“คุณพูดว่าอะไรนะ! โจวอี้เหวินกำลังจะเปิดโรงงานเย็บผ้า แล้วเขายังเปิดหน้าร้านไว้อีกสิบสาขาทั่วปักกิ่ง และร้านขายเสื้อผ้าพวกนั้นยังเปิดอยู่ใกล้ร้านของพวกเราอีก” ฉั่วหลิวอิงหันไปมองซูซ่างจิ่นอย่างจับผิด “ก่อนหน้านี้โจวอี้เหวินก็เปิดบริษัทขนส่งแบบส่วนพิเศษตัดหน้าบริษัทของพี่สะใภ้ มาตอนนี้โรงงานเย็บผ้ากับร้านขายเสื้อผ้าของเขาก็จะมาเปิดเป็นคู่แข่งของเรา ซ่างจิ่น...คุณคงไม่ได้เอาความลับของเราไปบอกฉินซูเม่ยหรอกนะ”
“ทำไมคุณถามผมแบบนั้น” ซูซ่างจิ่นขมวดคิ้ว แม้จะไม่พอใจ แต่เขาก็พูดออกไปไม่ได้ เขาไม่ได้กลับฉั่วหลิวอิง แต่เขากลัวฉั่วหลิวหย่ง
“พี่ใหญ่สืบประวัติของคุณมาหมดแล้ว ฉันก็เลยรู้ว่าฉินซูเม่ยเคยเป็นคู่หมั้นของคุณมาก่อน”
“คุณก็เลยคิดว่าผมจะหักหลังคุณแล้วกลับไปหาซูเม่ยสินะ” ซูซ่างจิ่นหัวเราะกลบความโมโห ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง เมื่อก่อนเขาพยายามจะกลับไปคืนดีกับฉินซูเม่ยอยู่หลายครั้ง แต่เธอทำกับเขายังไง เธอทำให้ฉินซิ่วหลานต้องติดคุก เหตุการณ์นั้นทำให้เขาถูกเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเลิกคบไปหลายคน ยังมีเรื่องที่เธอแจ้งความจับแม่ของเขา ถ้าเขาไม่ไปขอความช่วยเหลือจากฉั่วหลิวหย่ง แม่ก็คงเข้าคุกตามอดีตภรรยาไปด้วยแล้ว
ยังมีเฉวียนเฉวียนของเขาอีก ถ้าไม่เพราะฉินซูเม่ยสร้างปัญหาให้เขาเรื่องแล้วเรื่องเล่า เขาก็คงไม่ต้องมาแต่งงานกับฉั่วหลิวอิง เฉวียนเฉวียนของเขาก็คงไม่ต้องมาถูกฉั่วจ้านตงหรือแม้แต่ฉั่วหลิวอิงทุบตีอยู่ทุกวันแบบนี้ จากความรู้สึกผิดที่เขาเคยมี ตอนนี้เขาพูดได้เต็มปากว่าเขาเกลียดฉินซูเม่ยจนเข้ากระดูกไปแล้ว
“ถ้าไม่ใช่แล้วคุณจะโกรธทำไม” ฉั่วหลิวอิงยังพูดอย่างไม่เกรงใจ “ซูซ่างจิ่น ทางที่ดีคุณภาวนาไว้เถอะว่าอย่าให้พี่ชายฉันจับได้ว่าคุณกำลังทรยศครอบครัวฉันอยู่”
“ผมต้องทำยังไงคุณถึงจะเชื่อว่าผมไม่เคยคิดที่จะหักหลังคุณ” ซูซ่างจิ่นปรับอารมณ์แล้วใช้ไม้อ่อนเข้าหา ตอนนี้เขายังขาดทั้งอำนาจและเงิน ดังนั้นเขาจะหย่ากับฉั่วหลิวอิงไม่ได้ ส่วนเรื่องที่เขาอยากแก้แค้นฉินซูเม่ย เขาไม่เคยล้มเลิกความคิดนั้น แต่ต้องรอให้เขามีอำนาจในตระกูลฉั่วเสียก่อนเขาค่อยกลับไปแก้แค้นฉินซูเม่ยก็ยังไม่สาย “หลิวอิง ผมรักคุณ คุณมองไม่เห็นความรักของผมอีกเหรอครับ”
ฉั่วหลิวอิงเป็นคนอารมณ์ร้อนและชอบที่มีคนมาคอยเอาใจ เมื่อได้ยินคำพูดแสนอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจของซูซ่างจิ่น เธอก็หายโกรธเขาแทบจะในทันที “คุณอย่าเสียใจไปเลยนะคะที่รัก ฉันรักคุณมากก็เลยระแวงมากไปหน่อย ฉันกลัวว่าคุณจะยังมีเยื่อใยกับนังบ้านนอกนั่นอยู่”
“ตั้งแต่ผมตัดสินใจแต่งงานกับคุณ ผมก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าผมจะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต” ซูซ่างจิ่นดึงภรรยาเข้ามาแล้วจูบเธอหนักๆ “ผมรักคุณขนาดนี้แล้วคุณยังไม่เชื่อใจผมอีกเหรอ”
ถึงแม้ฉั่วหลิวอิงจะหายโกรธเขาแล้ว แต่เธอก็ยังไม่เชื่อใจเขาเต็มร้อย เธอลองหยั่งเชิงถาม “แล้วถ้าฉันส่งคนไปจัดการกับหล่อน คุณจะเสียใจไหมคะ”
“ทำไมผมต้องเสียใจ” ซูซ่างจิ่นตอบออกมาแทบจะทันที เขาจะเสียใจได้ยังไง มีคนจัดการกับฉินซูเม่ย เขามีแต่ดีใจด้วยซ้ำ และถ้าฉั่วหลิวอิงเป็นคนจัดการ เมื่อตำรวจจับได้ ก็ไม่ใช่เขาที่ต้องรับผิดชอบ “ที่รัก คุณอยากจัดการหล่อนยังไงคุณก็ทำไปเลย เพราะตอนนี้ผู้หญิงที่ผมต้องการเพียงคนเดียวก็คือคุณ”
จากนั้นซูซ่างจิ่นก็ใช้แรงกายของตัวเองแทนคำยืนยัน ฉั่วหลิวอิงก็ใช้ร่างกายตอบรับคำพูดของสามีทั้งคืนอย่างมีความสุข
หลังจากที่โจวอี้เหวินรับไป๋จิ้งถิงมาเป็นน้องชายบุญธรรม บวกด้วยความเชื่อใจที่เขามีให้กับไป๋จิ้งถิงและฉินซูเม่ย ทำให้ตอนนี้โจวอี้เหวินได้เปิดกิจการตามที่น้องชายบุญธรรมกับน้องสะใภ้แนะนำเพิ่มมาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเย็บผ้า ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอาหารทะเล ร้านขายใบชา รวมถึงร้านขายสุราและไวน์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยกิจการเหล่านี้เป็นกิจการที่ตระกูลฉั่วเปิดให้บริการแล้วทั้งสิ้น
“ตอนที่นายกับน้องสะใภ้แนะนำให้ฉันเปิดกิจการพวกนี้ แล้วยังต้องไปเปิดร้านให้อยู่ใกล้กับร้านค้าของตระกูลฉั่วมากที่สุด ฉันยังนึกอยู่เลยว่าสินค้าพวกนี้จะขายได้หรือเปล่า แต่ใครจะไปคิดว่าลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านของเราจะมากขนาดนี้ นายกับน้องสะใภ้เป็นอัจฉริยะจริงๆ พวกนายไม่คิดที่จะมาเปิดกิจการเป็นของตัวเองบ้างเหรอ รายได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ” โจวอี้เหวินถามไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ย
“ผมทำบริษัทรักษาความปลอดภัยอย่างเดียวก็ดีอยู่แล้วครับ” ไป๋จิ้งถิงแกล้งถอนหายใจ “ดูแลลูกน้องแค่นี้ผมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว พี่อย่าให้ผมต้องไปปวดหัวกับการบริหารกิจการพวกนั้นอีกเลย”
“ฉันรับแค่เงินปันผลที่พี่ให้ อีกไม่นานครอบครัวของฉันก็จะกลายเป็นเศรษฐีแล้วล่ะค่ะ” ฉินซูเม่ยพูดจบก็หัวเราะ
โจวอี้เหวินหัวเราะตาม ก่อนที่เขาจะปรับมาพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ฉันคิดว่าตอนนี้คนตระกูลฉั่วคงอยู่เฉยไม่ได้แล้วล่ะ โดยเฉพาะฉั่วหลิวหย่ง ฉันว่าพวกนายระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า”
“คนของพี่สืบรู้อะไรมาเหรอคะ”
“ตั้งแต่ที่ฉันเปิดบริษัทขนส่งแบบด่วนพิเศษ คนของฉันก็รายงานมาว่าฉั่วหลิวหย่งกำลังสืบหาคนที่เขียนแผนธุรกิจให้ฉัน แล้วยิ่งตอนนี้ฉันเปิดกิจการและเปิดตัวว่าเป็นคู่แข่งของตระกูลฉั่วอย่างเปิดเผย ด้วยนิสัยของฉั่วหลิวหย่ง ฉันคิดว่าตอนนี้เขาคงจ้องจะทำร้ายคนที่อยู่รอบตัวฉันอยู่แน่ พวกนายต้องระวังตัวไว้ด้วยล่ะ”
“ได้ค่ะ ฉันกับจิ้งถิงจะระวังตัวให้มาก”
“นอกจากพวกนายแล้ว ยังมีเด็กทั้งสามคนนั้นด้วยนะ นายต้องดูแลพวกเขาให้ดี ว่าแต่นานแล้วนะที่พวกนายไม่ได้พาเด็กๆ มาเยี่ยมฉัน” ตั้งแต่ที่โจวอี้เหวินรับไป๋จิ้งถิงมาเป็นน้องชายบุญธรรม เขากับไป๋จิ้งถิงรวมถึงฉินซูเม่ยก็สนิทสนมกันมากขึ้นไม่น้อย บ่อยครั้งที่ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยมักจะพาเด็กทั้งสามคนมาเยี่ยมเขา และเขาก็ชอบเด็กๆ มากเหมือนกัน
“เดี๋ยววันหลังฉันจะพาพวกเขามาเยี่ยมพี่นะคะ”
“แล้วทางพี่ละครับพี่อี้เหวิน ตระกูลฉั่วมาสร้างปัญหาให้พี่บ้างหรือเปล่า” ไป๋จิ้งถิงถาม
“ต้องขอบใจบอดี้การ์ดที่นายส่งมา คนพวกนั้นถึงมาสร้างปัญหาให้ฉันไม่ได้ เพราะแค่มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้ บอดี้การ์ดของฉันก็จัดการลากคนคนนั้นไปไกลแล้ว ในเมื่อตระกูลฉั่วเข้าใกล้ฉันไม่ได้ พวกเขาก็มีแต่จ้องที่จะเล่นงานคนที่อยู่รอบตัวฉัน ฉันถึงบอกให้พวกนายระวังตัวไว้ไง”
ทั้งสามคนคุยกันต่ออีกสักพัก ฉินซูเม่ยกับไป๋จิ้งถิงก็ขอตัวกลับ เพราะใกล้เวลาที่เธอต้องไปรับลูกๆ ที่โรงเรียนแล้ว เธอต้องรีบกลับไปรับเด็กๆ เพราะได้สัญญากับพวกเขาเอาไว้ แต่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่ร้านอาหารของเธอกำลังเกิดเรื่อง
ฉินซูเม่ยกับไป๋จิ้งถิงแวะมาที่ร้านก่อนที่จะไปรับเด็กๆ แต่พอมาถึงร้านพวกเขาก็เห็นว่ามีตำรวจยืนอยู่หน้าร้านหลายนาย
“ขอโทษนะคะคุณตำรวจ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ”
“สวัสดีครับคุณซูเม่ย มีคนไปแจ้งความว่าร้านอาหารของคุณนำอาหารไม่ได้มาตรฐานมาขาย มีลูกค้าหลายคนถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการอาหารเป็นพิษน่ะครับ ผมก็เลยต้องมาเชิญพวกคุณไปที่สถานีตำรวจ หลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจสอบที่ร้านอีกที จนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ระหว่างนี้ร้านอาหารของคุณคงต้องปิดไปก่อน” ร้อยตำรวจโทเสิ่นตงหยางที่รับคำคดีและได้เจอกับไป๋จิ้งถิงและฉินซูเม่ยอยู่หลายครั้ง เขาเดินไปกระซิบบอกไป๋จิ้งถิง “ผมคิดว่ามีคนอยากทำลายชื่อเสียงของพวกคุณครับ”
ไป๋จิ้งถิงไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปบอกเหอลี่หมิงให้ไปรับเด็กๆ ที่โรงเรียน แล้วให้เธอโทรไปบอกเรื่องนี้กับโจวอี้เหวินและไห่อู๋เซิน จากนั้นเขากับฉินซูเม่ยก็ตามร้อยตำรวจโทเสิ่นไปที่สถานีตำรวจ
ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยถูกพาตัวมาที่ห้องสอบสวน แทนที่ทั้งคู่จะได้เจอกับเจ้าหน้าที่สอบสวน แต่พวกเขากลับเห็นฉั่วหลิวหย่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ดูเหมือนพวกนายจะไม่แปลกใจที่เจอฉัน” ฉั่วหลิวหย่งถาม
“ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องแปลกใจ” ไป๋จิ้งถิงตอบ
“สมกับเป็นทหารเก่า”
“ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา คุณพูดมาได้เลยว่าคุณให้เราสองคนมาที่นี่ทำไม”
“ฉันล่ะชอบคนใจแข็งแบบแกจริงๆ สนใจไปทำงานกับฉันไหมล่ะ” ฉั่วหลิวหย่งยิ้มถาม
“เข้าเรื่องมาเถอะ”
ฉั่วหลิวหย่งหุบยิ้ม “ฉันไปสืบมาแล้วว่าแกกับฉินซูเม่ยเป็นคนเขียนแผนธุรกิจให้โจวอี้เหวิน ถ้าพวกแกรับปากว่าพวกแกจะหยุดให้ความช่วยเหลือโจวอี้เหวิน ฉันจะปล่อยพวกแกไป แล้วร้านอาหารของพวกแกก็จะกลับมาเปิดได้เหมือนเดิม แล้วฉันยังรู้มาอีกว่าโจวอี้เหวินแบ่งเงินปันผลให้พวกแกแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ถ้าพวกแกมาทำงานกับฉัน ฉันจะให้ส่วนแบ่งพวกแกสิบเปอร์เซ็นต์เลยเป็นไง สนใจไหม”
“คุณสืบเรื่องของเรามาได้ไม่น้อย แม้แต่เรื่องเงินปันผลก็สืบมาได้ แต่คุณสืบไม่เจอเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหรอ” ไป๋จิ้งถิงยิ้ม “คุณไม่รู้เหรอว่าพี่อี้เหวินรับผมเป็นน้องชายบุญธรรมแล้ว”
“แล้วยังไง น้องชายบุญธรรมก็ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ อยู่ดี” ฉั่วหลิวหย่งยิ้มกลับ “หรือแกคิดว่าพอแกได้เป็นน้องชายบุญธรรมของโจวอี้เหวิน โจวอี้เหวินก็จะแบ่งสมบัติให้แก ฝันไปเถอะ ต่อไปสมบัติของตระกูลโจวก็ต้องตกมาเป็นของหลานชายฉัน พวกแกคงไม่รู้สินะว่าจ้านตงเป็นลูกชายของเขา”
“เรื่องนี้พวกเราไม่รู้จริงๆ” ไป๋จิ้งถิงยิ้มเยาะ “เพราะเรารู้แค่ว่าฉั่วจ้านตงไม่ใช่ลูกชายของพี่อี้เหวิน”
“เขาคงไม่บอกเรื่องนี้กับแกสินะ”
“บอกสิ เขายังเอาผลตรวจดีเอ็นเอมาให้ฉันดูอยู่เลย”
ฉั่วหลิวหย่งตกใจเมื่อได้ยิน การตรวจดีเอ็นเอถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนทั่วไปในยุคนี้ แต่สำหรับตำรวจอย่างเขามันไม่ใช่เรื่องใหม่ “พวกแกเอาอะไรมาพูด”
“ถ้าไม่เชื่อคุณก็ไปถามพี่อี้เหวินดูสิ”
ยังไม่ทันที่ฉั่วหลิวหย่งจะพูดอะไรต่อ ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิด โจวอี้เหวินกับไห่อู๋เซินเดินเข้ามา
โจวอี้เหวินหยุดยืนแล้วมองไปที่ฉั่วหลิวหย่ง “ฉั่วจ้านตงไม่ใช่ลูกชายของฉัน แต่นายไม่ต้องรู้ดีกว่าว่าพ่อของเด็กคนนั้นเป็นใคร ฉันกลัวว่านายจะตกใจจนเป็นบ้าไปก่อน”