัวที่โชคดีไม่กี่ตัวเท่านั้นที่สามารถหลบหนีจากความตายได้และพวกมันก็ส่งกลิ่นแห่งความหวาดกลัวและโศกเศร้าออกมาจนทำให้คนในกองทัพริชาร์ดสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้ไปตาม ๆ กัน


    ทันใดนั้นริชาร์ดก็หยุดการเดินของเขาลงก่อนที่จะหลับตาราวกับกำลังพยายามทำอะไรบางอย่าง มีความผันผวนอย่างชัดเจนเกิดขึ้นภายใต้จิตสำนึกของเขารวมไปถึงจำนวนของแร็พเตอร์ที่อยู่ใกล้กับบรู๊ดมาเธอร์ก็เริ่มลดจำนวนน้อยลงด้วย ทันใดนั้นแร็พเตอร์ 3 ตัวที่เขารู้สึกอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเขาก็หายไปในชั่วพริบตา


    ‘บรู๊ดมาเธอร์ เกิดอะไรขึ้น ?’ เขาถามด้วยความสงสัย


    ‘มาสเตอร์ มีบางอย่างที่ผิดปกติมากเกิดขึ้น มีศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่ที่นี่ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องการความช่วยเหลือจากท่านในเวลานี้’ บรู๊ดมาเธอร์ตอบกลับมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินบรู๊ดมาเธอร์ร้องขอความช่วยเหลือจากเขา  เขาจึงรีบมองหาตำแหน่งของมันทันทีซึ่งตอนนี้มันอยู่ห่างจากเขาไม่ถึง 10 กิโลเมตรเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin ที่คุณอ่าน

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258