ภายในถ้ำศิลาอันมืดมิดบนยอดเขาเร้นลับที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำค้างที่ร่วงหล่นกระทบพื้นหิน ทว่าในความเงียบงันนั้นกลับแฝงไปด้วยความผันผวนของพลังิญญาฟ้าดินที่รุนแรงและปั่นป่วนจนมิติรอบด้านบิดเบี้ยว หลินเฟยนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางค่ายกลรวบรวมพลังิญญาที่เขาสร้างขึ้นจากศิลาิญญาระดับสูงนับหมื่นก้อนที่ได้มาจากแหวนมิติของเฉินเทียนอี้ แสงสีฟ้ากระจ่างใสส่องสว่างไปทั่วถ้ำ ตัดกับรังสีอำมหิตสีเืที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน
เบื้องหน้าของหลินเฟย คือ 'แก่นอสูรพายุโลหิตระดับสี่' ที่เขาสังหารมาได้จากทะเลทรายโลหิต มันลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายแสงสีแดงก่ำและส่งเสียงครางหึ่งๆ ราวกับยังมีชีวิต พลังงานบริสุทธิ์และดุร้ายที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นมหาศาลเกินกว่าที่ผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานจะสามารถรับมือได้ ทว่าหลินเฟยไม่มีความลังเลใดๆ ในดวงตา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกยาว โคจรพลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนที่อยู่ในสถานะกึ่งของเหลวกึ่งผลึก ให้พุ่งทะยานออกมาราวกับัที่หิวโหย เข้าโอบล้อมและกลืนกินแก่นอสูรระดับสี่อย่างตะกละตะกลาม
"เข้ามา! จงกลายเป็รากฐานให้แก่การก้าวขึ้นสู่ความเป็าาของข้า!" หลินเฟยคำรามในลำคอ
วินาทีที่พลังปราณของเขาเจาะทะลวงเข้าไปในแก่นอสูร เจตจำนงอาฆาตของสัตว์อสูรระดับสี่ที่ยังคงตกค้างอยู่ก็ะเิออก ภาพหลอนของสิงโตั์ที่ประกอบขึ้นจากหมอกเืพุ่งเข้ากัดกินจิติญญาของเขา หมายจะแย่งชิงร่างและทำให้เขาธาตุไฟเข้าแทรก ทว่าหลินเฟยเพียงแค่แค่นเสียงเ็า เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกขับเน้นขึ้นในห้วงความคิด คมกระบี่ที่มองไม่เห็นตวัดฟันเพียงครั้งเดียว ภาพหลอนของอสูรพายุโลหิตก็ถูกตัดขาดและแตกสลายกลายเป็เพียงพลังงานบริสุทธิ์ที่ไร้การต่อต้าน
พลังงานสีแดงคล้ำที่หยาบกระด้างไหลทะลักเข้าสู่เส้นเืของหลินเฟยประดุจน้ำหลาก ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูเซลล์ ราวกับถูกเข็มเหล็กนับแสนเล่มทิ่มแทงจากภายใน แต่ร่างกายที่ถูกหล่อหลอมด้วยชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์นั้นแข็งแกร่งดุจเพชรกล้า มันซึมซับและทนทานต่อแรงดันมหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทะเลสาบพลังชีวิตในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง บีบอัดก๊าซและของเหลวทั้งหมดให้หดตัวเล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ
ศิลาิญญารอบกายเรือนหมื่นก้อนะเิออกพร้อมกัน กลายเป็ละอองแสงสีฟ้าที่ถูกสูบเข้าสู่ร่างของหลินเฟยเพื่อใช้เป็ตัวเร่งปฏิกิริยา การบีบอัดดำเนินไปถึงจุดวิกฤต ก้อนผลึกสีเืในจุดตันเถียนเริ่มส่องประกายเจิดจ้าและเปลี่ยนรูปทรง มันถูกควบแน่นจนกลายเป็ทรงกลมที่สมบูรณ์แบบ ไร้รอยตำหนิ บนพื้นผิวของผลึกทรงกลมนั้นปรากฏลวดลายของคมดาบและสายฟ้าสีดำที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจ
"ขอบเขตแก่นแท้... ก่อกำเนิด!"
ปังงงงงง!
เสียงะเิดังกึกก้องเกิดขึ้นภายในร่างกายของหลินเฟย คลื่นพลังงานที่ทรงอำนาจและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าขอบเขตสร้างฐานหลายสิบเท่าะเิออกจาก 'แก่นแท้' ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่ กวาดล้างความเหนื่อยล้าและขยายเส้นชีพจรให้กว้างใหญ่ขึ้นอีกขั้น รังสีปราณสีทองแดงและสีเืพุ่งทะลุเพดานถ้ำศิลาขึ้นสู่ท้องฟ้า ยอดเขาเร้นลับสั่นะเือย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว
ทว่า การก่อกำเนิดแก่นแท้ของหลินเฟยนั้น ไม่ได้เป็ไปตามครรลองของธรรมชาติ แก่นแท้ของเขาถูกสร้างขึ้นจากเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง สายเืแห่งความแค้น และชิ้นส่วนของศาสตราาที่ท้าทาย์ ทันทีที่คลื่นพลังของเขาัักับชั้นบรรยากาศ ์เบื้องบนก็ตอบสนองต่อการมีอยู่ของสิ่งที่ฝืนกฎเกณฑ์นี้ทันที
ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวในยามกลางวัน แปรเปลี่ยนเป็สีดำทะมึนอย่างกะทันหัน เมฆพายุหนาทึบก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขา บดบังแสงอาทิตย์จนหมดสิ้น ภายในหมู่เมฆสีดำนั้น ปรากฏสายฟ้าสีแดงเืและสีดำที่แลบแปลบปลาบราวกับัพิโรธ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องปาน์กำลังคำรามด้วยความโกรธแค้น กลิ่นอายของ 'ทัณฑ์์' หรือที่ผู้ฝึกยตนเรียกขานว่า 'อัสนีบาต์' แผ่ซ่านลงมากดทับทั่วทั้งหุบเขา สัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต่างหมอบกราบลงกับพื้น ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจของ์
โดยปกติแล้ว อัสนีบาต์จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อยอดฝีมือระดับปรมาจารย์พยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่สูงส่งกว่า หรือเมื่อมีสมบัติระดับเทพเ้าถือกำเนิดขึ้น การที่มันปรากฏขึ้นเพียงเพราะผู้ฝึกยตนคนหนึ่งทะลวงเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้' ถือเป็เื่ที่ผิดปกติและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง บ่งบอกว่า์มองว่าตัวตนของหลินเฟยเป็ภัยคุกคามที่ต้องถูกลบเลือนทิ้งไป
หลินเฟยลืมตาขึ้นภายในถ้ำที่กำลังพังทลาย ั์ตาของเขาทอประกายสีเืที่ลึกล้ำและท้าทาย เขาััได้ถึงแรงกดดันจากเบื้องบนที่จ้องจะบดขยี้เขาให้แหลกสลาย รอยยิ้มเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"์งั้นรึ? ตอนที่ครอบครัวข้าถูกเข่นฆ่า ์พวกเ้ามัวไปมุดหัวอยู่ที่ใด! บัดนี้ข้าเพียงแค่ทวงคืนความยุติธรรม พวกเ้ากลับส่งทัณฑ์์มาขัดขวางข้า ช่างน่าขันนัก!" หลินเฟยลุกขึ้นยืน พลังแก่นแท้ขั้นต้นในร่างะเิออก เขาพุ่งทะยานทะลุเพดานถ้ำที่ถล่มลงมา พุ่งพรวดขึ้นสู่อากาศ ลอยตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวเบื้องหน้าหมู่เมฆอัสนีบาตทมิฬ
ครืนนนน! เปรี้ยง!
์ไม่รอช้า สายฟ้าสีแดงทมิฬขนาดเท่าลำต้นไม้โบราณ ฟาดผ่าลงมาจากหมู่เมฆ ตรงเข้าใส่ร่างของหลินเฟยด้วยความเร็วแสง พลังทำลายล้างของมันสามารถบดขยี้ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดให้กลายเป็เถ้าถ่านได้ในพริบตา
หลินเฟยไม่หลบหลีก เขาหัวเราะลั่น มือขวากระชับดาบโลหิตสีดำที่สถิตอยู่ในิญญา ชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์สั่นพ้องประสานกัน เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! สะบั้น์!"
หลินเฟยตวัดดาบโลหิตสีดำในมือ ฟาดฟันสวนกลับขึ้นไปหาอัสนีบาต์ คมกระบี่สีเืที่บางเฉียบแต่แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการตัดขาด พุ่งเข้าปะทะกับสายฟ้าขนาดั์ ไม่มีเสียงะเิดังกึกก้อง มีเพียงเสียงฉีกขาดของมิติ สายฟ้าทมิฬที่ดูไร้เทียมทาน กลับถูกคมดาบของหลินเฟยผ่าออกเป็สองซีกอย่างแม่นยำและราบรื่น พลังงานสายฟ้าที่ถูกตัดขาดแตกกระจายออกไปด้านข้าง ทำลายยอดเขาบริเวณรอบๆ จนพังทลายราบเป็หน้ากลอง
ทว่า ์ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อการโจมตีระลอกแรกถูกทำลาย หมู่เมฆก็หมุนวนรุนแรงขึ้น สายฟ้าสีแดงทมิฬสามเส้นรวมตัวกันเป็ัสายฟ้าขนาดั์ พุ่งทะยานลงมาพร้อมกับเสียงคำรามที่สั่นะเืไปถึงิญญา แรงกดดันเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ หมายจะลบตัวตนของหลินเฟยให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
"ยังไม่พอ! พลังของพวกเ้ามีแค่นี้หรืออย่างไร!" หลินเฟยะโท้าทาย ร่างของเขาไม่ร่วงหล่น แต่กลับพุ่งสวนขึ้นไปหาัสายฟ้าอย่างบ้าบิ่น เขาอ้าแขนซ้ายออก ปล่อยให้สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดเข้าใส่กระดูกและเส้นชีพจรโดยตรง
อ๊ากกกก! หลินเฟยกัดฟันกรอด ความเ็ปจากการถูกอัสนีบาต์แผดเผานั้นเกินบรรยาย แต่เขาไม่ได้ทำเพื่อทรมานตนเอง แก่นแท้สีเืในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันทำหน้าที่เป็หลุมดำ ดูดกลืนและหลอมรวมพลังงานบริสุทธิ์ของสายฟ้า์เข้าไว้ในร่างกาย เพื่อใช้มันในการตีรั้งและขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งจนถึงระดับที่อาวุธธรรมดาไม่อาจระคายผิว
พร้อมกันนั้น มือขวาของเขาก็ตวัดดาบโลหิตสีดำ ร่ายรำกระบวนท่าสังหารกลางอากาศ ฝนกระบี่สีเืนับหมื่นเส้นพุ่งทะลวงเข้าหาัสายฟ้าที่เหลือ ตัดแบ่งและบดขยี้โครงสร้างของพลังงาน์จนแตกสลายกลายเป็ละอองแสงสีแดงที่ร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝนดาวตก
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
การปะทะระหว่างมนุษย์และ์ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลินเฟยใช้ร่างกายรับสายฟ้าเพื่อขัดเกลาแก่นแท้ และใช้คมดาบตัดทำลายสายฟ้าที่รุนแรงเกินไป เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุด หมู่เมฆทมิฬก็เริ่มสลายตัว พลังงานของทัณฑ์์ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น แสงแดดสีทองสาดส่องทะลุม่านเมฆลงมาอาบไล้ร่างของเด็กหนุ่มที่ลอยอยู่กลางอากาศ
หลินเฟยหอบหายใจลึก เสื้อคลุมสีดำของเขาขาดวิ่น ร่างกายมีรอยไหม้เกรียมหลายแห่ง แต่าแเ่าั้กำลังสมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยพลังชีวิตที่มหาศาล ิัของเขาบัดนี้เปล่งประกายสีทองแดงอมแดงที่มีความมันวาวดุจโลหะ ั์ตาสีเืดูลึกล้ำและมีรอยริ้วของสายฟ้าสีดำซ่อนอยู่ภายใน แก่นแท้ในร่างกายของเขาสมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครในระดับเดียวกัน เขาได้ก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้น' อย่างแท้จริง และด้วยพลังของศาสตราไร้ลักษณ์ พละกำลังของเขาในยามนี้สามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดได้อย่างสบายๆ!
"การขัดเกลาเสร็จสิ้น..." หลินเฟยกำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน "บัดนี้ ถึงเวลาที่สำนักกระบี่ไร้นามจะต้องชดใช้"
หลินเฟยสะบัดเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นทิ้งไป เปลี่ยนสวมชุดเกราะอ่อนสีดำขลับที่ยึดมาได้จากแหวนมิติของตระกูลเฉิน เขามองลงไปยังทิศเหนือ ดินแดนที่ห่างไกลออกไปนับหมื่นลี้ สถานที่ที่ตั้งของยอดเขาหมอก์ จุดกำเนิดของโศกนาฏกรรมทั้งหมด เขาไม่รอช้า ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า ทิ้งเงาสีเืจางๆ ไว้เื้ั มุ่งหน้าสู่ดินแดนเหนือสุดของทวีป
การเดินทางข้ามทวีปกินเวลาหลายสิบวัน ยิ่งมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ภูมิประเทศก็ยิ่งแปรเปลี่ยน จากป่าไม้อุดมสมบูรณ์ กลายเป็ทุ่งหญ้าแห้งแล้ง และในที่สุดก็เข้าสู่เขตแดนของทุ่งน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปี อุณหภูมิลดต่ำลงจนน้ำลายสามารถกลายเป็น้ำแข็งได้ก่อนจะตกถึงพื้น ทว่าความหนาวเหน็บเหล่านี้ไม่อาจทะลวงผ่านปราณคุ้มกันสีเืของหลินเฟยได้เลย
ในวันที่ยี่สิบของการเดินทาง ภาพกำแพงเมืองขนาดั์ที่สร้างจากศิลาสีขาวและน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือ 'เมืองหิมะโปรย' เมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาหมอก์ เมืองแห่งนี้คือจุดพักพิงสุดท้ายของผู้คน ก่อนที่จะเข้าสู่เขตแดนต้องห้ามของสำนักกระบี่ไร้นาม ขุมอำนาจที่แท้จริงของดินแดนทางเหนือ
หลินเฟยร่อนลงสู่พื้นดินห่างจากประตูเมืองเล็กน้อย ดึงฮู้ดขึ้นปิดบังใบหน้า เขาก้าวเดินฝ่าหิมะที่ตกหนักมุ่งหน้าสู่ประตูเมือง บรรยากาศของเมืองหิมะโปรยนั้นเ็าและเงียบเหงา ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนสวมชุดขนสัตว์หนาเตอะและมีแววตาระแวดระวัง ที่หน้าประตูเมือง มีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีขาวขลิบเงินยืนขวางทางอยู่ พวกมันคือศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่ไร้นามที่ถูกส่งมาคุมเมืองหน้าด่านและรีดไถผู้สัญจรไปมา
"หยุด! เมืองหิมะโปรยปิดรับคนนอก หากเ้าไม่มีป้ายอนุญาตจากสำนักกระบี่ไร้นาม ก็จงจ่ายค่าผ่านทางมาหนึ่งพันศิลาิญญาระดับกลาง ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวไปแช่แข็งตายในทุ่งหิมะซะ!" หนึ่งในศิษย์สายนอกที่มีระดับพลังสร้างฐานขั้นปลาย ะโข่มขู่พร้อมกับชักกระบี่ที่แผ่ไอเย็นออกมา
หลินเฟยหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกมัน สายลมหนาวพัดชายเสื้อคลุมของเขาให้สะบัดพลิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นั์ตาสีเืที่เยือกเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะรอบกาย เขาไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่เพียงแค่ออกแรงปลดปล่อยรังสีอำมหิตและแรงกดดันระดับแก่นแท้ขั้นต้นออกไปเพียงเสี้ยววินาที
ครืนนนนน!
มวลอากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นกะทันหันราวกับมีขุนเขาน้ำแข็งถล่มทับ ศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่ไร้นามทั้งห้าคน เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของพวกมันทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นหิมะเสียงดังสนั่น กระอักเืสีแดงสดออกมาเปื้อนหิมะสีขาว กระบี่ในมือร่วงหล่น พวกมันพยายามจะเงยหน้ามองปีศาจตรงหน้า แต่แรงกดดันนั้นมหาศาลจนกระดูกสันหลังแทบจะหักสะบั้น
"ข้า... ไม่ชอบให้ใครมาเห่าหอนขวางทาง" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและดุดัน เขาก้าวเดินข้ามร่างที่กำลังตัวสั่นงันงกของพวกมัน เข้าสู่เมืองหิมะโปรยอย่างสง่างามและไร้การขัดขวาง
เมื่อก้าวเข้าสู่เมือง หลินเฟยทอดสายตามองลึกเข้าไปยังเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบเื้ัเมือง ยอดเขาหมอก์ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดและปริศนา
"สำนักกระบี่ไร้นาม... มัจจุราชของพวกเ้า มาเคาะประตูบ้านแล้ว" หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต คมกระบี่สีเืในจิติญญาสั่นะเือย่างกระหายเื การต่อสู้เพื่อชำระแค้นและทวงคืนความจริงทั้งหมด กำลังจะอุบัติขึ้น ณ ดินแดนเหมันต์แห่งนี้!