“คุณวิเนตย์คะคุณป้ามาหาคุณทำไม” ถามทันทีที่เห็นเขานั่งดูโทรทัศน์อยู่ตรงห้องนั่งเล่นคนถูกถามผินหน้ามามองแล้วคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบตามตรง
“มายืมเงิน”
“ยืมเงิน?” สิ่งที่วธุกาไม่อยากได้ยินก็เกิดขึ้นจนได้หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อยพอจะนึกได้ว่าผู้เป็ป้ายืมสำเร็จหรือไม่จะต้องถอนหายใจอีกสักกี่ครั้งกับความอึดอัดใจที่เกิดขึ้นในตอนนี้
“ให้ยืมไปเท่าไหร่คะ” ถามเบาๆอย่างคนรู้สึกผิดแทน แต่งงานกับเขามาได้แค่สองเดือนป้าของเธอก็กล้ามารบกวนเขาถึงในบ้านสามีของเธอไม่ได้ต่อว่าหรือตำหนิแต่อย่างใด เขาทำหน้านิ่งๆ เหมือนที่เคยเป็นั่นแหละยิ่งน่ากลัวเพราะเดาทางได้ยาก
“แสนกว่าๆเห็นบอกว่าจะเอาไปซ่อมแพหลังหนึ่งที่ชำรุดผมเห็นว่าไม่ได้เยอะมากมายอะไรก็เลยให้แกไป” คำตอบมาแบบเรียบๆแต่คนฟังรู้สึกถึงความกังวลใจของเขาได้ไม่ยาก
“เอ่อแล้วคุณป้าบอกไหมคะว่าจะคืนเมื่อไหร่”
“ผมให้เวลาสามเดือน แกก็โอเค”
“แล้วถ้าคุณป้าไม่มีเงินมาคืนคุณล่ะคะ”ถามเพราะรู้สถานะการเงินของทางโน้นเป็อย่างดี วิเนตย์กระตุกมุมปากยิ้มนิดๆขยับเม้มเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง
“เื่นั้นคุณก็ต้องเป็คนทวงให้ผมสิ”คนเป็ภรรยาได้ยินแล้วก็รู้สึกอึ้งจนต้องอ้าปากค้างน้อยๆครู่หนึ่งก็ถามกลับเขาเบาๆ
“ทำไมเป็แบบนั้นล่ะ”
“ที่ผมให้ก็เพราะว่าเป็ป้าของเมียถ้าคนอื่นผมไม่ให้หรอก” ถูกโยนภาระใส่ซึ่งๆ หน้าวธุกาต้องแบกรับปัญหาของผู้เป็ป้าเพิ่มขึ้นอีก หญิงสาวหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดเริ่มปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาเสียแล้ว
“คุณวาทเป็อะไรหรือเปล่าหน้าซีดๆ”
“ฉันคงว่ายน้ำมากไปหน่อยเลยรู้สึกมึนหัวมาเจอเื่คุณป้ายืมเงินคุณอีกเลยปวดเข้าไปใหญ่”
“แล้วใครใช้ให้ว่ายมากขนาดนั้นล่ะอีกอย่างสระว่ายน้ำที่นี่ก็มีไม่เห็นต้องไปว่ายที่รีสอร์ตคุณนนท์นทีเลย”
“ก็นั่นเป็สระของลูกค้านี่คะฉันไม่กล้าไปว่ายรบกวนพวกเขาหรอกขอตัวขึ้นไปนอนก่อนนะคะ” วิเนตย์จำนนต่อเหตุผลของภรรยาแต่สีหน้าของเ้าตัวออกอาการเหมือนคนไม่สบายขึ้นมา
“แล้วคุณไม่กินข้าวเย็นกับผมเหรอนี่ผมให้เพลินเอากับข้าวมาตั้งโต๊ะตรงระเบียงนะ”
“คุณกินไปเถอะค่ะ ฉันอยากนอนมากกว่า”หญิงสาวเดินตัวลอยๆ ขึ้นบันไดไปปัญหาของเธอยังกองสุมแต่ป้าก็มาเพิ่มให้มันหนักอึ้งมากกว่าเดิมยิ่งคิดก็ยิ่งปวดศีรษะราวกับมันจะะเิออกมาเสียให้ได้
ฝ่ายสามีเมื่อจัดการงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปบนบ้านเพื่อดูอาการของภรรยาเปิดประตูห้องนอนเข้าไปมองเห็นหญิงสาวนอนหลับอยู่บนเตียง ‘ข้าวปลาไม่ได้กินจะหิวบ้างไหมคุณวาท’วิเนตย์ยื่นมือออกไปแตะพวงแก้มภรรยาเพื่อปลุก
“คุณวาท” อาการตัวรุมๆคล้ายคนกำลังจะเป็ไข้
“คุณวาทตื่นก่อนนี่คุณไม่สบายนี่”เขาปลุกคนหลับเบาๆ ไม่ช้าวธุกาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างลำบากยากเย็นวิเนตย์เลยต้องประคองให้หญิงสาวนั่งเอนหลังกับหัวเตียงชายหนุ่มอังหลังมือตรงหน้าผากดูอีกที
“คุณตัวร้อนไม่สบายเหรอ”
“อืม คงงั้นค่ะ”
“เดี๋ยวผมให้เพลินเอาข้าวมาให้กินบนนี้นะแล้วค่อยกินยาลดไข้” เขาบอกคนที่นั่งตาลอยๆเหมือนคำพูดของเขาไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทวิเนตย์มองภรรยาแล้วรู้สึกสงสารรีบออกไปสั่งให้น้ำเพลินไปทำข้าวต้มขึ้นมาให้เป็การด่วน
“คุณวาทรอแป๊บหนึ่งนะเดี๋ยวก็ได้กินข้าวกินยาแล้ว”คนพูดก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงแล้วดึงภรรยาให้เอนศีรษะลงบนไหล่
“ฉันไม่ได้เป็อะไรมากหรอกค่ะเป็ไข้แค่นี้กินยานอนพักก็หายแล้ว”
“ผมรู้”เขาพูดโดยที่มือก็ยังลูบต้นแขนภรรยาขึ้นลง โอบกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ไม่ห่างกายคนไม่สบายตัวอ่อนปวกเปียกเขาจะจับวางตรงไหนก็ง่ายดายทำไปทำมาก็รูดลงไปนอนตรงหน้าตักเขาเสียอย่างนั้น
“คุณวาทไม่มีแรงเลยเหรอ”ชายหนุ่มถามอย่างใ รีบปัดเส้นผมที่ปรกหน้าหญิงสาวออกเพื่อสังเกตสีหน้าของคนป่วย
‘เปล่าหรอกแค่อยากอ้อน’หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆ ให้เขา เธอชอบตอนที่ฝ่ามือใหญ่วางทาบบนแก้มของเธอมันอบอุ่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองสำคัญสำหรับเขา นึกอยากอยู่อย่างนี้ไปนานๆ
“เพลินมาแล้วลุกขึ้นมากินข้าวก่อนเร็วคุณวาท” คนป่วยกลอกตาใส่น้ำเพลินเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่งตามแรงดึงของสามี ใจจริงอยากจะให้เขาป้อนข้าวต้มด้วยซ้ำไปแต่ติดที่ว่าเธอไม่ได้ป่วยหนักขนาดนั้น จำต้องจับช้อนตักข้าวต้มร้อนๆเข้าปากด้วยตัวเอง
“กินให้หมดนะคุณวาทจะได้หายเร็วๆ”ปากที่กำลังจะเป่าข้าวต้มในช้อนหุบลง เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้มอ่อนๆ
“คุณห่วงฉันเหรอคะ”คนถูกถามทำหน้าไม่ถูกกันเลยในตอนนี้
“ก็คุณเป็เมียผมไม่สบายผมก็ต้องดูแลเกิดป่วยตายในบ้านผมขึ้นมามันจะยุ่ง” เขาตอบไม่ตรงคำถามฟังแล้วไม่น่าประทับใจเลยสักนิด
“ขอบคุณค่ะ” แต่คนป่วยก็ยังยิ้มออกอย่างน้อยๆ เขาก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้ คอยดูเธอกินข้าวต้มอย่างเงียบๆมีบางครั้งที่สายตาสองคู่มองสบประสานอย่างไม่ได้นัดแนะวธุกาอยากจะให้ห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายกุหลาบสีชมพูแต่ก็ยังย้ำเตือนอยู่ในใจเสมอว่ามันไม่ใช่ เพราะหนามแหลมของกุหลาบอาจจะทิ่มตำเธอให้เจ็บร้าวไปทั้งหัวใจได้
วิเนตย์คอยดูแลหญิงสาวกระทั่งกินยาแล้วขึ้นเตียงนอนอีกรอบยังคงนอนเอนหลังอยู่ข้างๆ เพื่อรอดูว่าวธุกาจะมีอาการไข้ขึ้นมาอีกหรือเปล่า
“ต้องกินยาอีกสี่ชั่วโมงนะผมกลัวคุณหลับแล้วไม่ตื่น”
“ไข้ขึ้นแค่นี้คงไม่ต้องกินอีกก็ได้มั้งคะ”
“ไม่ได้หรอกนอนเถอะเดี๋ยวได้เวลาแล้วผมปลุกเอง”
“แล้วคุณจะนอนอยู่แบบนี้กับฉันเหรอคะ”หญิงสาวถามคนที่นอนใช้ศอกค้ำศีรษะตัวเองเอาไว้แล้วจ้องต่ำมองตัวเธอที่แทบจะอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกที
“นอนเถอะ” เขายิ้มนิดๆยกมือขึ้นลูบต้นแขนคนป่วยเบาๆ เส้นกำแพงบางๆ ในหัวใจของวธุกาพังราบไปในพริบตาขยับตัวซุกเข้าหาอกอุ่นของเขา กอดรัดร่างหนาเอาไว้แน่นขอไออุ่นของเขาช่วยคลายความเหนื่อยล้าในใจเธอลงบ้าง
“...”วิเนตย์เห็นแล้วหัวใจอ่อนยวบวางท่อนแขนลงราบไปเหนือศีรษะของภรรยาใช้อีกมือโอบกอดอีกคนเอาไว้แนบอก จุมพิตแ่ๆ ตรงขมับแล้วลูบต้นแขนขึ้นลงกล่อมให้คนป่วยหลับด้วยััเพียงแ่เบา ไม่นานนักหญิงสาวก็หลับสนิทลงไปแต่ชายหนุ่มกลับไม่อยากขยับตัวไปไหนห่างเขาตั้งเวลาปลุกอีกสี่ชั่วโมงเพื่อปลุกหญิงสาวขึ้นมากินยาตามเวลากำหนด
เป็การป่วยที่วธุกามีความสุขที่สุดในชีวิตเพราะเธอสามารถใช้คำว่าป่วยออดอ้อนแนบชิดสามีแทบไม่ห่างและไม่มีสักคำที่เขาจะบอกว่ารำคาญหรือสีหน้าที่แสดงอาการไม่เต็มใจนี่อาจจะเป็อีก่เวลาหนึ่งที่เธอจะได้รู้จักกับสามีตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมใบหน้าหล่อเหลาอ่อนกว่าวัยของเขาหลับสนิทใน่เช้าของวัน แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามา วธุกาไม่รู้ว่าเขาหลับในตอนไหนรู้แต่ว่าเธอตื่นขึ้นมากินยาตามที่เขาปลุกและหลับไปอย่างง่ายดาย
ปลายนิ้วนุ่มไล้ตรงกลีบปากหนาเบาๆยังจำรสชาติจูบหนักหน่วงเอาแต่ใจได้ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันนิดๆความรู้สึกแล่นพลุ่งพล่านอยู่ในใจหญิงสาววางปลายเท้าลงบนพื้นห้องแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอาการปวดหัวเริ่มหายไปพร้อมที่จะเริ่มต้นงานในเช้าวันใหม่นี้แล้ว
“ผมไม่ให้ทำ”ทันทีที่รู้ว่าภรรยาจะออกไปทำงานวิเนตย์ก็สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด
“ก็ฉันหายแล้วนี่คะไม่เชื่อมาจับหน้าผากดูก็ได้บอกแล้วไงว่ากินยาเดี๋ยวก็หาย”
“ออกไปเจอแดดเดี๋ยวก็ลมจับลำบากคนอื่นแบกคุณขึ้นมาอีก จะไปเป็ภาระคนอื่นเขาทำไมคุณวาทอยู่นี่แหละไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น”
“นี่คุณพูดจริงเหรอคะ”
“จริงแท้แน่นอนที่สุด เพลิน! ไปหายามาให้คุณวาทหลังมื้อเช้าด้วย” ชายหนุ่มะโหาแม่บ้านของตัวเองไปด้วยไม่ช้าน้ำเพลินก็ลนลานออกมาตามน้ำเสียงที่เหมือนมีเื่สำคัญเกิดขึ้นต่อผู้เป็นาย
อาหารเช้าพร้อมด้วยยาลดไข้ถูกวางไว้ตรงระเบียงบ้านชั้นล่างซึ่งภายหลังกลายเป็สถานที่รับประทานอาหารของเธอกับเขาไปแล้วแทบทุกมื้อวธุกามองเห็นสีหน้าเครียดขึงของสามีก็ไม่กล้าที่จะขัดใจเขาอีกหญิงสาวรีบตักข้าวต้มเข้าปากให้หมดถ้วยเร็วที่สุดก่อนจะตามด้วยยาที่ถูกเตรียมไว้ด้วยความหวังดี
“ฉันกินเสร็จแล้วคุณก็กินบ้างสิ” บอกเขาเพราะว่าตัวเองถูกจ้องอยู่ตลอดเวลาโดยที่ข้าวสักคำเขาก็ไม่ยอมตักเข้าปาก
“ผมรอดูว่าคุณจะกินหมดไหม”
“ฉันไม่ใช่นักโทษนะคะคุณวิเนตย์นี่ไงหมดแล้ว” หญิงสาวเลื่อนชามข้าวต้มให้เขามองเห็นได้ถนัดยิ่งขึ้นนั่นแหละวิเนตย์ถึงยอมเลิกจ้องตาดุใส่ แล้วหันไปจัดการกับมื้อเช้าของตัวเอง
เป็โอกาสของวธุกาบ้างที่จะได้นั่งมองเขากินข้าวอย่างเงียบๆแต่ละคำที่เขาตักเข้าปากแต่ละท่วงท่าของการเคี้ยว ช่างรวมกันเป็เขาได้อย่างลงตัวเขาตวัดลิ้นออกมาแตะเม็ดข้าวตรงมุมปากเข้าด้านในทำให้วธุกานึกไปถึงเื่บางเื่ที่ไม่สมควรเข้า ใบหน้าร้อนผ่าวตามมาในทันใดรีบยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพราะกลัวว่าอีกคนจะรู้ตัวว่าถูกมองและคิดอะไรไปเลยเถิด
“หน้าผมมีอะไรผิดปกติถึงได้จ้องเอาๆแบบนี้” แทบสำลักน้ำในแก้วเลยก็ว่าได้ หญิงสาวค่อยๆ วางแก้วน้ำลงที่เดิม
“มองนิดมองหน่อยก็ไม่ได้สึกหรอรึก็เปล่า”
“คงหายดีแล้วจริงๆถึงได้เถียงคำไม่ตกฟาก แต่...ยังไงก็ต้องพักผ่อนอยู่ในบ้าน เดี๋ยวเที่ยงๆ ผมแวะมาดู”ชายหนุ่มพูดหลังจากวางแก้วน้ำเปล่าลงบนจานรอง
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะไม่ดื้อ”
“คุณว่าอะไรนะ”วิเนตย์ต้องยื่นหน้าเข้าใกล้ภรรยาเพราะหญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาเหลือเกินวธุกาต้องกระเถิบออกห่างแล้วเอ่ยย้ำดังกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย
“ฉันบอกว่าฉันจะไม่ดื้อ”
“คุณพูดจริงเหรอเชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” คนเป็สามีทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ
“อื้ม ไม่งอแงด้วย”พูดแล้วก็ก้มหน้าต่ำอย่างเขินอาย ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำตัวน่ารักแบบนี้กับเขาได้นิ้วทั้งสิบประสานกันแน่นจนเหงื่อชุ่มเพราะความกระดากอาย
‘โอยๆ หน้าแดงหมดแล้วมั้งนี่’
ชีวิตของเธอคงจะเพี้ยนไปเสียแล้วเมื่อวานยังปวดใจจนต้องหนีกระเจิงไปหานนท์นทีแต่พอถูกเขาเอาใจใส่นิดหน่อยก็อ่อนยวบยาบมานั่งทำหน้าแดงให้เขามองอยู่ได้หางตาของเธอกำลังบอกว่าเขาเองก็จ้องมองมาทางนี้อยู่
“วันนี้คุณน่ารัก”พูดเสร็จก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆแต่หัวใจของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงนี้กลับไม่ได้เงียบตามเสียงเดินที่จากไปวธุกาจะยิ้มก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง อธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ได้นั่งอมยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมาเพียงลำพัง
เที่ยงวันวิเนตย์ก็กลับเข้ามาบนบ้านตามที่พูดเอาไว้จริงๆภรรยาอย่างเธอเลยต้องกินข้าวให้หมดแล้วตามด้วยยาลดไข้ที่น้ำเพลินนำมาพร้อมกับอาหารแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิตคู่ของตนเองแต่พอได้รับการดูแลเป็อย่างดีอย่างนี้วธุกาก็โกรธเขาไม่ลงจริงๆ
“่บ่ายไม่มีงานอะไรแล้วนะคุณวาทผมว่าผมจะมาอยู่เป็เพื่อนคุณดีกว่า เดี๋ยวคุณจะเบื่ออยู่คนเดียว”คนได้ยินถึงกับทำตาโตอย่างดีใจ ระบายรอยยิ้มเต็มใบหน้าให้เขาเห็น
“ความจริงแล้วถ้ามีงานก็ไม่ต้องห่วงฉันหรอกนะคะ”
“ไม่เป็ไรหรอกคุณวาทว่าแต่คุณอยากทำอะไรไหมระหว่างนี้ ดูหนังฟังเพลงหรืออะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ”
“ฉันอยากดูหนังค่ะคุณวิเนตย์มาดูเป็เพื่อนหน่อยนะ แบบว่าดูคนเดียวไม่สนุก”
“ก็ได้ ให้เวลาเมียบ้างจะเป็ไรไป”ฝ่ายสามีตอบยิ้มๆ ต่างคนต่างยิ้มให้แก่กันก่อนจะเข้าไปใช้เวลาในห้องนั่งเล่นเพื่อดูภาพยนตร์เื่โปรดของวธุกาแรกเริ่มก็เหมือนจะไปได้ดีแต่พอผ่านไปกลางเื่ฝ่ายชายก็ผล็อยหลับไปตรงตักของภรรยา
‘เมื่อคืนคุณนอนตอนไหนกันเนี่ยคุณวิเนตย์’
วธุกาจำได้ว่าเธอหลับในอ้อมกอดของเขาแล้วเขาล่ะไปหลับ่ไหนกันหรือว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยถึงได้มาฟุบคาตักของเธออยู่แบบนี้คิดแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบรีโมตแล้วปิดทุกอย่างลงเพื่อให้คนหลับได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ฝ่ามือบางวางทาบบนแก้มสากของเขาแล้วเสียงถอนหายใจเบาๆก็ดังขึ้น