เซียวหลินฉุยกล่าวขอโทษอยู่สองสามครั้งและเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ ต้องขออภัยน้องชายและน้องสะไภ้ด้วยนะ ”
“ ไม่ต้องคิดมากหรอก ” หนานหมิงไม่ได้ถือสา
“ แล้วเจ้ากับคนเมื่อกี้ไม่ถูกกันงั้นหรือ? ” เซี่ยเล่ยจีถามขึ้นด้วยความสงสัยและสนใจ
เซียวหลินฉุยพยักหน้าและกล่าวว่า " เป็นเช่นนั้น เนื่องจากตระกูลเซียวและตระกูลหลิวของเจ้าหลิวซุยมาจากเมืองตะวันฉายเหมือนกัน ซึ่งภายในเมืองตะวันฉายมีตระกูลใหญ่อยู่สามตระกูลได้แก่ตระกูลเซียวของข้า ตระกูลหลิวของหลิวซุยและตระกูลจิว
ตระกูลจิวเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดและไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับใคร ส่วนตระกูลเซียวของข้าเป็นอันดับสอง ตระกูลหลิวเป็นอันดับสาม
เพียงแต่ตระกูลหลิวไม่ต้องการที่จะเป็นอันดับสาม พวกเขาจึงมักจะหาเรื่องทะเลาะกับตระกูลเซียวของข้าเป็นประจำ แต่ถึงอย่างนั้นตระกูลหลิวก็ไม่กล้าที่จะลงมือหนักเกินไปเพราะพวกเขายังเกรงกลัวตระกูลเซียวของข้าอยู่เล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรตระกูลเซียวของข้าก็มีราชันยุทธ์ขั้นปลายอยู่ถึงสองคน ส่วนตระกูลหลิวมีเพียงคนเดียว
ส่วนเจ้าหลิวซุย มันเป็นคนรุ่นเดียวกับข้า เพียงแต่มันอ่อนกว่าข้าเล็กน้อยและมันก็มักจะพ่ายแพ้ให้กับข้าเป็นประจำทำให้มันไม่กล้าที่จะหาเรื่องข้ามากนัก มีบางครั้งที่ข้าลงมือกับมัน มันก็รีบไปหาผู้อาวุโสและขอความช่วยเหลือตลอด ข้าจึงเรียกมันว่าเจ้าขี้ขลาดหลิวซุย "
หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีที่ได้ฟังพวกเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาและอีกอย่างการทะเลาะกันของทั้งสองตระกูลนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาแม้แต่น้อย
เพียงแต่หนานหมิงไม่รู้เลยว่าในตอนที่หลิวซุยจะจากไป สายตาของเขาได้มองไปที่เซี่ยเล่ยจีอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกตะลึงกับความงามของเซี่ยเล่ยจี
ในระหว่างที่หลิวซุยกำลังเดินกลับไปยังโต๊ะที่สหายของเขาอยู่ เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดตลอดทางว่าเจ้าสารเลวเซียวหลินฉีไปรู้จักกับสตรีที่งดงามแบบนี้ได้อย่างไร สำหรับหนานหมิงที่นั่งอยู่ข้างเซียเล่ยจี หลิวซุยไม่ได้สนสใจแม้แต่น้อยเพราะเขาคิดว่าหนานหมิงเป็นเพียงรุ่นเยาว์เท่านั้น เพราะอายุของหนานหมิงเพิ่งจะสามสิบปีเท่านั้น นับว่ายังห่างชั้นกับเขาอยู่มาก
หลังจากที่เขามานั่งที่โต๊ะแล้ว เขาก็ตัดสินใจให้สหายของเขาไปตามสืบข้อมูลของเซี่ยเล่ยจีให้กับตัวเอง
ทางด้านของหนานหมิง หลังจากที่เขากินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เซี่ยเล่ยจีอยากจะเดินเล่นตอนเช้า หนานหมิงจึงพานางไปเที่ยว โดยมีเซียวหลินฉุยมาด้วย เนื่องจากเซียวหลินฉุยเองก็ไม่มีสหายมาด้วย
ตลอดช่วงเช้า กลุ่มของหนานหมิงเที่ยวเล่นตามสถาที่ต่างๆและอีกอย่างการที่มีเซียวหลินฉุยมาด้วยก็ทำให้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีมีเพื่อนคุยอีกด้วย ทำให้การเที่ยวเมืองฮั่วสุ่ยไม่เบื่อ
เพียงแต่ในระหว่างที่ทั้งสามกำลังเดินเล่นกันอยู่นั้น หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็มองหน้ากันเพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงการติดตามของชายวัยกลางคน
“ นายท่านข้าไปจัดการเอง ” เสียงของม่อเสี้ยนดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
หนานหมิงรู้ดีว่าการให้ม่อเสี้ยนจัดการจะทำให้เขารู้ข้อมูลต่างๆได้ทั้งหมดเพราะความสามารถของม่อเสี้ยนเหมาะกับแบบนี้อย่างมาก เนื่องจากม่อเสี้ยนมีความสามารถในการใช้มนต์สะกดได้
เพียงไม่นานหนานหมิงก็รับรู้ว่าชายวัยกลางคนที่ตามพวกเขามาเป็นคนของฟู่เหมา ซึ่งเป็นสหายของหลิวซุย ส่วนสาเหตุที่ฟู่เหมาให้ติดตามกลุ่มของหนานหมิงก็เพราะฟู่เหมาต้องการรู้ว่าสตรีที่อยู่กับเซียวหลินฉุยเป็นใครกันแน่
หลังจากที่รู้เรื่องราวทั้งหมด หนานหมิงก็ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปคุยกับเซี่ยเล่ยจี
เซี่ยเล่ยจีไม่ได้กล่าวอะไรเพียงแค่บอกว่า แล้วแต่หนานหมิงเท่านั้น
หนานหมิงจึงบอกให้ม่อเสี้ยนปล่อยตัวชายวัยกลางคนผู้นั้นและบอกให้เขากลับมามีสติเหมือนเดิม และปล่อยให้พวกมันเดินตามแผนของพวกมัน แม้ว่าเขาจะพอคาดเดาได้ว่าหลิวซุยต้องการสิ่งใดกันแน่
ม่อเสี้ยนจึงทำตามคำสั่งของหนานหมิงและปล่อยให้ชายวัยกลางคนนั้นติดตามกลุ่มของหนานหมิงต่อ ส่วนนางก็กลับไปคุ้มกันหนานหมิงในเงามืดต่อ
ช่วงบ่าย
กลุ่มของหนานหมิงได้แวะไปที่ภัตตาคารเล็กๆแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเวิ่นหยู่ภายใต้การแนะนำของลุงเจ้าของร้านผลไม้คนเดิม
เนื่องจากผลงานที่บอกร้านบะหมี่ของเฒ่าหวางผ่าน ทำให้หนานหมิงสอบถามข้อมูลภัตตาคารอาหารที่อร่อยๆเจ้าของร้านผลไม้จึงแนะนำให้มากินที่ภัตตาคารเวิ่นหยู่
หนานหมิงยอมรับว่าภัตตาคารเวิ่นหยู่นั้นอร่อยอย่างที่เจ้าของร้านผลไม้แนะนำมาจริงๆ
“ ดูท่ากลับไปแล้วข้าคงต้องให้รางวัลกับลุงร้านผลไม้สักหน่อยแล้ว ” หนานหมิงหัวเราะเบาๆ
เซี่ยเล่ยจีเองก็ได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อย
ในระหว่างที่พวกเขากำลังนั่งพูดคุยหลังกินอาหาร
จู่ๆประตูห้องอาหารก็ถูกเปิดออกพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามา
ซึ่งคนที่เดินนำเข้ามาในห้องอาหารของหนานหมิง พวกเขารู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งคนๆนั้นก็คือหลิวซุุย
“ โอ้…นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะมาเจอกับเจ้าอีกครั้งนะเนี้ย ” หลิวซุยกล่าวด้วยท่าทีเย้ยหยันและหยิ่งผยอง สายตาของเขาจ้องไปยังเซียวหลินฉุยครู่หนึ่งก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่เซี่ยเล่ยจี
‘ ช่างงดงามจริงๆ ในช่วงเช้าข้ามองได้เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น แต่หลังจากนี้ไปข้าจะมองเจ้าในทุกๆวันเลยคอยดู!! ’ หลิวซุยคิด
“ หลิวซุยเจ้ากล้ามากนะถึงได้ทำตัวสารเลวแบบนี้! ” เซียวหลินฉุยกล่าวขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าของเขาเต็มด้วยความเย็นชาและไม่พอใจอย่างมาก
หลิวซุยหัวเราะอย่างชั่วร้ายก่อนที่จะกล่าวว่า “ แล้วจะทำไม? เจ้าคิดว่าแค่ตัวเจ้าเพียงคนเดียวจะรับมือกับสหายของข้าได้งั้นหรอ? นอกจากนี้ข้าก็รู้มาว่าเจ้ามาที่นี้ด้วยตัวคนเดียวไม่มีผู้ติดตามมาด้วย ถ้าหากข้าสังหารเจ้าที่นี้คิดว่าตระกูลหลิวของข้าจะตบรางวัลให้กับข้าอย่างแน่นอน ”
“ สารเลว!! ” เซียวหลินฉุยกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ เพราะถ้าหากต้องรับมือกับหลิวซุยเพียงคนเดียว เขาสามารถรับมือได้ แต่ถ้าหากต้องรับมือกับสหายของหลิวซุยทุกคนเขาก็สามารถรับมือได้เช่นกัน แต่เกรงว่าเขาคงไม่สามารถปกป้องน้องหนานหมิงและน้องสะไภ้ได้แน่ๆ
หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีไม่ได้สนใจพวกของหลิวซุยมากนัก ทั้งสองยังคงพูดคุยกันและดื่มชาตามไปด้วย
ซึ่งนี้ทำให้เซียวหลินฉุยและคนอื่นๆถึงกับแปลกใจ
“ น้องหนานนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งดื่มชานะ ” เซียวหลินฉุยอดไม่ได้ที่จะร้องออกมา
หลิวซุยมองไปที่หนานหมิงเมื่อเห็นว่าหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและดูท่าแล้วสองคนนี้คงจะไม่ใช่แค่สหายกันแน่นอน
ทันใดนั้นหลิวซุยก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเพราะสตรีผู้งดงามผู้นี้จะต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดที่จะเปิดเผยความคิดนี้ออกไป เขาต้องทำตัวเหมือนกับบุรุษที่ตามมาแก้แค้นเพื่อให้นางสนใจเขาแทน
“ น้องหนาน น้องสะไภ้พวกเจ้ารีบหนีไปก่อน เดี๋ยวพวกเราค่อยกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง ” เซียวหลินฉุยตะโกนขึ้นพร้อมกับหยิบดาบออกมาพร้อมต่อสู้
หลิวซุยที่ได้ยินที่เซียวหลินฉุยเรียกสตรีนางนั้นว่าน้องสะไภ้ สีหน้าของเขาก็กลายเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
‘ น้องสะไภ้งั้นเรอะ! ดูท่าคงปล่อยเจ้าหนุ่มนี้ไม่ได้แล้ว ’ หลิวซุยคิด
“ สหายจัดการพวกมันทุกคน ” หลิวซุยกล่าวขึ้นพร้อมกับพุ่งใส่เซียวหลินฉุยทันที
เมื่อมีผู้นำอย่างหลิวซุยสหายของหลิวซุยเองก็พุ่งใส่เซียวหลินฉุย
เซียวหลินฉุยสบถออกมาก่อนที่จะต่อสู้กับพวกของหลิวซุยอย่างสุดความสามารถ
แม้ว่าเซียวหลินฉุยจะอยู่คนเดียวแต่เขาก็สามารถต้านทานหลิวซุยและพวกของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ด้วยความแข็งแกร่งที่ใกล้เคียงกันทำให้เซียวหลินฉุยเริ่มที่จะเสียเปรียบ
เสียงต่อสู้ย่อมสร้างเสียงดังขึ้น ทำให้ไม่นานนักพนักงานร้านและผู้ดูแลภัตตาคารก็ปรากฏตัวขึ้น
“ หยุดเดี๋ยวนี้! ”
เสียงอันทรงพลังของผู้ดูแลภัตตาคารดังขึ้น
การต่อสู้ของระหว่างเซียวหลินฉุยและหลิวซุยก็หยุดลงทันที
พวกเขาหันไปมองผู้ดูแลภัตตาคารด้วยแววตาที่แตกต่างกันออกไป อย่างแววตาของเซียวหลินฉุยเต็มไปด้วยความโล่งใจ ส่วนแววตาของหลิวซุยเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ
“ ถ้าหากพวกเจ้าไม่อยากถูกจับตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ก็จ่ายค่าเสียหายมา! ” ผู้ดูแลภัตตาคารกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลิวซุยหรี่ตาลงและกล่าวด้วยท่าทีเย็นชาว่า “ ถ้าหากพวกเจ้าไม่อยากถูกไล่ออกก็ไสหัวไป! ”
ใบหน้าของผู้ดูแลภัตตาคารกลายเป็นเย็นชาลงทันที เนื่องจากตอนนี้พนักงานภัตตาคารอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก การถูกไล่แบบนี้เท่ากับทำให้เขาเสียหน้าอย่างชัดเจน
“ เจ้าหนูเจ้าไม่รู้หรือยังไงว่าภัตตาคารแห่งนี้เป็นของตระกูลเวิ่น? ” ผู้ดูแลภัตตาคารกล่าวด้วยท่าทีเย็นชา
ตระกูลเวิ่นแม้ว่าภายในเมืองแห่งนี้จะเป็นเพียงแค่กองกำลังใหญ่แต่ก็นับว่าเป็นกองกำลังขนาดกลางแถวหน้าของเมือง เพราะพวกเขามีราชันยุทธ์ขั้นปลายอยู่ถึงห้าคน ซึ่งนับว่าแข็งแกร่งกว่าตระกูลหลิวและตระกูลเซียวเสียอีก
หลิวซุยหัวเราะและกล่าวว่า “ ใช่ข้ารู้เพราะฉะนั้นแล้วข้าจึงได้คุยกับคุณชายเวิ่นเอี้ยนเอาไว้แล้ว ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อก็ติดต่อไปหาคุณชายเวิ่นเอี้ยนได้เลย ”
เมื่อผู้ดูแลได้ยินที่หลิวซุยกล่าวมาใบหน้าของเขาก็กลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
คุณชายเวิ่นเอี้ยนที่หลิวซุยกล่าวมาก็คือหลานชายของผู้นำตระกูลเวิ่นและยังเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะอันดับต้นๆของตระกูล แถมคุณชายเวิ่นเอี้ยนก็ขึ้นชื่อเรื่องความอารมณ์ร้าย ถ้าหากสร้างความไม่พอใจให้ล่ะก็ ต่อให้เป็นผู้อาวุโสของตระกูลก็ถูกลงโทษได้เช่นกัน
ผู้ดูแลภัตตาคารไม่รอช้ารีบหยิบเอายันต์สื่อสารออกมาและติดต่อไปหาคุณชายเวิ่นเอี้ยนทันที
ไม่นานผู้ดูแลภัตตาคารก็ถอนหายใจและมองไปยังหลิวซุยและกล่าวว่า “ อย่าสร้างความเสียหายให้กับที่นี้มากเกินไป นอกจากนี้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกเก็บเงินจากเจ้า ถ้าหากเจ้ากล้าบิดพริ้วล่ะก็คงรู้ถึงผลที่ตามมา ”
สิ้นเสียงของผู้ดูแลภัตตาคารเขาก็พาพนักงานออกจากห้องและบอกให้พนักงานเฝ้าห้องนี้เอาไว้ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เมื่อผู้ดูแลภัตตาคารออกไปแล้วหลิวซุยก็หันกลับมามองเซียวหลินฉุยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ หลังจากนี้ดูเหมือนว่าแกจะต้องตายอยู่ที่นี้แล้วล่ะ ”
เซียวหลินฉุยกัดฟันแน่นเขาเหลือบมองไปยังหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ น้องหนาน น้องสะไภ้รีบหนีไปจากที่นี้ ข้าจะต้านพวกมันเอาไว้ ”
“ อย่าได้ฝัน ไปจับตัวสตรีคนนั้นมาส่วนเจ้าสารเลวนั้นฆ่าทิ้งไปซะ ” หลิวซุยคำรามขึ้นทันที ก่อนที่ตัวเขาเองจะเข้าไปรับมือกับเซียวหลินฉุย
แม้ว่าหลิวซุยจะไม่สามารถเอาชนะเซียวหลินฉุยได้แต่เขาก็สามารถต้านทานเซียวหลินฉุยได้ในระยะเวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่สหายของเขาจะสังหารหนานหมิงย่อมเป็นไปได้
เพียงแต่สิ่งที่ทุกๆคนนึกไม่ถึงก็คือ หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีไม่ได้มีอาการตกใจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งสองยังคงยิ้มแย้มและมองดูสหายของหลิวซุยพุ่งเข้ามาด้วยแววตาสบายๆ
“ น้องหนาน!! ” เซียวหลิยฉุยตะโกนด้วยความตกใจเพราะเขาคิดว่าหนานหมิงคงจะหวาดกลัวจนไม่สามารถทำอะไรได้
เพียงแต่ทุกๆคนก็ต้องประหลาดใจเพราะดาบของสหายคนหนึ่งของหลิวซุยฟันมายังร่างกายของหนานหมิงแต่ทว่าไม่สามารถฟันทะลุร่างกายของหนานหมิงได้ ราวกับว่าร่างกายของหนานหมิงเป็นเหล็กกล้า
หนานหมิงเหลือบมองก่อนที่จะยิ้มจางๆ ทันใดนั้นแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวก็กระจายไปทั่วห้อง
หลิวซุยและคนอื่นๆถึงกับหน้าซีดและทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัว
“ นี้มันบ้าอะไรกัน! ” หลิวซุยอุทานออกมาด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
สายตาของทุกๆคนมองไปยังหนานหมิงที่อายุน้อยที่สุดในห้องด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะเซียวหลินฉุยที่คิดไม่ถึงเลยว่าน้องหนานที่อยู่กับเขามาหนึ่งวันจะเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ถูกแรงกดดันของหนานหมิงเล่นงานแต่เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดันของหนานหมิงอยู่เล็กน้อย ซึ่งแรงกดดันนี้ต่อให้เป็นปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ก็ไม่สามารถทำได้
เนื่องจากหนานหมิงสามารถควบคุมแรงกดดันได้อย่างดีทำให้เซียวหลินฉุยจึงไม่โดนแรงกดดันของเขาเล่นงาน
“ น้องหนานข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นยอดฝีมือ! ” เซียวหลินฉุยกล่าวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ
หนานหมิงเพียงแค่ยิ้มและหันไปมองหลิวซุยและสหายของเขาที่นั่งอยู่กับพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัว
“ เจ้าคิดหรือว่าการที่เจ้าส่งคนมาจับตามองพวกข้าตลอดเวลาแล้วข้าจะไม่รู้ตัวและอีกอย่างข้าก็พอรู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องการสิ่งใด หลิวซุย ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยัน
ทันใดนั้นใบหน้าของหลิวซุยก็เต็มไปด้วยความตกใจ
ทางด้านของเซียวหลินฉุย เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันและอีกอย่างเขาก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าหลิวซุยได้ส่งคนติดตามพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
‘ สมกับเป็นยอดฝีมือเช่นน้องหนานจริงถึงจะรู้สึกตัว ’ เซียวหลินฉุยครุ่นคิดและยิ่งชื่นชมและเคารพหนานหมิงมากขึ้น