บทที่ 1
ข้าขอยืนยัน...ว่าจะไม่ทิ้งเขา
สัตว์ในยุคนี้แบ่งออกเป็สี่ประเภท ประเภทแรกเป็สัตว์ทั่วไปที่สามารถเลี้ยงได้และพบเจอได้ในป่าทั่วไป มีความอันตรายไม่มากหากชำนาญในการล่า ประเภทที่สอง สัตว์อสูร เป็สัตว์ที่ถือบำเพ็ญจนเปลี่ยนจากสัตว์ทั่วไปเป็สัตว์มีฤทธิ์มีพลังได้ ส่วนมากจะซ่อนตัวในป่าลึกเพื่อบำเพ็ญตบะไม่ออกมาวุ่นวายผู้คน ประเภทที่สาม สัตว์วิเศษ เกิดจากสัตว์อสูรที่บำเพ็ญจนเต็มไปด้วยบารมีจนสามารถเลื่อนระดับตัวเองได้ สัตว์วิเศษจะมีนิสัยรักสงบไม่ออกมาวุ่นวายนอกอาณาเขตตัวเอง
และสัตว์วิเศษยังมีสติปัญญานึกคิด ถือเป็สัตว์ระดับสูงที่มีคนอยากมากที่สุด แต่ก็พบเจอได้ยากเพราะพวกมันค่อนข้างี้เี ส่วนมากจะนอนอยู่ในรังเสียมากกว่า และประเภทสุดท้าย สัตว์มาร สัตว์ที่ถือกำเนิดจากมนต์ดำ พลังด้านลบจากจิตใจของผู้ฝึกตน รวมถึงชาติกำเนิดจากภพมารแท้ๆ หากเป็พวกที่กำเนิดจากภพมารแท้ๆ นั้นไม่ค่อยน่ากลัว เพราะพวกมันจะไม่ออกจากภพมารหากไม่จำเป็ ผิดกับพวกที่ถือกำเนิดจากจิตใจด้านมืดของมนุษย์
สัตว์มารที่ถือกำเนิดจากด้านมือของมนุษย์จะเติบโตและดำรงชีพโดยการกินมนุษย์เป็หลัก มันจะดูดกลืนพลังปราณของผู้คน และกินิญญาเพิ่มตบะของตน ร่างเนื้อมันก็ไม่ปล่อยให้เสียของจัดการเรียบไม่เหลือแม้แต่กระดูก มันเป็สัตว์ฝันร้ายที่สุดแสนจะอันตราย ไม่มีใครอยากเจอ หากเผชิญหน้ากับมัน โอกาสรอดเท่ากับศูนย์
“สัตว์มาร!”
สิ้นคำะโของจางกู้ กลุ่มคุ้มกันทุกคนก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ไม่คาดคิดจะเจอของแรงั้แ่วันแรก พวกเขารีบหยิบอาวุธ ยันต์ป้องกัน และกางอาคมป้องกันอย่างรวดเร็ว เย่ิถูกจางกู้เหวี่ยงเข้าไปในม่านอาคมป้องกันกับกลุ่มสำรวจ ส่วนเขาก็ชักดาบวงพระจันทร์สีเงินวาวที่สลักไว้ด้วยลวดลายของเมฆาทั้งตัวดาบออกมา เขากระชับดาบในมือแน่น พลางเหลือบมองเย่ิด้วยความกังวล
“มันมาแล้ว!”
เสียงร้องบอกของสหายร่วมรบดึงสายตาของจางกู้ให้หันกลับไป ก่อนจะผงะถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยอาการสั่นกลัว สัตว์มารตรงหน้ามีรูปร่างแปลกประหลาด หัวเป็สิงโต ลำตัวเป็เม่นหนามแหลมขาเป็ขานกกรงเล็บแหลมคม ที่หางมีเพลิงลุกไหม้ตลอดเวลาคาดว่าเป็หางของจิ้งจอกเพลิง
“มันดูดกลืนพลังของผู้อื่นไปมาก ดูที่หน้าผาก มีผลึกถึงเจ็ดอัน!!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นอีกครั้ง สัตว์มารมีตัวแยกแยะความอันตรายคือผนึกสีดำกลางหน้าผากมัน ยิ่งเยอะ ยิ่งอันตราย ยิ่งเยอะยิ่งหมายความว่ามันฆ่ามาแล้วไม่ต่ำกว่าพันชีวิต ดูดกลืนมาแล้วแทบทุกชีวิตบนโลก โดยหนึ่งผลึกจะปรากฏเมื่อสัตว์มารอายุครบหนึ่งร้อยปี นั่นแสดงให้เห็นว่าสัตว์มารตรงหน้านี้ นอกจากจะดูดกลืนพลังมามากจนมีร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นปรากฏบนตัวแล้ว มันยังอายุนับเจ็ดร้อยปี!
เป็หายนะของแท้
“เราจะทำอย่างไรดี” หนึ่งในกลุ่มคุ้มกันถามขึ้นด้วยความสิ้นหวัง กว่าครึ่งเป็ชาวบ้านที่ขันอาสาสมัครมาร่วมกลุ่ม อีกครึ่งเป็ยอดฝีมือตกค้างที่ไม่ค่อยมีผลงานให้สำนัก โดยรวมแล้วโอกาสรอดที่จางกู้มองเห็นมันน้อยกว่าศูนย์ เขานึกห่วงเ้าเด็กตาใสที่อยู่ในม่านพลังขึ้นมา อยากจะพาหนีไปเสียตอนนี้แต่ก็ไม่อาจทำได้ หากมีใครขยับมันจะโจมตีทันที
“นิ่งๆ ไว้ มันอาจจะไม่สนใจเราก็ได้” ตั้วผางเอ่ยเสียงกระซิบ พลางจับจ้องดวงตาสีแดงก่ำนั่นอย่างไม่วางตา มันค่อยๆ ไล่มองพวกเขาทีละคนราวกับกำลังเลือกเนื้อชิ้นที่ดีที่สุด จนกระทั่งดวงตาของมันเลยไปถึงกลุ่มสำรวจที่อยู่ในม่านพลัง จู่ๆ ตาของมันก็ลุกวาวน้ำลายไหลย้อยออกมา น้ำลายที่ไหลลงพื้นส่งเสียงดังฟู่ออกมาต้นหญ้าตรงนั้นเหี่ยวตายในทันที พวกเขาหน้าซีดเผือกแม้แต่น้ำลายของมันยังคร่าชีวิตพวกเขาได้ ไม่ต้องให้มันโจมตีหรอก แค่สาดน้ำลายกรดมาพวกเขาก็หนีไม่พ้นแล้ว
“มันเล็งใครสักคนในกลุ่มสำรวจ”
กลุ่มสำรวจของเมืองเต็มไปด้วยพวกหัวกะทิที่มีความคิดสูงส่งและถือตัว แม้จะไม่มีพลังปราณและทักษะต่อสู้แต่กลับทะนงตัวกดข่มคนอื่นอย่างไม่เกรงกลัว คนแบบนั้นมีสิ่งใดให้สนใจกัน
เย่ิใจเต้นโครมคราม เขาเคยอ่านตำราเกี่ยวกับสัตว์แต่ละประเภท และสัตว์ที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงคือสัตว์มาร เขาค่อนข้างสนใจมันแต่อีกใจก็หวาดกลัว และมาตอนนี้เขากลับได้เผชิญมันตรงๆ ทั้งยังดูเหมือน...มันกำลังจ้องมาที่เขา
“เ้าน่ะ”
เย่ิหันไปมองตามเสียงเรียก เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งมีความหยิ่งยโสในแววตา ดวงตาเฉี่ยวกดมองมาที่เย่ิ ก่อนจะทำให้สิ่งที่เขาไม่คาดคิด เย่ิเบิกตากว้างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อจู่ๆ ก็ถูกผลักออกจากม่านพลังอย่างแรง
“มันจ้องเ้า เพราะฉะนั้น...ออกไปสะ!”
ตุบ
แกร!!
ทันทีที่เย่ิหลุดออกจากม่านอาคม เ้าสัตว์มารก็พุ่งเข้ามาทันที
“เสี่ยวิ!!” จางกู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดยังขยับตัวไม่ทันสัตว์มาร มันพุ่งเข้ามากระโจนคร่อมเย่ิอ้าปากแยกเขี้ยวแหลมคมและน้ำลายที่เต็มไปด้วยกรดข่มขู่เย่ิ เด็กน้อยตัวแข็งทื่อ แต่เมื่อเห็นว่าน้ำลายของมันใกล้จะหยดลงมา เขาก็รีบขยับตัวกลับ และมุดหนีจากใต้ท้องของสัตว์มาร
สัตว์มารไม่ปล่อยให้เหยื่อหนี มันยกขาที่เต็มไปด้วยกรงเล็บเตรียมตะปบเย่ิ หากแต่ก็ถูกดาบเล่มหนึ่งขวางไว้เสียก่อน ดวงตาสีแดงตวัดมองข้างตัวทันที
“อากู้!” ตั้วผางะโลั่นพลางรีบวิ่งเข้ามาช่วยจางกู้ ในขณะที่เย่ิเมื่อรอดก็ยืนตั้งสติ พลางข่มใจไม่ให้หวาดกลัวจนตัวสั่น เขาไม่อยากเป็ตัวถ่วงและทำให้ใครต้องตายเพราะเขา เย่ิดึงมีดสั้นออกมากำแน่น พร้อมทั้งสงบจิตใจเพื่อต่อสู้
ฉั๊วะ
เสียงต่อสู้ระหว่างกรงเล็บและดาบวงพระจันทร์ยังคงดังต่อเนื่อง จางกู้หลบการตะปบของมันได้ทุกครั้ง จนสัตว์มารเริ่มโมโห มันเลิกใช้เล็บตะปบแต่เปลี่ยนไปใช้พลังไฟจากหางแทน ไฟเริ่มติดตามต้นไม้และลุกโหม ทุกคนต่างผวาดับไฟ ในขณะที่สัตว์มารจ้องเขม็งมาที่เย่ินิ่ง
เย่ิก็จ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว เขาแน่ใจแล้วว่ามันหมายหัวเขา เย่ิก็ไม่เข้าใจว่าเขามีดีอะไรให้มันสนใจ แต่เขาจะยอมแพ้ไม่ได้ หากยอมแพ้เขาก็จะจบชีวิตลงที่ตรงนี้
“เ้าน่ะ ้าอันใดจากข้า” เย่ิกัดฟันถามเสียงเย็น จางกู้ชะงักไปนิดเมื่อได้ยินคำถามจากปากของเย่ิ เขารู้สึก...ขนลุกกับน้ำเสียงและสายตาแบบนั้น ทั้งยังรอบตัวของเย่ิยังมีความกดดันบางอย่างแผ่ออกมาอีกด้วย
“แกร ชีวิตของเ้า!”
ฟุบ!
สิ้นคำสัตว์มารก็พุ่งเข้าใส่เย่ิเต็มแรง จนจางกู้ไม่สามารถเข้าไปขวางได้อีก เย่ิที่รออยู่แล้วก็ขยับตัวหลบได้แบบเฉียดฉิว พลางใช้มีดสั้นในมืดเบี่ยงหนามแหลมของมันตอนที่ะโผ่านหน้าเขาไป แม้ไม่ทำให้หักแต่ก็ทำให้หนามพวกนั้นไม่อาจทำอันตรายเย่ิได้ เย่ิดีดนิ้วทีหนึ่ง เข็มแหลมเล็กก็พุ่งไปด้วยความเร็วที่ตามองไม่เห็นพุ่งผ่านกลุ่มหนามแหลมไปทะลุที่ลำตัวของสัตว์มารครึ่งเข็ม ถือว่ามันหนังหนาใช้ได้
โอก!!
สัตว์มารคำรามลั่นดวงตาแดงก่ำเรืองแสงบ่งบอกถึงโทสะที่พุ่งสูง มันหมุนตัวกลับมาอย่างไม่เสียจังหวะพร้อมทั้งสะบัดตัวแรงๆ จนขนแหลมของเม่นพุ่งกระจายไปทุกทิศทุกทาง ผู้คนรอบๆ ต้องหาที่หลบกันจ้าละหวั่น เย่ิเองก็ต้องหาที่หลบ แต่ตรงที่เขายืนมันดันเป็ที่โล่ง เด็กหนุ่มใช้มีดสั้นปัดออกไปแต่บางส่วนก็เฉือนเนื้อเขาเช่นกัน
เมื่อสลัดจนขนเม่นหมด มันก็พุ่งเข้าใส่เย่ิที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเต็มแรง ตัวของเย่ิถูกมันชนจนไถลไปตามแรงมัน สัตว์มารอ้าปากหมายจะงับให้เย่ิตายในทีเดียว แต่มันก็ต้องชะงักและร้องลั่นออกมา เมื่อเย่ิใช้หนามเม่นที่มันสลัดมาแทงทะลุปากของมัน
“แกร! เ้า!” มันคำรามลั่น อาวุธทั่วไปอาจทำได้แค่สะกิดมัน แต่หนามเม่นที่มันได้มานั้นทำอันตรายมันได้! ทั้งยังมีพิษอยู่ที่ปลายหนามอีกด้วย มันเดินงุ่นง่านพยายามหาทางเอาหนามเม่นออก โดยไม่ได้สังเกตว่าเย่ิคว้าหนามเม่นมาอีกกำมือ กว่ามันจะรู้ตัว เย่ิก็ยืนอยู่ต่อหน้ามันทั้งยังง้างหนามเม่นหนึ่งกำมือเหนือหัวมัน ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลง ก่อนที่จะได้ดิ้นหนี หนามเม่นพวกนั้นก็แทงเข้าไปกลางศีรษะของมันจนหนามจมหายไปเกินครึ่ง
กร๊าซ!!
มันร้องโหยโหนดิ้นพรวดๆ ก่อนจะแน่นิ่งในเวลาต่อมา
เย่ิหอบหายใจหนัก พิษที่หนามเม่นเริ่มเล่นงานเขาแล้วเช่นกัน เด็กหนุ่มมึนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนทุกอย่างจะมืดลง
“เสี่ยวิ!!”
“ข้าจะไม่ทิ้งเขา”
“แต่เขาเป็จุดสนใจของสัตว์มาร มันอาจมาอีก!”
“ข้าขอยืนยัน...ว่าจะไม่ทิ้งเขา!!”
เย่ิขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถูกรบกวนจนต้องตื่น เขาได้ยินเสียงอื้ออึงของคนทะเลาะกันอยู่ไกลๆ ก่อนเสียงจะใกล้เข้ามาเมื่อหูของเขาเริ่มกลับมาทำงานปกติ เปลือกตาบางค่อยขยับเปิดขึ้น แสงสว่างจ้าคือสิ่งแรกที่สาดเข้าตาเขา เย่ิรีบหลับตาลงและเอียงหน้าไปด้านข้าง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเห็นกลุ่มคนยืนหันหลังให้เขาและกำลังถกเถียงกันอยู่
“เขาสู้ได้พวกท่านก็เห็น ไม่มีใครจัดการกับสัตว์มารได้แต่เขาทำได้ ท่านจะตัดแขนตัวเองด้วยการไล่เขาออกไปหรือ” เป็ตั้วผางที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย่ิไม่เห็นแววตาของอีกฝ่ายแต่เดาว่าต้องเ็ามากแน่ เพราะแค่น้ำเสียงก็ชวนให้ขนลุกซู่แล้ว
“แต่มันเป็ตัวดึงดูดสัตว์มารมานะ ถ้ามันมาเยอะกว่านี้ล่ะ” เย่ิจำเสียงนี้ได้ดี เสียงของหญิงสาวใจร้ายคนนั้น ที่ผลักเขาออกมานอกม่านป้องกัน เย่ิพึ่งจะตระหนักก็วันนี้ว่าชีวิตคือความเห็นแก่ตัว
ั้แ่เด็กเขาถูกทุกคนสงสารจึงได้รับความเมตตามาตลอด แม้บางครั้งลำบากแต่ทุกคนก็เมตตาเขาตลอด แม้แต่พ่อแม่ที่ทิ้งเขาไปเขาก็ไม่เคยคิดว่าที่พวกท่านทิ้งไปเพราะพวกท่านเห็นแก่ตัวไม่อยากเลี้ยงเขา เย่ิอยู่กับโลกที่งดงามและบริสุทธิ์มาจนโต แต่พอก้าวออกมาจากที่นั่นเพียงครึ่งวัน เขาก็เข้าใจ
ไม่ใช่ทุกคนจะดีกับเขา และเขาไม่อยากเป็แบบนั้น
ในตอนที่เย่ิขยับตัวลุก คนแรกที่สังเกตเห็นคือจางกู้ จางกู้รีบผละออกจากวงสนทนาตรงมาหาเย่ิทันที พลางประคองตัวเด็กน้อยให้มานั่งพิงอกตน ดวงตาคมไล่มองาแตามร่างกายเย่ิด้วยความกังวลใจ ใจหนึ่งเขาก็อยากให้เย่ิกลับไป แต่หากทำแบบนั้นจะเป็การหักหาญความมุ่งมั่นของเย่ิ อีกอย่างหากเย่ิดึงดูดสัตว์มารจริง การให้เดินกลับไปคนเดียวทั้งยังาเ็แบบนี้ด้วย ยังไงเย่ิก็กลับไม่ถึงบ้านแน่นอน และเขาจะไม่ยอมให้เกิดแบบนั้นขึ้น
“ท่านจาง” เย่ิเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขาพึ่งรู้สึกว่าลำคอของเขามันแห้งผากราวกับกลืนทรายหยาบๆ ลงไป จางกู้ไม่ได้พูดตอบแต่ยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้เย่ิดื่มดับกระหาย เย่ิดื่มไปเยอะมากจนหมดเขาก็ยังรู้สึกหระหายอยู่ จางกู้จึงยื่นอีกกระบอกให้
“พิษที่เ้าได้รับถูกขับออกหมดแล้ว แต่ระหว่างนี้เ้าจะกระหายน้ำมาก” จางกู้อธิบาย เย่ิจำได้รางๆ ว่าในกลุ่มคุ้มกันมีหมอมาด้วยสองคน ยังดีที่หมอปลอดภัยเจาจึงรอดตาย
“แล้ว...กำลังคุยอันใดกันหรือขอรับ” เย่ิเหลือบตามองไปยังคนกลุ่มใหญ่ที่ยังคงยืนคุยกันหน้าดำคร่ำเครียดและเหมือนเขาจะมีลางสังหรณ์ว่ามันจะเกี่ยวกับเขา
“เฮ้อ พวกกลุ่มสำรวจ้าให้ทิ้งเ้าไว้นี่” จางกู้บอกอย่างไม่ปิดบัง ทั้งยังเผยสีหน้าเครียดออกมาอย่างชัดเจน
“แล้วข้าต้องอยู่นี่หรือ” เย่ิถามด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เขากำลังจะถูกทิ้งอีกครั้งแล้วหรือ
จางกู้ที่เห็นหน้าเด็กหนุ่มหมองลงก็พลันเศร้าใจ “ไม่ ข้าจะไม่ยอมให้เ้าอยู่นี่ หากเ้าไปไม่ได้ข้าก็จะไม่ไปและหากข้าไม่ไป กลุ่มคุ้มกันก็จะไม่ไป” จางกู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาได้ปรึกษากับเหล่าพี่น้องแล้วว่าหากเย่ิไปไม่ได้จางกู้ก็จะไม่ไปต่อและหากขาดจางกู้กลุ่มคุ้มกันก็จะไม่ไปเช่นกัน หากครั้งต้องถูกไล่ออกจากสำนักพวกเขาก็ไม่สนใจ
ตึก
เย่ิเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงคนเดินมา เป็กลุ่มสำรวจนั่นเอง เย่ิจ้องสตรีคนนั้นนิ่ง แววตาของนางจ้องเย่ิด้วยความไม่พอใจและมาดร้าย
“เลิกทำตัวเป็ตัวถ่วง รีบๆ ลุกได้แล้ว เราจะเดินทางต่อแล้วนี่ล่าช้ามามากแล้ว” สตรีที่ผลักเย่ิว่าแล้วเดินจากไป ดูท่าแล้วนางคงจะเป็หัวหน้ากลุ่มอย่างแน่นอน
“นั่นคือคุณหนูติง ติง หงยี่ บุตรสาวคนโตของท่านเ้าเมืองติง” จางกู้เอ่ยเฉลยความสงสัยให้กับเย่ิ “นางค่อนข้างหยิ่งทะนง เ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ” จางกู้ถอนหายใจออกมาแรงๆ เย่ิก็พยักหน้ารับ เขาพอเคยได้ยินชื่อของเ้าเมืองมาบ้าง เมืองที่เขาอยู่นั้นแบ่งเป็สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือเมืองท่า ฝั่นนั้นติดกับทะเลกว้าง มีการค้าขายตลอดปี จึงเจริญเป็อย่างมาก กลางเมืองมีกำแพงสูงกั้นกลาง มีประตูสำหรับเข้าออก อีกฝั่งเป็ฝั่งการเกษตร มีเพียงลำธารตื้นๆ ไหลผ่าน ไม่ค่อยมีการทำมาค้าขาย
หากปลูกผักเลี้ยงสัตว์แล้วนำไปขายในฝั่งเมืองท่าก็จะถูกกดราคาจนแทบไม่เหลืออะไร ทำให้ฝั่งนี้ยากจนกว่าฝั่งนั้นมาก และจุดประสงค์ในการสำรวจครั้งนี้คือการหาสถานโบราณ ของเก่าแก่ เนื่องจากลูกค้า้าของเ่าั้พวกเมืองท่าจึงต้องมีกลุ่มสำรวจเกิดขึ้น ผู้ใดที่ได้เข้าร่วมกลุ่มสำรวจจะถูกยกย่องสรรเสริญเป็อย่างมาก เพราะเป็กลุ่มที่ทำเงินให้เมืองได้มาก
และเย่ิก็เกิดและเติบโตที่ฝั่งการเกษตร
“ข้าไม่เป็อันใดแล้ว” เย่ิดันตัวลุกขึ้นยืนเซๆ จนจางกู้ต้องช่วยจับ ก่อนจะยืนตรงได้เองในเวลาต่อมา “ข้าไหวๆ” เมื่อเย่ิบอกว่าไหว กลุ่มทั้งสองจึงเริ่มเดินทางอีกครั้ง “ท่านจาง เหตุใดคนฝั่งท่าจึงมาจ้างกลุ่มคุ้มกันฝั่งเราขอรับ” เย่ิสงสัย เพราะฝั่งท่าเจริญกว่าน่าจะมีผู้คุ้มกันฝีมือดีกว่าไม่ใช่หรือ
“เพราะที่นั่นส่วนใหญ่มีแต่ค้าขาย ไม่ค่อยมีสำนักคุ้มภัย มีแค่ผู้คุ้มกันส่วนตัวเท่านั้น งานมันจึงมาตกอยู่ที่ฝั่งเราอย่างไรเล่า” จางกู้ที่เดินขนาบข้างเย่ิเอ่ยบอกด้วยความอารมณ์ดี “เ้าอยากรู้สิ่งใดอีกก็ถามได้เลยนะ”
“ขอรับ” เย่ินิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “แล้วเราจะได้ส่วนแบ่งของโบราณไหมขอรับ” หากได้สักชิ้นและนำไปขาย ชีวิตความเป็อยู่ข้างชาวบ้านฝั่งเกษตรคงดีขึ้นไม่น้อย
“จะบ้ารึ ของมีราคาแบบนั้นเราไม่มีวันได้เห็นด้วยซ้ำอย่าว่าแต่เลย” จางกู้ว่าเสียงโกรธเคืองนิดๆ พวกเขาคุ้มกันอย่างยากลำบาก เพียงแค่ขอดูให้เป็บุญเฉยๆ ยังไม่ได้ ไม่รู้จะหวงไปถึงไหนก็แค่ดูไม่ได้ขอเสียหน่อย
“งั้นรึ” จากนั้นเย่ิก็ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก พวกเขาเดินหน้าตามแผ่นที่ที่กลุ่มสำรวจให้มาจนมืดค่ำ
“เรามากันไกลแล้ว พรุ่งนี้คงเดินไปถึงเมืองถัดไป เราจะพักที่นั่นคืนหนึ่งและเดินทางต่อ คาดว่าอีกสิบสามวันก็คงถึงดินแดนห้วงเหลียงแล้ว” ตั้วผางเอ่ยแจกแจงการเดินทางให้ทุกคนฟังหลังหยุดพักกัน
“ดินแดนห้วงเหลียงคือสิ่งใดหรือ” เย่ิเอียงตัวไปถามจางกู้ที่นั่งคนน้ำแกงในหม้ออยู่
“คือป่า ป่าขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตเ้าก็เดินไม่ทั่ว” จางกู้หยิบกระต่ายป่าที่ไปล่ามาได้ซึ่งถอนขนควักเครื่องในหมดแล้วใส่ลงในหม้อ “ในดินแดนห้วงเหลียงเต็มไปด้วยอันตราย ต่อให้เป็หญ้าต้นเล็กๆ แบบที่เ้ากำลังเด็ดมันเล่นอยู่ก็สามารถทำเ้าตายได้”
พรึ่บ
เย่ิโยนต้นหญ้าโชคร้ายในมือตนทิ้งทันที จนจางกู้หัวเราะออกมา
“ข้าหมายถึงในดินแดนห้วงเหลียง” จางกู้ยกมือไปยีผมที่มัดไว้อย่างแ่าของเย่ิด้วยความเอ็นดู “เอ้าน้ำแกงได้แล้ว เอาไป” จางกู้ตักน้ำแกงแจกจ่ายทุกคน รวมถึงตักแบ่งกระต่ายอย่างเท่าเทียม ส่วนกลุ่มสำรวจนั้นเก็บตัวอยู่ในรถม้าไม่รู้มีอะไรทานกันหรือเปล่า
หลังทานกันจนอิ่มก็แบ่งเวรยามเฝ้ากัน โดยเย่ิได้เวรเดียวกับจางกู้นั่นคือเวรแรกของคืนนี้ ทุกเวรจะมีคนเฝ้าทั้งหมดห้าคน เวรละสองชั่วยาม (4ชั่วโมง) จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันและในคืนนั้นทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี
ย่ำรุ่งพวกเขาก็ออกเดินทางต่อและไปถึงเมืองถัดซึ่งมีชื่อเมืองว่า เมืองจินเชียงไปในเวลาสายของวัน กลุ่มสำรวจได้จับจองโรงเตี้ยมคนละห้อง ส่วนกลุ่มคุ้มกันได้ไปห้องละสองคน และแน่นอนว่าเย่ิต้องพักกับจางกู้ หลังพักกันจนบ่ายคล้อยหน่อยเสบียงก็ไปซื้ออาหารมากักตุน รวมถึงเปลี่ยนแผนจากให้กลุ่มคุ้มกันเดินเท้าเป็ขี่ม้ากันคนละตัวเพื่อความรวดเร็ว
“ทำไมเราถึงไม่ขี่ม้าั้แ่ที่เมือง” เย่ิอดที่จะแย้งถามไม่ได้ตอนมาเช่าม้ากับจางกู้
“เพราะที่เมืองว่านโซ่ของเราไม่มีม้ามากพอที่จะนำมาขี่ ส่วนมากจะเป็ม้าที่ซื้อไปจากที่นี่ เพราะแบบนั้นจึงต้องเดินเท้ามาก่อน” จางกู้อิบายขณะลูบม้าตัวที่ถูกใจ “เ้าขี่ม้าเป็หรือไม่” จางกู้แอบกังวลเล็กน้อย แต่เคยได้ยินมาว่าเย่ิเคยทำให้ในโรงเลี้ยงม้าของไร่มาก่อน คงจะเคยขี่บ้างแต่หากไม่ชำนาญเขาคงไม่กล้าให้ขี่คนเดียว
“ท่านจางกู้รู้จักเ้าหวานปู้หรือไม่” เย่ิไม่ตอบแต่หันมาถามคำถามแทน จางกู้ขมวดคิ้วแต่ก็ยอมพยักหน้ารับ “ท่านว่ามันเชื่องหรือไม่”
จางกู้หวนนึกถึงเ้าหวานปู้ม้าดีดกะโหลกของเ้าของโรงเตี้ยมฝั่งท่า มันดีดทุกคนที่เข้าใกล้ ควบคุมไม่ได้และน่าจะถูกฆ่าไปแล้วเพราะเขาไม่ได้ข่าวมันอีกเลย “ไม่ และมันคงโดนฆ่าไปแล้วเพราะไม่มีใครฝึกมันได้” จางกู้ว่าตามที่คิด หวานปู้อดีตเป็ม้าป่าที่หลงมาและถูกชาวบ้านจับไว้ เ้าของโรงเตี้ยมเห็นและชอบมันจึงซื้อมาแต่ไม่ว่าจะฝึกอย่างไรก็ฝึกไม่ได้และทำคนเจ็บไปมาก หากถูกฆ่าก็คงไม่แปลกอันใด
เย่ิยิ้มแล้วส่ายหน้า “ข้าถูกตามไปฝึกมันตอนที่เ้าของตัดสินใจจะฆ่ามัน” จางกู้ชะงักนิ่ง “เถ้าแก่เ้าของไร่พาข้าไป บอกว่าข้าเก่งเื่ฝึกสัตว์ร้ายให้เชื่อง เมื่อไปถึงข้าก็ฝึกเ้าหวานปู้และท่านรู้ไหม...ว่านับแต่นั้นมันก็ไม่พยศอีกเลย” เย่ิหันมายิ้มให้จางกู้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาฝึกสัตว์ได้
ไม่ว่าจะดุร้ายแค่ไหน เขาก็ทำให้มันเชื่องได้ แค่พวกมันเห็นหน้าเขาพวกมันก็นิ่งพร้อมรับการฝึกแล้ว เย่ิไม่คิดว่ามันเป็พลังพิเศษใด เพราะตัวเขาถูกบอกว่าไร้ลมปราณั้แ่เด็กนี่อาจเป็สาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่ทิ้งเขาไปก็ได้
จางกู้ที่ได้ฟังก็นิ่งเงียบไม่คาดคิดว่าเย่ิจะมีความสามารถเช่นนี้ นี่อาจเป็สาเหตุที่สัตว์มารเ้าเย่ิเป็เป้าหมายก็ได้ มันอาจกลัวโดนพลังของเย่ิกดไว้จึงอยากจะชิงฆ่าไปก่อน แต่จากกู้ก็อดที่จะแปลกใจอีกไม่ได้เขาไม่สามารถััได้ถึงลมปราณจากเย่ิได้ แม้สักนิดก็ไม่มี การที่คนไร้ลมปราณจะมีพลังวิเศษมาเสริมมันเป็ไปได้ด้วยหรือ
“พวกเ้าทั้งสองเลือกม้าได้หรือยัง ข้าอยากกลับไปนอนแล้วนะ” เป็ตั้วผางที่เข้ามาขัดจังหวะ ทำให้ข้อสงสัยทั้งหลายถูกปัดตก
“ข้าเอาตัวนี้” จางกู้ว่าพลางลูบแผงม้าสีน้ำตาลทองเบาๆ เ้าม้าเองก็ใช้หัวดุดหัวจางกู้อย่างสนิทสนมอีกด้วย
“แล้วเ้าเล่า หรือจะไปตัวเดียวกับอากู้” ตั้วผางมองเย่ิอย่างมีนัยยะ สหายของเจาก็อายุเยอะแล้ว อนุหรือฮูหยินก็ยังไม่มี หากจางกู้สนใจเ้า เด็กนี่จริงเขาก็จะสนับสนุน เพราะเย่ิก็ดูไม่เลวร้ายอะไร ทั้งยังเก่งกาจอีกด้วย หากจางกู้และเย่ิรู้ความคิดของตั้วผางคงพากันะโขาคู่ถีบอีกฝ่ายจนกระเด็น
สำหรับจางกู้เขาเอ็นดูเย่ิในฐานะน้องฐานะลูกด้วยซ้ำ เย่ิก็เคารพจางกู้เป็ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งไม่มากไปกว่านี้ หากใครคิดจะมาจับคู่พวกเขาเย่ิจะะโกันหูมันผู้นั้น
“ข้าเอา...” เย่ิมองม้าในคอก จนไปปะทะกับม้าตัวสีขาวปลอดตัวหนึ่งซึ่งกำลังมองมาทางเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว “ข้าเอาตัวนั้น”
ทุกคนมองไปตามมือเย่ิพบว่าเ้าม้ามันทำหน้าเหวี่ยงใส่พวกเขาด้วย คงจะพยศน่าดู จางกู้อยากจะห้ามแต่เย่ิกลับเดินดุ่มๆ เข้าไปหามัน จะห้ามก็ไม่มีเสียงหลุดออกจากปาก กว่าจะรู้ตัวเย่ิก็วางแปะตรงจมูกของมันแล้ว
“เป็เด็กดีแล้วข้าจะให้หญ้าอร่อยๆ”
ฮี่!
T B C