“จากที่พี่สะใภ้ของคุณร้องเรียนมา เราจำเป็ต้องทำตามหน้าที่ครับ และเพื่อให้ความเป็ธรรมกับคุณ เราจะขอเข้าไปตรวจค้นเพื่อหาหลักฐานก่อน หากผิดก็ว่ากันไปตามผิด แต่หากคุณไม่ผิด ก็ถือเสียว่าคุณจะได้พิสูจน์ตัวเอง” เ้าหน้าที่ตำรวจอธิบาย
เมื่อจางปินเซ่อหันไปเห็นเจียงโม่โฉวพยักหน้าก็รู้แล้วว่าสิ่งของในบ้านคงถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว จางปินเซ่อจึงถอยหลังเพื่อหลีกทางให้เ้าหน้าที่ตำรวจ “ได้สิครับ ผมยินดีให้ความร่วมมือกับเ้าหน้าที่อย่างเต็มที่เลยครับ แต่ผมขอถามคุณตำรวจทีนะครับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผมไม่ได้ทำผิด ผมสามารถแจ้งความกลับได้ไหมครับ”
“หากพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่ผิด คุณสามารถแจ้งความกลับในข้อหาิ่ประมาทและแจ้งความเท็จได้ครับ”
“คนผิดจะได้รับโทษยังไงครับ” จางปินเซ่อถามต่อ
“โทษสูงสุดคือจำคุกหนึ่งปีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นขอเชิญพวกคุณเข้าไปตรวจค้นได้เลยครับ”
“ปินเซ่อ แม่ไม่รู้ว่าเื่จะร้ายแรงอย่างนี้ ถ้าตอนนั้นแกยอมตกลงแต่งงานกับคนที่พี่สะใภ้ใหญ่หามาให้ เื่มันก็ไม่เลยเถิดมาถึงขั้นนี้หรอก” ยายจางบอกกับลูกชาย
“แม่รู้ไหมครับว่าผู้หญิงที่พี่สะใภ้หามาให้ผมเป็คนยังไง” จางปินเซ่อหันไปมองมารดาอย่างไร้ความรู้สึก เขาควรเลิกหวังกับความรักของแม่ได้แล้ว เมื่อก่อนพี่ชายจะมาเป็อันดับแรกเสมอ แต่ตอนนี้ความรักของแม่มีให้กับหลานชาย ส่วนพี่ชายก็กลายเป็อันดับสอง สุดท้ายแล้วความรักของแม่ก็ไม่เคยส่งมาถึงเขาอยู่ดี
“เธอพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงปินเซ่อ คนที่ฉันหามาให้คือลูกพี่ลูกน้องของฉัน ฝ่ายนั้นเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วด้วยซ้ำ ผู้หญิงที่มีการศึกษาลดตัวลงมาแต่งงานกับเธอ เธอยังคิดว่าฉันหาคนไม่ดีมาให้เธออีกเหรอ ไม่มองไปที่ตัวเองบ้างล่ะว่าเธอคู่ควรกับคนดีๆ อย่างนั้นหรือเปล่า” พี่สะใภ้จางะโว่าน้องชายสามี
“นั่นสิเ้ารอง เสี่ยวจวงเป็คนดีมีการศึกษา ที่เธอตกลงจะแต่งงานกับนายก็เพราะเห็นแก่พี่สะใภ้ของนาย แต่นายกลับไม่เห็นความหวังดีแล้วยังมาต่อว่าพี่สะใภ้ของตัวเองอีก หรือนายอยากจะถูกฉันจัดการอีก เอาสิ...ฉันกำลังคันไม้คันมืออยู่พอดี” จางปินซ่งนวดหมัดด้วยท่าทางดุร้าย
จางปินเซ่อไม่สนใจพี่ชาย เขาหันไปมองมารดา “แม่ครับ คำพูดต่อไปนี้อาจไม่ค่อยน่าฟัง เพราะมันเหมือนกับผมเอาเื่ของผู้หญิงมานินทา แต่ผมก็อยากให้แม่รู้ความจริงเอาไว้ ผู้หญิงที่พี่สะใภ้หามาเธอท้องก่อนแต่งครับ อายุครรภ์ตอนนี้ก็น่าจะสองเดือนแล้ว เธอหาพ่อให้เด็กไม่ได้ และคนในครอบครัวก็อยากจะให้เธอรีบแต่งออก พี่สะใภ้จึงอยากส่งให้เธอมาแต่งกับผม ฟังอย่างนี้แล้วแม่ยังคิดว่าพี่สะใภ้หวังดีกับผมจริงๆ เหรอครับ และที่ผมปฏิเสธที่จะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเป็ผมที่ผิดเหรอครับ”
“แม่ไม่รู้เื่นี้เลย” ยายจางหันไปมองลูกสะใภ้ “สะใภ้ใหญ่ ที่ปินเซ่อพูดมาเป็ความจริงหรือเปล่า”
จางปินเซ่อไม่ให้โอกาสพี่สะใภ้กับพี่ชายได้พูด เขาเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างมารดาแล้วพูดเสียงเบา เพราะเวลานี้เ้าหน้าที่ตำรวจและทหารแดงต่างก็เข้าไปตรวจค้นในบ้าน วันนี้เขาจะบอกเื่เลวร้ายที่พี่สะใภ้และพี่ชายทำกับเขาไว้ทั้งหมด
“ผมคิดว่าที่พี่สะใภ้พาตำรวจมาจับผมคราวนี้คงไม่ใช่แค่เื่ที่ผมไม่ยอมรับการแต่งงาน แต่เป็เพราะเธอกับพี่ใหญ่โกรธที่ผมไม่แบ่งสินค้าให้พวกเขาไปขายในตลาดมืด แม่น่าจะรู้ดีว่าสินค้าที่ผมเอาไปขายได้มาจากไหน มันไม่ใช่แค่สินค้าของพี่โม่โฉว
แต่เป็สินค้าของคุณอวี้หลุน เ้าของตลาดมืดที่แม่ทำงานอยู่ด้วยยังไงล่ะครับ และถ้าแม่ยังจำได้ ตอนที่ผมย้ายออกไปอยู่บ้านเช่า คนที่ทำร้ายผมตอนนั้นก็คือพี่ใหญ่กับเพื่อนของเขา เพียงเพราะเขาอยากได้เงินห้าหยวนที่แม่ให้ผมติดตัวมาคืนกลับไป พวกเขาทำกับผมถึงขนาดนี้แล้วแม่ยังคิดว่าพวกเขาเป็คนดีอีกเหรอครับ และที่ผมไม่ยอมกลับไปอยู่พวกเขาเพราะผมเห็นแก่ตัวเหรอครับแม่
แม่ครับ ผมอยากจะบอกอะไรกับแม่สักอย่าง ก่อนหน้านี้ถึงแม้แม่จะเขียนหนังสือตัดสัมพันธ์กับผม แต่ผมยังยืนยันว่าผมจะดูแลและจะกตัญญูต่อแม่อย่างดี แต่ตอนนี้ผมคิดว่าไม่จำเป็แล้ว ในเมื่อตัดสัมพันธ์กันแล้วก็ตัดให้ขาดเถอะครับ แม่วางใจได้ ไม่ว่าแม่จะหาเงินมาได้เท่าไหร่หรือมีทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ผมจะไม่ไปแย่งสมบัติพวกนั้นจากพี่ใหญ่และหลานชายของแม่แน่นอน ตอนนี้ถือว่าเราเป็แค่คนรู้จักกันเท่านั้นก็พอครับ”
“ปินเซ่อ! ลูก...ลูกจะทิ้งแม่ไปจริงๆ เหรอ ถ้าลูกพูดไปเพราะความโกรธ แม่ก็ยินดีจะให้อภัย แต่ถ้าไม่ใช่ก็แสดงว่าลูกอกตัญญูต่อแม่แล้ว” ยายจางหน้าซีดอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“แม่ครับ เมื่อก่อนผมอาจจะทำตามความ้าของแม่ หรือแม้กระทั่งยอมลงนามในหนังสือตัดสัมพันธ์ทั้งที่ใจผมไม่ยินยอม แต่คราวนี้มันเป็ความ้าของผมเองครับ” จางปินเซ่อบอกกับมารดาและหันไปมองพี่ชายกับพี่สะใภ้ “ถ้าตำรวจตรวจค้นไม่เจอสิ่งของอย่างที่พวกคุณพูด ผมจะแจ้งความกลับในข้อหาิ่ประมาท ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จก็เป็เื่ของเ้าหน้าที่ตำรวจที่จะแจ้งข้อหากับพวกคุณเอง”
พี่สะใภ้จางหัวเราะเสียงดัง “แกอยากแจ้งความกลับพวกเราอย่างนั้นเหรอ ฝันไปหรือเปล่า เดี๋ยวตำรวจออกมาก็รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่จะถูกจับไปเข้าคุก”
ไม่นานเ้าหน้าที่ตำรวจกับทหารแดงก็เดินออกมา
“เป็ยังไงบ้างคะคุณตำรวจ พวกเขาซ่อนสินค้าไว้ขายเก็งกำไรจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณตำรวจรีบจับพวกเขาไปเลยนะคะ ตอนนี้พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวฉันแล้ว คุณจะพาเขาไปแห่ประจานหรือจะส่งไปรับโทษที่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับเราค่ะ” พี่สะใภ้จางรีบบอกกับตำรวจ
“คนที่ควรถูกจับคือพวกคุณนะครับ ในบ้านหลังนี้ไม่มีสินค้าหรือของผิดกฎหมายตามที่คุณแจ้ง ดังนั้นผมต้องจับคุณในข้อหาแจ้งความเท็จ” เ้าหน้าที่ตำรวจพูดเสร็จก็ใส่กุญแจมือพี่สะใภ้จาง ก่อนที่เ้าหน้าที่คนที่เหลือจะเดินไปใส่กุญแจมือจางปินซ่ง
“ไม่ได้นะคะคุณตำรวจ พวกคุณจะจับลูกชายกับลูกสะใภ้ของฉันไม่ได้นะคะ ถ้าคุณจับพวกเขาไปแล้วใครจะดูแลหลานชายฉันล่ะ” ยายจางวิ่งเข้าไปขวางตำรวจไว้
“ตอนที่ลูกสะใภ้กับลูกชายของคุณไปแจ้งความ ทำไมคุณไม่ห้ามพวกเขาทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่พวกเขาไปแจ้งความคือลูกชายคนเล็กของคุณ คุณเป็แม่ประสาอะไร” เ้าหน้าที่ตำรวจพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ ก่อนที่จะถอนหายใจอย่างเข้าใจสถานการณ์
ความลำเอียงของคนเป็แม่มีกันทุกบ้าน อย่างครอบครัวของเขาก็เป็เช่นนี้ เพราะแม่ของเขาก็รักลูกชายคนโตมากเหมือนกัน แต่เ้าหน้าที่ตำรวจก็สงสารหญิงชราจึงช่วยไกล่เกลี่ย ส่วนจะได้ผลหรือไม่ก็ต้องดูที่ความสมัครใจของจางปินเซ่อ “สหายปินเซ่อ คุณยังยืนยันที่จะแจ้งความกลับพี่ชายกับพี่สะใภ้ในข้อหาิ่ประมาทอยู่หรือเปล่าครับ หากคุณยังยืนยัน เราก็จะนำตัวพวกเขาไปดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษเบาคือจำคุกหกเดือน ส่วนโทษหนักคือจำคุกหนึ่งปี แต่ถ้าคุณไม่เอาความ ผมสามารถปล่อยพวกเขาไปได้”
“แม่ครับ! ผมไม่อยากติดคุก ถ้าผมกับภรรยาติดคุกแล้วใครจะดูแลแม่กับเสี่ยวหางล่ะครับ” จางปินซ่งวิ่งไปหายายจางทันที
“คุณแม่ช่วยเราด้วยนะคะ” พี่สะใภ้จางร้องบอกแม่สามี
ยายจางมองลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้อย่างลำบากใจ ก่อนที่นางจะเดินไปหาจางปินเซ่อแล้วคุกเข่าลงให้เขา “ครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่แม่จะขอร้อง แกช่วยปล่อยพี่ชายกับพี่สะใภ้ของแกไปได้ไหม หลังจากนี้พวกเราจะไม่มายุ่งกับแกอีก”
จางปินเซ่อน้ำตาไหลแต่ไม่ได้พูดอะไรกับยายจางอีก เขาหันหลังไปพูดกับเ้าหน้าที่ตำรวจไม่กี่คำ ก่อนที่เ้าหน้าที่ตำรวจจะพาจางปินซ่งและพี่สะใภ้จางไปที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกและสั่งห้ามไม่ให้ครอบครัวจางทั้งหมดไปรบกวนจางปินเซ่ออีก คราวนี้จางปินซ่งและพี่สะใภ้จางไม่กล้าไปหาเื่จางปินเซ่ออีกแล้ว และยายจางก็ได้ตัดขาดกับลูกชายคนรองไปอย่างแน่นอนแล้วเช่นกัน
หลังเหตุการณ์วุ่นวาย เจียงโม่โฉวก็ไม่ให้จางปินเซ่อกับลู่อิ๋งอิ๋งไปขายของในตลาดมืดอีก ทั้งคู่จึงย้ายกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านด้วย เพราะอีกหนึ่งเดือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นแล้ว ถัดจากนั้นอีกหนึ่งเดือนก็จะประกาศผลสอบ โจวอ้ายเหม่ยต้องหาคนมาเรียนทำขนมก่อนที่พวกเขาจะย้ายไปปักกิ่ง ลู่อิ๋งอิ๋งกับหลีหรงจึงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งเจียงโม่โฉวยังอยากจะสอนวิธีปลูกผักให้กับจางปินเซ่อด้วย ยังไงที่หลังบ้านของพวกเขาก็มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าใครจะมาเพาะปลูกก็ให้ผลผลิตดีทั้งนั้น ถือเป็การฝึกฝนจางปินเซ่อไปในตัว เพราะเจียงโม่โฉวตั้งใจไว้ว่าเมื่อเขาเปิดฟาร์มเขาจะมารับจางปินเซ่อไปทำงานด้วย