เสียงสายฝนตกกระทบบนหลังคาทำให้เยี่ยชิงเหมยรู้สึกตัวและลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลียเธอจำได้ว่าก่อนที่เธอหมดสติไปเธออยู่ท่ามกลางละอองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาแต่ยามนี้กลับมีเสียงฝนตกและเสียงฟ้าร้องราวกับอยู่ใน่มรสุมเยี่ยชิงเหมยกะพริบตาแล้วมองดูรอบกายอีกครั้งด้วยความประหลาดใจแม้ว่าเนื้อตัวของเธอจะยังคงไร้เรี่ยวแรงและอ่อนเพลียแต่กลับไม่มีความรู้สึกเ็ปอันใดเลยอีกทั้งห้องที่เธอนอนอยู่ก็เป็ห้องนอนของเธอในบ้านเก่าของเธอที่อยู่ในชนบท...
เยี่ยชิงเหมยขยับตัวลุกขึ้นแล้วมองรอบๆอีกครั้งด้วยความประหลาดใจเพราะฝนที่กำลังตกอยู่ด้านนอกทำให้ห้องทั้งห้องของเธอยังคงมืดสลัวอยู่บ้างแต่เธอกลับเห็นได้ชัดว่าการตกแต่งของห้องข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่เธอมองเห็นล้วนเป็แบบเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำของเธอตอนที่เธอยังเป็แค่เพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
“เสี่ยวเหมย... ตื่นแล้วหรือลูก”ประตูห้องนอนของเธอถูกเปิดออกพร้อมด้วยร่างบางระหงของคุณแม่ของเธอกลิ่นหอมของโจ๊กไก่ฉีกล่องลอยเข้ามาปะทะจมูกพร้อมด้วยเสียงซักถามอันห่วงใยทำให้น้ำตาของเธอหยดลงมาในทันที
“ในเมื่อตื่นแล้วก็กินอะไรรองท้องเสียหน่อยเถิดลูกต่อให้หนูจะโกรธพ่อกับแม่มากเพียงไรแต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ท้องหิวนะ”คุณแม่ของเธอพูดพลางวางชามโจ๊กลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงเมื่อเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่คุณแม่ของเธอก็นั่งบนเตียงเคียวข้างเธอแล้วยื่นมือมาช่วยเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแ่เบา
“ที่คุณพ่อดุด่าลูกก็เพราะคุณพ่อหวังดีลูกมีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่กลับไปสนิทสนมกับเด็กบ้านเผิงเช่นนั้นมันใช้ได้ที่ไหนแม่รู้ว่าลูกมีความคิดแบบหัวก้าวหน้าไม่อยากถูกผูกติดด้วยระบอบความคิดเก่าๆของพ่อกับแม่ แต่ลูกก็ควรจะรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีทางทำร้ายลูก ลูกชายของคุณลุงลู่ถึงแม้ว่าจะมีอายุมากกว่าลูกหลายปีแต่เขาก็ไม่ใช่คนเหลวไหล”คำพูดประโยคนี้ของคุณแม่เธอสามารถจำได้เป็อย่างดี
แล้วเธอก็จำได้ว่าในตอนนั้นเธอตอบกลับคุณแม่ของเธอว่าเผิงเยี่ยนก็ไม่คนเหลวไหลตอนนี้เขาเป็นายทหารในกองทัพแม้ว่าจะไม่ใช่คนที่มีฐานะร่ำรวยแต่เขาก็มีเงินเดือนเพียงพอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ตอนนั้นคำพูดประโยคนี้ของเธอทำให้เธอและคุณแม่ต้องทะเลาะกันอีกครั้งและมีความหมางเมินต่อกันจนผลสุดท้ายเธอก็ไม่กินอาหารที่คุณแม่ยกมาให้จนทำให้ตนเองต้องล้มป่วยหนักจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
แล้วหลังจากนั้นคุณพ่อและคุณแม่จึงได้ยอมทำตามใจเธอด้วยการไปขอถอนหมั้นกับลูกชายของคุณลุงลู่เพราะ้าลดความรู้สึกผิดต่อการผิดคำพูดคุณพ่อของเธอจึงจำต้องยกที่ดินที่อยู่ในเมืองแปลงหนึ่งคืนคุณลุงลู่ไปที่ดินผืนนั้นเดิมทีก็เป็ที่ดินที่คุณลุงลู่และคุณพ่อของเธอลงขันร่วมกันซื้อเอาไว้เพื่อเก็งกำไรแต่เพราะ้าช่วยเหลือคุณพ่อของเธอคุณลุงลู่จึงได้โอนมาเป็กรรมสิทธิ์ของคุณพ่อทั้งหมดโดยอ้างว่าใช้เป็ของหมั้นที่ใช้หมั้นหมายเธอให้กับลูกชายของคุณลุง
เยี่ยชิงเหมยที่ยังจดจำ่เวลานั้นได้เธอกะพริบตาแล้วจ้องมองคุณแม่ของเธอผ่านม่านน้ำตาเมื่อเห็นว่าคุณแม่ของเธอเองก็กำลังจ้องมองเธอกลับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยเธอจึงได้ลองหยิกตัวเองเพื่อลองทดสอบความเ็ปของตนเองเพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่
‘เจ็บ!’เยี่ยชิงเหมยคิดพลางพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เธอจ้องมองหลังมืออันขาวผ่องที่ถูกเจ็บของเธอเองจิกลงไปเมื่อครู่นี้ด้วยความประหลาดใจไม่เพียงรอยแดงที่ปรากฏบนหลังมือแต่ความเรียบตึงของผิวพรรณทำให้เธออดจิกกรงเล็บของเธอลงบนหลังมือของเธออีกครั้งไม่ได้
“จะทำร้ายตัวเองไปทำไมลูกเป็อย่างนี้ไม่คิดบ้างเลยหรือว่าแม่กับพ่อก็ปวดใจมากเช่นกัน”คุณแม่ของเธอพูดพลางเอื้อมมือมาดึงมือที่กำลังกดคมเล็บของตนเองลงบนหลังมืออีกข้างด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเ็ปใจ
“ถ้าคนบ้านเผิงดีจริงๆมีหรือที่พ่อกับแม่จะห้ามปรามแต่ลูกเชื่อแม่เถอะแม่ไปสืบมาแล้วเ้าหนุ่มเผิงนั้นไม่มีสิ่งใดที่ด่างพร้อยก็จริงแต่แม่ของเขานั้นกลับใช้ไม่ได้เลยเื่ฐานะครอบครัวแม่ไม่ได้รังเกียจ แต่นิสัยของคนบ้านนั้น...เอาเป็ว่าลูกอยู่กับพวกเขาไม่ได้หรอก”เมื่อคุณแม่ของเธอพูดเช่นนี้เยี่ยชิงเหมยก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ไม่ใช่คนดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ”คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้คุณแม่ของเธอจ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ในเมื่อลูกก็รู้แล้ว แล้วลูกจะอดข้าวประท้วงพ่อกับแม่ไปทำไม”คำพูดของคุณแม่ของเธอทำให้เยี่ยชิงเหมยพยักหน้าแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปทำท่าว่าจะยกชามโจ๊กมากินแต่ความอ่อนเพลียของเธอทำให้คุณแม่ของเธอทอดถอนใจออกมาแล้วเอื้อมมือไปยกชามโจ๊กขึ้นมาใช้ช้อนคนและเป่าให้แล้วสุดท้ายก็ใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมา
“กินซะโตขนาดนี้ยังต้องให้แม่มานั่งป้อนข้าวอีก” แม้ว่าจะพูดเช่นนั้นแต่คุณแม่ก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเยี่ยชิงเหมยยอมอ้าปากกินโจ๊กที่เธอป้อนแต่โดยดี
“เด็กดี กินเยอะๆแล้ววันหน้าก็อย่าอดข้าวเพราะไม่พอใจพ่อกับแม่อีกเลยนะ”คำพูดของคุณแม่ทำให้เยี่ยชิงเหมยชะงักไปครู่หนึ่งแต่ก็ยังยอมอ้าปากกินโจ๊กที่คุณแม่ป้อนให้แต่โดยดี
“วางใจเถอะค่ะต่อไปหนูจะไม่ดื้อกับคุณพ่อคุณแม่อีกแล้ว”เยี่ยชิงเหมยเอ่ยออกมาหลังจากที่กลืนโจ๊กคำที่สองไปแล้วพลางจ้องมองใบหน้าของคุณแม่ด้วยความรักความคิดถึงเธอไม่รู้เลยสักนิดว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่หรือว่าได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่แต่สิ่งที่เธอคิดได้ในตอนนี้ก็คือเธอจะไม่ดื้อไม่ขัดใจพวกท่านอีกแล้วเธอจะเป็ลูกที่ดีแม้ว่าอาจจะเป็แค่ความฝันแต่เธอก็จะไม่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเธอต้องเสียใจเพราะเธออีกต่อไปแล้ว
เยี่ยชิงเหมยกินโจ๊กจนอิ่มแล้วก็นอนหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลียพอตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วได้มองสำรวจห้องนอนของเธออีกรอบเธอจึงได้เข้าใจแล้วว่าเธอไม่ได้ฝันไป ตอนนี้เธอได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้งจริงๆแถมเธอยังได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่เธอมีอายุแค่เพียง 18ปีอีกด้วยปฏิทินที่แขวนอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือของเธอทำให้เธอได้รู้ว่าตอนนี้เธอย้อนกลับมาในปี1983 ซึ่งเป็ปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ
ปลายปี 1983คุณพ่อและคุณแม่ไปถอนหมั้นกับลูกของคุณลุงลู่ให้เธอพอปีถัดไปเธอก็ได้แต่งงานกับเผิงเยี่ยนเพราะแต่งงานเร็วเกินไปคุณพ่อและคุณแม่จึงไม่พอใจเธออีกทั้งครอบครัวเผิงก็ไม่ได้ให้เกียรติเธออย่างที่ควรจะเป็อย่างน้อยเื่สินสอดที่ให้มาไม่ครบก็ถือว่าผิดธรรมเนียมมากแล้วนั่นคือหนึ่งในเื่ที่ทำให้เธอและคุณพ่อและคุณแม่ต้องห่างเหินกันยิ่งพอได้รู้ว่าเธอสละสิทธิ์การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้แก่น้องของสามีคุณพ่อและคุณแม่ก็ยิ่งโกรธเคืองเธอเข้าไปใหญ่
สิ่งที่ทำให้เธอถูกคุณพ่อและคุณแม่ตัดขาดก็คือหลังแต่งงานไปได้เกือบ10 ปี เธอรับลูกของน้องสามีมาเป็ลูกบุญธรรม หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมพูดกับเธอและไม่ยอมให้เธอเข้าบ้านจวบจนคุณพ่อและคุณแม่ป่วยเธอก็ไม่รู้พอคุณพ่อเสียเธอตั้งใจจะไปรับคุณแม่มาอยู่ด้วยคิดไม่ถึงว่าท่านจะยังคงไม่ยอมพูดกับเธอและไม่ยอมมาอยู่ในตัวเมืองกับเธอแล้วหลังจากนั้นคุณแม่ก็ล้มป่วยและตายจากไปที่โรงพยาบาลเพียงลำพังนี่คือเื่ที่ทำให้เธอเสียใจมากที่สุดยิ่งตอนที่เธอได้ยินคุณป้าหม่าที่อยู่ข้างบ้านพูดกับเธอว่าเพราะกังวลว่าจะมาเป็ภาระของเธอคุณแม่จึงไม่ยอมมาอยู่กับเธอยินดีที่จะอยู่เพียงลำพังทั้งที่ร่างกายก็ไม่แข็งแรงแล้วสุดท้ายก็ตายจากไปโดยที่เธอไม่เคยได้แสดงความกตัญญูกับท่านเลยสักครั้ง
“ถ้านี่ไม่ใช่ความฝันฉันจะแก้ไขทุกอย่างที่เคยผิดพลาดไป จะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเศร้าเสียใจอีกแล้วและสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือฉันจะรักตัวเองจะไม่มอบหัวใจให้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวฉันอีกต่อไปแล้ว”เยี่ยชิงเหมยพูดกับตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองปฏิทินที่อยู่บนผนังห้องของเธอด้วยสายตาอันแรงกล้า