อดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80

    บทที่ 51-52

    บทที่ 51 หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

     

    เล่อเวยรีบผลักเขาให้กลับเข้าไปในห้อง และใช้โอกาสนั้นสัมผัสเทรนช์โค้ตตัวนั้นอีกครั้ง “ฉันจะปล่อยให้แขกทำอาหารเองได้ยังไง ให้ตงตงทำเถอะค่ะ!”

    ในอีกห้อง ต่งเซียงกำลังอุ้มเติ้งหยาง พลางมองออกไปที่ลานบ้านแล้วพูดกับจี่เฟิ่งด้วยรอยยิ้มว่า “พี่จี่โชคดีจังเลยนะคะ ที่ลูกสาวมีความสามารถ จัดการได้ทุกเรื่อง ส่วนลูกชายเองก็ประพฤติตัวดีมาก เมื่อเช้านี้ฉันเห็นเขาตื่นขึ้นมาทำความสะอาดทั้งในและนอกบ้าน แถมยังทำอาหารได้ด้วย เด็กผู้ชายแบบเขาหายากขึ้นทุกวัน ต่อไปฉันคงต้องให้หยางหยางเรียนรู้จากพี่ตงตงซะแล้ว”

    จี่เฟิ่งทำสีหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก แต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

    เล่อตงรู้วิธีทำอาหารตั้งแต่เมื่อไร

    ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้!

    เธอไม่เคยเห็นเล่อตงเข้าครัวเลยสักครั้ง!

    ตลอดสิบสองปีในบ้านสกุลเล่อ เธอเป็นคนเดียวที่หุงหาอาหาร เล่อตงถูกย่าตามใจแต่เด็ก แม้แต่วิธีจุดไฟบนเตาก็ยังทำไม่เป็น

    แต่แค่ไม่กี่วัน เขาก็ทำอาหารเป็นแล้วเหรอ

    ความรู้สึกหนักหน่วงบางอย่างทับอยู่ในใจของจี่เฟิ่ง

    เล่อตงดูแปลกไปมากในทุกทาง แบบที่...จี่เฟิ่งไม่สามารถเข้าใจได้

    เธอได้แต่เชื่อคำพูดของเล่อเวยเท่านั้น ในเมื่อเล่อเวยบอกว่าเล่อตงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ย่อมแปลว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว และเมื่อเล่อเวยบอกว่าเล่อตงทำอาหารเป็น ย่อมแปลว่าเขาทำอาหารเป็น!

    ชีวิตในตอนนี้คือความสุขที่จี่เฟิ่งไม่กล้าฝันถึง แม้ว่าจะมีสิ่งผิดปกติไปบ้าง แต่ตราบใดที่เล่อเวยไม่พูด ถึงจี่เฟิ่งรู้ เธอก็จะเก็บไว้ในใจ

    หลิ่วไถเฉิงที่ถูกเล่อเวยผลักเข้ามาในห้อง มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า “งั้นฉันแก้มัดกองหนังสือให้เธอก็แล้วกัน”

    เล่อเวยให้ความสนใจเรื่องนี้มากกว่าอาหาร เธอพยักหน้าซ้ำๆ แม้ว่าเล่อเวยจะสามารถฉีกเชือกป่านด้วยมือของตัวเองได้อย่างง่ายดาย แต่เธอก็รอให้หลิ่วไถเฉิงแก้มัดให้อย่างว่าง่าย แล้วจัดหนังสือแบบเรียนทีละเล่มบนโต๊ะ

    ยุคนี้ ในโรงเรียนมัธยมยังไม่มีแนวคิดแบ่งหลักสูตรสายศิลป์หรือสายวิทย์อย่างชัดเจน วิชาอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาจีน ฟิสิกส์ เคมี ประวัติศาสตร์และการเมือง รวมถึงภาษาอังกฤษ เพิ่งรวมอยู่ในหลักสูตรเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    เล่อเวยรู้มาว่า คะแนนรวมของการสอบเข้าโรงเรียนมัธยมในแต่ละมณฑลนั้นแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว มักจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ในมณฑลที่เธออยู่ สัดส่วนคะแนนภาษาจีน คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ มีความสำคัญมากที่สุด คะแนนเต็มของแต่ละวิชาคือหนึ่งร้อยยี่สิบคะแนน ส่วนอีกสี่วิชาที่เหลือในแต่ละวิชามีห้าสิบคะแนน ดังนั้นคะแนนเต็มของการสอบเข้ามัธยมปลายก็คือห้าร้อยหกสิบคะแนน

    โรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่ไม่มีข้อกำหนดเรื่องคะแนนมากนัก เพราะในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นช่วงที่โรงเรียนอาชีวะกำลังเป็นที่นิยม และโดยทั่วไปคนที่จบจากโรงเรียนเหล่านั้นมักจะหางานทำได้เลย และสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ทันทีที่เรียนจบสามปี แม้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เปิดให้ลงทะเบียนอย่างกว้างขวางเหมือนในเวลาต่อมา การสอบเข้าจึงยังเป็นเรื่องยากพอๆ กับทหารและม้าหลายพันนายพยายามข้ามไม้ท่อนเดียว[1]

    ดังนั้น เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนอยู่ในพื้นที่ชนบทจึงตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะ

    เล่อเวยเข้าใจความคิดของพวกเขา การเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมปลายมีเป้าหมายเพียงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น หากสอบตกจากอาชีวะ พวกเขาจะต้องเสียเวลาอีกสามปีในระดับมัธยมปลายโดยเปล่าประโยชน์และไม่มีงานทำ

    เฉพาะนักเรียนที่มาจากครอบครัวมีอันจะกินในเมืองเท่านั้นที่ไม่ต้องสนใจว่า พวกเขาจะมีงานทำระหว่างเรียนหรือไม่ และสามารถพุ่งเป้าไปที่ระดับอุดมศึกษาได้

    แต่สำหรับเล่อเวย ความนิยมในการสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะไม่ได้ทำให้การสอบจบระดับมัธยมต้นของเธอง่ายขึ้นเลย เพราะเธอไม่ได้ตั้งเป้าไว้แค่โรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ ทั่วไป

    การเข้าโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปเป็นเรื่องง่าย แต่การเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในกวางโจวนั้นเป็นเรื่องยาก!

    นักเรียนจากครอบครัวดีๆ มีฐานะในเมือง ที่ได้รับการฝึกฝนทุกๆ ด้านตั้งแต่ยังเด็กเกือบทุกคน มุ่งความสนใจไปที่โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังประจำมณฑล!

    สำหรับเล่อเวย การเข้าโรงเรียนมัธยมปลายก็เหมือนกับการข้ามสะพานไม้กระดานสะพานเดียว ที่ไม่มีทางอื่นให้เลือกเดิน!

    หลิ่วไถเฉิงจัดหนังสือเรียนไว้เป็นกอง มีหนังสือเรียนครอบคลุมเจ็ดวิชาสำหรับระดับชั้นมัธยมต้นหลายเล่มซ้อนกันเป็นกองสูง แต่จำนวนหนังสืออ่านเสริมและแบบฝึกหัดมีมากกว่า

    นอกจากนี้ยังมีหนังสือกองเล็กๆ อีกหลายกองซ้อนกันอยู่ เล่อเวยลองพลิกดู มีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษ แบบฝึกหัดและสมุดเปล่าสำหรับทำแบบฝึกหัดอีกหลายเล่ม

    หลิ่วไถเฉิงช่วยเธอไว้มากจริงๆ!

    เล่อเวยอดเงยหน้าขึ้นมองหลิ่วไถเฉิงไม่ได้ เขาใจดีกับเธอมาก ใจของเล่อเวยไม่ได้ทำด้วยหิน จะไม่รู้สึกได้อย่างไร

    และที่สำคัญที่สุด ตอนที่หลิ่วไถเฉิงทำสิ่งเหล่านี้ มีเพียงความกระตือรือร้นฉาบอยู่บนใบหน้าของเขา แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการช่วยเธอด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

    หลิ่วไถเฉิงรู้ตัวว่าถูกมอง เขายิ้มอย่างเก้อเขิน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยิบกล่องดินสอออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้เธอ

    หัวใจของเล่อเวยเต้นไม่เป็นส่ำ

    หลายปีต่อมา ตอนที่หลิ่วไถเฉิงสวมแหวนหมั้นให้เธอ เล่อเวยก็ยังคิดถึงเรื่องในบ่ายวันนี้ ณ ห้องเล็กๆ ที่มีเพียงแสงสลัวๆ ชายหนุ่มรูปงามที่สุภาพอ่อนโยนได้ยื่นกล่องดินสอให้เธอด้วยท่าทางแบบเดียวกัน ซึ่งถือเป็นคำสัญญาเกี่ยวกับอนาคตที่เขาตั้งใจจะมอบให้กับเธอ

     

    บทที่ 52 ปัญหาไม่หมด

     

    ในเวลาเช่นนี้ คำขอบคุณเป็นเพียงแค่วาจาที่ผิวเผิน แต่เล่อเวยจดจำความมีน้ำใจของเขาไว้ในหัวใจ โดยคิดเสมอว่า เธอยังมีโอกาสอีกมากมายในอนาคตที่จะตอบแทนหลิ่วไถเฉิง

    เล่อเวยจะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมของครอบครัวหลิ่วไถเฉิงเกิดขึ้นเหมือนในชาติที่แล้ว เธอจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นกับตระกูลเจียงอีกครั้ง!

    ด้วยความช่วยเหลือจากหลิ่วไถเฉิง เล่อเวยก็คัดแยกหนังสือทั้งหมดจนเสร็จ เธอเอาเฉพาะหนังสือส่วนที่เป็นของมัธยมต้นปีที่หนึ่งออกมา

    “จะว่าไป” เล่อเวยนึกขึ้นมาได้อีกเรื่อง เธอลดเสียงก่อนจะพูดให้เบาลง “คุณทำยังไงกับกริชสองเล่มนั้นเหรอคะ”

    หลิ่วไถเฉิงไม่คิดว่าเธอจะยังจำเรื่องนั้นได้ “ฉันส่งคืนกรมไปเมื่อวาน น่าจะใช้เวลาพอสมควรในการตรวจสอบว่ามาจากไหน แต่เรื่องไม่น่าจะโยงมาถึงเธอ ถ้าจำเป็นยังไง ฉันจะเป็นคนติดต่อเธอด้วยตัวเอง ไม่ต้องห่วง”

    เล่อเวยไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เธอแค่เป็นห่วงนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณของเธอยังเงียบสงบ แปลได้ว่าน่าจะยังไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น

    หลังมื้อเย็น หลิ่วไถเฉิงไม่ได้อยู่ต่อนานนัก เขายังต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเช่นกัน หากเล่อเวยสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในเมืองกวางโจวได้ ขณะที่เขาสอบตก คงจะเป็นเรื่องที่น่าอายและดูไม่ดีเอามากๆ!

    เล่อตงกำลังทำความสะอาดลานบ้าน พอเสียงเงียบไปสักพัก เล่อเวยจึงมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในลานบ้านแล้ว เลยเดาว่าเขาน่าจะไปออกกำลังกายอีกหน

    จี่เฟิ่งเข้ามาดูเล่อเวยและปรึกษากับเธอ เพราะได้เล่อตงช่วยงาน ช่วงกลางวันทั้งเธอและต่งเซียงจึงว่างเกือบตลอด เลยอยากหาอะไรทำ

    ถึงแม้ทักษะในการทำอาหารของจี่เฟิ่งจะแค่พอใช้ได้ แต่เธอทำงานเย็บปักถักร้อยได้ค่อนข้างดี เล่อเวยเลยคิดว่า พรุ่งนี้จะลองเข้าเมืองไปดูว่าพอจะมีงานตัดเย็บแก้ทรงเสื้อผ้าที่คำนวณราคาต่อชิ้นบ้างหรือไม่

    ถึงจะไม่ได้เงินมาก แต่ทำไปก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

    เล่อเวยมีแผนอื่นในใจ แต่ต้องพับไปก่อนเพราะยังไม่มีเงินตอนนี้ ต่งเซียงเป็นคนมีวาทศิลป์และทำธุรกิจได้ดี แต่จนกว่าเรื่องของสกุลเติ้งจะคลี่คลาย ทางที่ดีที่สุดคือเธอไม่ควรจะออกมาให้ผู้คนพบเห็นบ่อยๆ เพราะในสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านอย่างตลาดเจิ้นซี หากมีญาติของสกุลเติ้งบังเอิญมาที่เมืองฉางผิง เธอกับเติ้งหยางคงจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้

    เล่อเวยยังไม่มีแผนจะไปจากเมืองฉางผิงในตอนนี้

    หลังอธิบายสิ่งที่เธอคิดทั้งหมดให้จี่เฟิ่งฟังแล้ว ในที่สุดเล่อเวยก็มีเวลาอ่านหนังสือกับเขาเสียที

    แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งสมาธิอ่าน ก็ได้ยินเสียงทุบตีดังมาจากภายนอก และก่อนที่เล่อเวยจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงพูดด้วยความมึนเมาของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา

    “บอกให้ซื้อก็ซื้อสิ พูดไม่รู้เรื่อง ฉันดื่มเหล้าแล้วมันยังไง ในเมื่อแกมีลูกไม่ได้ ฉันก็จะดื่มมันทุกวันนั่นแหละ”

    จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องของอวี๋ซู่หลัน “ความผิดของฉันเหรอที่มีลูกไม่ได้! พี่ต่างหากที่ไม่ได้เรื่อง ไร้น้ำยา ถ้าแต่งกับคนอื่น ป่านนี้ฉันก็มีลูกไปแล้ว!”

    “บัดซบ! แกกล้ามีคนอื่นเหรอ!”

    เสียงของแตกดังขึ้น

    เล่อเวยทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบออกไปที่ลานบ้าน เธอเห็นจี่เฟิ่งกับต่งเซียงออกมาดูเหมือนกัน “แม่ พี่ต่ง กลับเข้าห้องไปก่อน”

    “เวยเวย” จี่เฟิ่งกังวลเรื่องเพื่อนบ้าน เธอไม่ใช่คนที่จะบอกให้ลูกสาวนั่งเฉยๆ และไม่ต้องไปสนใจใครในสถานการณ์แบบนี้ แต่เธอเกรงว่าเล่อเวยจะเดือดร้อน หากพยายามเข้าไปห้ามปรามพวกเขา “ลูกไปตามตงตงมาเถอะ”

    “ไม่เป็นไรค่ะแม่ ทั้งสองคนกลับเข้าไปก่อน ไม่ต้องออกมา”

    เล่อเวยพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะไปยืนหน้าประตูห้อง แล้วลองเคาะดู

    ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นห้องของคนอื่น ในเมื่อไม่ได้ยินเสียงต่อสู้ข้างใน เธอจึงไม่สามารถบุกเข้าไปโดยพลการ

    หลังเธอเคาะประตู ก็ยังไม่มีใครตอบ อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังทะเลาะกันเสียงดัง เลยไม่ได้ยิน เล่อเวยจึงทำได้เพียงแค่ตะโกนอยู่หน้าประตู “พี่อวี๋ พี่อวี๋!”

     


     


    [1] ทหารและม้าหลายพันนายพยายามข้ามไม้ท่อนเดียว เป็นสำนวนจีน อธิบายถึงสถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูง และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ - ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ในประเทศจีน แม้ว่าการสอบเข้าวิทยาลัยแห่งชาติ (高考) จะถูกคืนสถานะอีกครั้ง หลังจากถูกระงับในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่จำนวนมหาวิทยาลัยยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครในแต่ละปี สำนวนนี้จึงเน้นย้ำถึงการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในขณะนั้น

    คล้ายกับเรื่องอดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498