ในขณะเดียวกัน
ห่างออกไปนับพันเมตรตรงต้นน้ำของค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดตรงจุดนี้มีค่ายทหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีการป้องกันที่หนาแน่นและเข้มงวดยิ่งกว่าค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดนับสิบเท่า
ภายในเต็นท์ยักษ์สีดำกลางค่ายทหารมีเงาร่างของคนคนหนึ่งที่นั่งอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนเก้าอี้หินมือของเขาเช็ดถูดาบในมืออย่างทะนุถนอม
ดาบนี้เป็นดาบธรรมดา
แต่กลิ่นอายอันเฉียบคมที่แผ่กระจายออกมาจากรอบๆตัวของเขากลับอันตรายยิ่ง
กลิ่นอายนี้เหมือนกับมีคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังกระจายตัวอยู่รอบๆกลิ่นอายอันคมกริบที่น่ากลัวพลุ่งพล่านประหนึ่งคลื่นโหมซัดสาดทว่ากลิ่นอายที่น่ากลัวนี้กลับถูกเขาจำกัดให้อยู่แค่รัศมีสิบเมตรรอบกายของเขาเท่านั้นมุมปากของเขาหยักขึ้นมาเหมือนกับกำลังดีใจราวกับเด็กน้อยที่ค้นพบของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจเลยหยุดมองมัน
“อายุสิบแปดสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันได้อ่า...หวังว่าข้าจะไม่เช็ดดาบรอเก้อนา!”
……
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาเดียวพระอาทิตย์สีทองก็ค่อยๆ เคลื่อนลงมาหลบหลังภูเขามอร์โรความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งค่ายทหาร เหมือนกับเป็นสัญญาณบอกว่าการฝึกทหารในวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้วค่ายทหารของทุกอาณาจักรก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาไม่ช้าทั่วพื้นที่ราบก็เต็มไปด้วยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
ช่วงเวลากลางคืนจะเป็นช่วงเวลาที่ภายในค่ายทหารส่งเสียงดังมากที่สุด
ภายในเขตที่ตั้งค่ายทหารของอาณาจักรบริวารนอกจากเหล่านักรบของอาณาจักรที่มาเข้าร่วมการแข่งขันแล้วยังมีกองคาราวานน้อยใหญ่ของราชอาณาจักรและเหล่าวณิพกพเนจรต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่การแข่งขันการซ้อมรบสำหรับพวกเขานั้น นอกจากจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่แล้วยังเป็นงานที่เต็มไปด้วยหนทางในการสร้างรายได้อีกด้วยพวกเขาจะหลั่งไหลไปยังพื้นที่พิเศษที่ทางราชอาณาจักรเซนิทจัดเตรียมไว้ให้ในยามค่ำคืน ที่นี่จะมีการเปิดร้านรวงต่างๆ มากมาย แล้วทั้งค่ายก็จะสว่างไสวไปหมดเสียงตะโกนเรียกซื้อดังขึ้นมาไม่ขาดสาย ดูไม่ต่างอะไรกับเมืองที่วุ่นวายกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วพื้นที่ กลิ่นเนื้อย่าง เสียงหัวเราะดีใจ หยอกเย้า ร้องไห้ตะโกนโหวกเหวก เสียงคน เสียงม้า เสียงสัตว์อสูรดังระงมไปทั่วพื้นที่นับว่าเป็นสถานที่เฮฮาอย่างแท้จริง
“ถ้าอยากแก้แค้นด้วยมือของตัวเองเจ้าจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัดเสมอถ้าอยากสังหารคูลอมบ์ที่อยู่ในการคุ้มครองอย่างเข้มงวดของตระกูลปโตเลมีเจ้าจะต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความมืด เจ้ามีทักษะในการฆ่าที่โดดเด่นมากดังนั้นเจ้าจะต้องทำความคุ้นเคยกับโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายมนุษย์ทุกส่วนเสียก่อนต้องเรียนรู้หลักจิตวิทยาของมนุษย์ เรียนรู้ที่จะซ่อนและปกป้องตัวเองเรียนรู้ว่าเวลาไหนควรคว้าโอกาสหรือเวลาไหนควรอดทนเรียนรู้ที่จะวางแผนกับแยกแยะข้อเท็จจริงเรียนรู้วิธีที่จะปั่นหัวศัตรูและวิธีการใช้อาวุธที่หลากหลาย...แน่นอนว่าหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เจ้าจะต้องทำให้หัวใจของเจ้าด้านชา!”
ภายในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดซุนเฟยเริ่มสั่งสอนอินซากีและเหล่าเด็กกำพร้าที่รอดชีวิตอีกสี่คนด้วยสีหน้าจริงจัง
เด็กกำพร้าเหล่านี้มีชื่อว่ากาบานิ, ไมเคิล โอเวน, เดวิด เทรเซเก้ต์และราอุล กอนซาเลซในวัยเด็กพวกเขาต้องพบเจอกับความเลวร้ายอันโสมมบนโลกใบนี้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ขัดเกลาชีวิตของพวกเขาให้เข้มแข็งกว่าคนปกติทั่วไปประสบการณ์เฉียดตายและความเจ็บปวดที่ต้องทนมองเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาทีละคนเหตุการณ์ที่โหดร้ายได้กระตุ้นให้พวกเขาต้องเติบโตเร็วกว่าเด็กปกติทั่วไปหลายเท่าความเกลียดชังและอาฆาตได้ฝังแน่นในจิตใจของพวกเขาจนยากที่จะลืมเลือนได้หากพวกเขามีมีดอยู่ในมือพวกเขาไม่ลังเลที่จะสังหารคนที่มาทำร้ายครอบครัวของพวกเขาแน่ๆ สำหรับอินซากีนั้นเขามีคุณสมบัติในการเป็นนักฆ่าอย่างเต็มเปี่ยม ต่อให้เขาไม่มีความสามารถพิเศษนั่นแต่สุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักฆ่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้อยู่ดีความสัมพันธ์ระหว่างอินซากีและเด็กกำพร้าทั้งสี่คนก็คือพี่น้องส่วนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและซุนเฟยก็คือผู้มีพระคุณดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดี และสิ่งนี้ที่ทำให้ซุนเฟยตัดสินใจอบรมสั่งสอนให้พวกเขากลายเป็นนักฆ่าเหมือนกับอินซากีซุนเฟยหมายมั่นจะฟูมฟักเด็กทั้งห้าคนนี้ให้กลายเป็นเทพนักฆ่าให้ได้
“นักฆ่า เขาเป็นลูกรักของความมืด แม้ไม่มีชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่แต่กลับมีผลงานที่โดดเด่น...”
ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น'โหมดมือสังหาร' ก่อนจะปลดปล่อยพลังชี่แท้ออกมาปกคลุมทั่วร่างทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความมืดที่เข้มข้น เพียงเขาขยับร่างเบาๆ ก็สามารถเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่างๆภายในค่ายได้อย่างรวดเร็ว แต่แม้สถานที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆมีอย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนก็คือกลิ่นอายอันคมกริบ สภาวะแปลกๆนี้ทำให้ผู้คนรู้ว่าข้างกายของเขามีนักฆ่าที่น่ากลัวยืนอยู่ด้วยแต่สุดท้ายพวกเขาก็ลืมเลือนการมีอยู่ของพวกนักฆ่าไปอย่างง่ายดายราวกับลืมของไว้ที่บ้านก็ไม่ปาน
“ก่อนที่จะฝึกทักษะการลอบสังหาร พวกเจ้าจำเป็นต้องฝึกฝนคลื่นพลังก่อนเพราะมันจะช่วยขัดเกลาความว่องไวของพวกเจ้า...”
หลังจากที่ให้อินซากีและพวกเด็กๆอีกสี่คนได้สัมผัสถึงความรู้สึกของนักฆ่าที่แท้จริงซุนเฟยก็มอบคัมภรีคลื่นพลังระดับหนึ่งดาวปกติหนึ่งเล่มและตำราฝึกฝนอาชีพมือสังหารที่เขาเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์ที่พบเจอมาในโลกDiabloซึ่งผ่านการชี้นำและความเห็นของตาเฒ่าเคนคาเชียและแม่ชีอาคาร่าให้อินซากีเก็บรักษา และสั่งให้พาน้องๆ ไปฝึกฝนคลื่นพลังอย่างหนักเพื่อจะได้ผ่านเงื่อนไขแรก
ความสามารถของซุนเฟยได้มาจากโลกDiablo ถ้าให้อินซากีและพวกเด็กๆ ร่ำเรียนทักษะนักฆ่าเลยมันจะดูไม่สมจริงดังนั้นจึงปล่อยให้พวกเขาทั้งห้าคนไปฝึกกลั่นคลื่นพลังก่อนหากสร้างคลื่นพลังออกมาได้ ก็จะสามารถฝึกฝนคัมภีร์คลื่นพลังที่เป็นทักษะเฉพาะนักฆ่าที่ซุนเฟยสร้างขึ้นมาเองได้ถ้าจะให้พูดตามความจริงก็คือ จนถึงตอนนี้ วิธีที่จะทำให้เด็กๆพวกนี้กลายเป็นสุดยอดนักฆ่าได้ มันยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ซุนเฟยกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงแก้ไขอยู่
หลังจากแนะนำเหล่าลูกศิษย์จนเสร็จซุนเฟยก็ถือโอกาสเดินลาดตระเวนรอบๆ ค่ายสักรอบ
ในไม่ช้าซุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ที่อยู่รอบค่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดซุนเฟยรับรู้ได้ถึงความเป็นอริกันอย่างชัดเจนแน่นอนว่าใครบางคนคงกำลังลังเลที่จะทำอะไรบางอย่างอยู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้ค่ายเมืองแซมบอร์ดกำลังเป็นจุดสนใจของทุกคนแต่ซุนเฟยก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้เพราะสิ่งที่ดึงดูดใจเขาก็คือความคึกครื้นในยามค่ำคืนมากกว่าในฐานะโอตาคุที่เป็นฮิคิโคโมริในโลกเก่าหนึ่งในงานอดิเรกที่เขาชอบก็คือการเดินเที่ยวชมแผงลอยตามงามเทศกาลต่างๆ ตลาดกลางคืนในค่ายทหารไม่เพียงดูน่าสนุกเท่านั้นแต่ยังเต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่ที่ในเมืองแซมบอร์ดไม่มีดังนั้นมันจึงดึงดูดความสนใจของซุนเฟยเป็นอย่างมากยิ่งมองวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนแล้วยิ่งทำให้ซุนเฟยรู้สึกผ่อนคลาย
คนส่วนใหญ่เดาว่าหลังจากที่ราชาเมืองแซมบอร์ดถูกอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดขอท้าประลองตอนนี้เขาคงกำลังตัวสั่นงันงกด้วยความเครียดและคงรู้สึกกดดันไม่น้อยตอนนี้คงเตรียมการบางอย่างในเต็นท์เงียบๆ เพื่อจะเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองแต่เมื่อเห็นว่าหลังจากที่ซุนเฟยแนะนำการฝึกให้กับเหล่าทหารจนเสร็จ เขายังมีอารมณ์มาเดินตรวจค่ายทหารด้วยสีหน้ายิ้มระรื่นก่อนจะเรียกคนอื่นไปเตรียมตัวเที่ยวตลาดตอนกลางคืน
เพราะตอนที่เขาสั่งให้พัศดีโอเลเกร์และตอร์เรสกับคนอื่นๆไปเตรียมรถม้าเวทมนตร์มา ส่วนตัวเองก็เตรียมเดินไปชวนแองเจล่าและเจ็มม่าไปเที่ยวจู่ๆ ก็มีอัศวินในชุดเกราะจำนวนหนึ่งวิ่งมาทางซุนเฟยจนฝุ่นตลบบางคนที่เกือบถูกเหยียบหากกระโดดหลบไม่ทันก็อ้าปากเหมือนจะด่าแต่พอเห็นสัญลักษณ์ที่สลักไว้ตรงเกราะส่วนอกก็เงียบปากลงทันทีเพราะนั่นเป็นสัญลักษณ์ของราชองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์แห่งราชอาณาจักรเซนิทที่แม้แต่อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งยังไม่กล้าไม่เคารพเลย
อัศวินควบม้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดจากนั้นอัศวินที่มีรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากหลังม้าแล้วเดินดุ่มๆเข้ามาในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าซุนเฟยก็กวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้มหัวให้เล็กน้อยพลางพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า“ท่านคือราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“นายท่านของข้าต้องการเชิญท่านไปพบที่ร้านเหล้า”
ซุนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง“แล้วนายท่านของเจ้าคือใคร?”
อัศวินร่างสูงดึงจดหมายสีขาวออกมาแล้วมอบให้ซุนเฟยอย่างระมัดระวัง“ฝ่าบาทลองอ่านแล้วจะทราบขอรับ”
ซุนเฟยคลี่จดหมายออกมาก่อนจะพบประโยคสั้นๆ ที่เขียนอยู่ในจดหมายว่า...
“คำเชิญจากศัตรู”
คำเชิญจากศัตรู? แล้วศัตรูที่ว่าคือคนไหนเล่า?
ซุนเฟยรู้สึกงงงวยเล็กน้อยกับประโยคสั้นๆนี้ เห็นได้ชัดว่าลายเส้นน่าจะเป็นลายมือของผู้หญิงแต่ตัวเองเพิ่งมาที่เมืองหลวงเป็นครั้งแรกจะมีสหายหรือศัตรูที่เป็นผู้หญิงได้อย่างไรหรือว่าจะเป็นองค์หญิง? ทันใดนั้นซุนเฟยก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยออกมาจากจดหมาย กลิ่นนี้ช่างประหลาดนักเหมือนจะคุ้นเคยเหมือนจะแปลกหน้า ไม่ช้าความทรงจำที่ผ่านไปไม่นานก็ผุดขึ้นมา
หรือว่าจะเป็นนาง?
ซุนเฟยพลันตกใจหนักยิ่งกว่าเดิม
----------------