....ที่ห้องพักเหมยหลิน....
เหมยหลิน กำลังนั่งรออิงเถาหญิงรับใช้คนสนิทกลับมารายงานข่าวจากข้างนอกอย่างใจเย็น สักพักใหญ่อิงเถากลับมารายงานข่าวที่ได้ไปสืบมาว่า ตนแอบเดินตามหย่งหลุนกับซูเจินไปถึงหอนางโลมกุ้ยฮวา จึงได้รู้ว่าหย่งหลุนทำงานดูแลคอกม้าที่นั่น ส่วนซูเจินเป็หญิงคณิกาในหอ และที่สำคัญคือมี่จื่อเคยเป็หญิงคณิกาในหอนั้นด้วย แต่ถูกหานหยางเค่อเศรษฐีค้าอัญมณีและของโบราณไถ่ตัวออกไป อิงเถาจึงกลับมาสอบถามหญิงรับใช้ทั่วไปในจวนฮุ่ยเฉิง โดยมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ หญิงรับใช้ทั่วไปคนนั้นจึงยอมปริปากเล่าให้อิงเถาฟังว่า
อิงเถา : วันงานเลี้ยงของท่านเสนาบดีต่ง มี่จื่อเป็หญิงรับใช้ติดตามคุณชายหานมาร่วมงานเลี้ยงที่นี่ และในวันนั้นเกิดเื่ขึ้นที่จวนฮุ่ยเฉิงมีคนร้ายเข้าไปขโมยของในจวน ทำให้ของโบราณหลายชิ้นในจวนแตกพังเสียหาย พบมี่จื่ออยู่ที่จวนในสภาพเสื้อผ้าฉีกขาด ส่วนคุณชายเหยียนเหล่ยก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเหมือนกัน นับจากวันนั้นมี่จื่อก็อยู่ที่จวนฮุ่ยเฉิง ไม่ได้กลับไปอยู่กับคุณชายหานอีกเลย
เหมยหลิน : ข้าจะบอกท่านพ่อให้ไปพูดคุยกับท่านเสนาบดี ว่าข้าตอบตกลงหมั้นหมายกับคุณชายต่ง และ้าหมั้นหมายกันให้เร็วที่สุด
อิงเถา : ขอแสดงความยินดีด้วยเ้าค่ะ ที่คุณหนูกำลังจะหมั้นหมายกับคุณชายเหยียนเหล่ยเร็วๆนี้
○
○
.....ที่จวนเสนาบดีขั้นสองต่ง.....
เหยียนเหล่ยเพิ่งกลับจากการเข้าเฝ้าท่านอ๋องหก กำลังเดินผ่านเข้าประตูทางด้านหน้าจวนเสนาบดีผู้เป็พี่ชายเพื่อกลับจวนฮุ่ยเฉิง เขาพบกับหญิงรับใช้คนหนึ่งกำลังดักรอเหยียนเหล่ยอยู่ที่หน้าประตู หญิงรับใช้บอกกับเหยียนเหล่ยว่าท่านเสนาบดีกำลังรอพบเขาอยู่ในจวน เมื่อเขาเดินเข้าไปภายในจวนก็พบต่งเหยียนอวี้ผู้เป็พี่ชายกำลังนั่งรอเขาอยู่ฮูหยินต่งด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก
เมื่อต่งเหยียนอวี้เห็นเหยียนเหล่ยเดินเข้ามาจึงไม่รีรอรีบพูดขึ้นว่า เขาจะให้เหยียนเหล่ยหมั้นหมายกับเหมยหลินไว้ก่อนที่เหยียนเหล่ยจะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงฉลองเ้าสำนักไป๋หู่ และเมื่อเดินทางกลับจากงานฉลองเขาจะจัดพิธีแต่งงานให้เ้าเหยียนเหล่ยและเหมยหลินทันที เหยียนเหล่ยจึงตอบกลับทันทีว่า
เหยียนเหล่ย : แต่ข้าไม่เคยมีใจรักคุณหนูเว่ย! ข้ารักมี่จื่อ ข้ามีมี่จื่อเป็ภรรยาของข้าเพียงคนเดียว
เสนาบดี : หึ! ข้าไม่มีทางยอมรับหญิงคณิกาชั้นต่ำแบบนั้นมาเข้าร่วมวงศ์ตระกูล จงไล่นางออกไปจากจวนอย่าให้มาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับข้า
ทั้งสองจึงเกิดการโต้เถียงกันรุนแรงต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จนถึงขึ้นต่งเหยียนอวี้ด่าว่าเหยียนเหล่ยว่าอกตัญญูต่อวงศ์ตระกูล ลุ่มหลงมัวเมาหญิงคณิกาชั้นต่ำหวังเชิดชูให้เป็ภรรยา สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลที่สั่งสมมานาน ต่งเหยียนนอวี้จึงประกาศตัดความเป็พี่น้องกับเหยียนเหล่ย ซ้ำยังข่มขู่ว่าอยากจะตายหนีความอับอายที่ตัวเองไม่สามารถปกป้องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไว้ได้ ฮูหยินต่งผู้เป็ภรรยาจึงเข้าห้ามปรามและกล่าวกับสามีของตนว่า
ฮูหยิน : ท่านพี่ใจเย็นๆก่อน เหยียนเหล่ยคงมีใจรักมี่จื่อจริงๆ แม้เด็กมี่จื่อจะมีกิริยาไม่สมเป็กุลสตรี แต่นางก็ดูจริงใจน่ารักข้าเห็นแล้วยังรู้สึกเอ็นดู อีกอย่างนางก็ไม่เหมือนเป็หญิงคณิกาเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังเป็คนฉลาดสามารถไขปริศนาัเ้าสำราญจนพบไข่มุกเบญจมาศ เป็ที่พอพระทัยของฮ่องเต้อยู่ไม่น้อย ท่านพี่อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจขับไล่มี่จื่อออกจากจวนเลย
เสนาบดี : เพราะเหยียนเหล่ยมีเ้าคอยให้ท้ายเช่นนี้ เขาถึงทำอะไรตามใจตัวเอง จนแทบจะมองไม่เห็นหัวข้าอยู่แล้ว!!
ฮูหยิน : ถ้าท่านพี่ไล่เด็กมี่จื่อออกไป ใครจะคอยช่วยงานเหยียนเหล่ยล่ะ ท่านพี่ก็รู้ว่างานของเหยียนเหล่ยยากขนาดไหน มีแต่ภาษาโบราณยากๆทั้งนั้น มีเพียงมี่จื่อที่สามารถเข้าใจและช่วยเบาแรงให้เหยียนเหล่ยได้ เอาอย่างนี้! ท่านพี่อนุญาตให้เหยียนเหล่ยแต่งมี่จื่อเป็ภรรยารองก็ได้นี่นา ซึ่งในจวนใหญ่ๆก็มักจะมีภรรยารองกันทั้งนั้น
เสนาบดี : หึ!! ก็ได้!! ถ้าเหยียนเหล่ยยอมแต่งงานกับคุณหนูเว่ย ข้าจะยินยอมให้เขาแต่งมี่จื่อเป็ภรรยารอง แต่ถ้าเหยียนเหล่ยยังดื้อดึง ข้าก็จะไล่หญิงคณิกาชั้นต่ำคนนั้นออกไปจากจวน หึ!! อย่าหาว่าใจร้ายใจดำ!!
เหยียนเหล่ยเดินกลับจวนฮุ่ยเฉิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พอเขาเห็นฉันนั่งเล่นอยู่หน้าจวนจึงปรับสีหน้าให้ดูเป็ปกติ เขาเดินมานั่งลงข้างๆฉันที่กำลังรินน้ำชาเตรียมให้เขาดื่มแก้กระหายเหนื่อย เขาซักถามฉันว่าทำอะไรบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ ฉันจึงบอกว่าอยู่บ้านตามปกติและฝึกควบคุมพลังหมื่นบุปผา
พลันสายตาฉันเหลือบไปเห็นที่ปลายแขนเสื้อคลุมของเหยียนเหล่ยมีด้ายขาดเริ่มหลุดรุ่ยออกมา ฉันจึงบอกให้เหยียนเหล่ยถอดเสื้อคลุมออกเพื่อจะนำไปเย็บให้ เหยียนเหล่ยจึงดึงแขนฉันเข้าไปในห้องพาไปนั่งตรงขอบเตียงถอดเสื้อคลุมตัวนอกและตัวในออก จากนั้นจะปลดเชือกถอดกางเกง
ฉันจึงรีบร้องทักว่าจะเย็บแค่เสื้อคลุมเท่านั้นไม่ต้องถอดเสื้อถอดกางเกงออกหมดก็ได้ แต่เหยียนเหล่ยไม่สนใจเื่การเย็บซ่อมแซมเสื้อคลุม เขาจับตัวฉันให้นั่งลงบนตักกอดรัดแน่น จูบที่ริมฝีปากอย่างดูดดื่ม เหมือนลืมไปแล้วว่าเมื่อคืนเพิ่งจะจูบกันจนปากแทบจะเปื่อย
แต่ฉันสังเกตุเห็นสีหน้าเขาดูกังวลผิดปกติจึงหยุดจูบแล้วถามเขาด้วยความห่วงใย ว่ามีอะไรที่เขาไม่สบายใจก็สามารถเล่าให้ฉันฟังได้ ถ้าฉันช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่ เหยียนเหล่ยมองจ้องตาแล้วบอกกับฉันว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้จนทำให้ฉันไม่สบายใจ ขอให้ฉันอดทนและเชื่อใจอย่าจากเขาไปไหน
เพราะพี่ชายของเขา้าจะให้เขาเข้าพิธีหมั้นหมายกับเหมยหลินก่อนจะไปร่วมงานเลี้ยงฉลองเ้าสำนักไป๋หู่ ถ้าเขายินยอมทำตามที่พี่ชายสั่ง ต่งเหยียนอวี้จะยินยอมให้เหยียนเหล่ยแต่งฉันเป็ภรรยารอง เขาจึงขอให้ฉันสัญญาว่าจะไม่คิดหนีทอดทิ้งเขาไป เมื่อได้ยินดังนั้นหัวใจฉันแทบสลาย ร้องไห้น้ำตาไหลออกมาทันทีและตอบว่า
มี่จื่อ : ไม่! ข้าจะไม่เป็ภรรยารอง ข้าเป็ภรรยาของท่านก่อนแท้ๆ แต่ข้ากลับต้องกลายเป็ภรรยารองงั้นเรอะ?! ข้าไม่ใช่คนใจกว้างที่จะสามารถแบ่งปันสามีกับใคร ท่านเคยสัญญากับข้าว่าจะรักข้าคนเดียว จะไม่มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น แต่ท่านกำลังจะผิดคำสัญญากับข้า ใยข้าต้องอดทนกัดฟันมองดูท่านมีภรรยาใหม่ สู้ให้ข้าจากไปยังดีซะกว่าให้ข้ามาทนดูท่านพรอดรักกับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา!! ฮือฮืออออออ
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ เ้าต้องเชื่อใจข้า! ข้ารักและมีเพียงเ้าเป็ภรรยาของข้าเพียงคนเดียว จงอย่าหนีไปจากข้า ขอเวลาให้ข้าสักหน่อย ข้าจะพยายามแก้ไขเื่นี้!
ฉันนั่งกอดคอเหยียนเหล่ยร้องไห้เสียใจ ที่รู้ว่าเขากำลังจะหมั้นหมายกับเหมยหลินในเร็วๆวันนี้ ช่างเป็ข่าวร้ายที่ทำให้ฉันเ็ปใจเหลือเกิน และยิ่งทำให้ฉันเกิดความรู้สึกเกลียดชังต่งเหยียนอวี้กับเหมยหลินเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวีคูณ จนใจคิดอยากจะฝึกพลังหมื่นบุปผาให้ควบคุมได้ดั่งใจโดยเร็ว จะได้เปลี่ยนกลีบดอกทัอให้กลายเป็คมมีดบินไปปาดคอคนทั้งสองให้ตายรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
แต่ฉันก็ทำได้แต่เพียงร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเหยียนเหล่ยที่กอดฉันไว้แน่น แม้ฉันเองอยากจะเชื่อใจในคำพูดและคำสัญญาของเหยียนเหล่ย เพราะที่ผ่านมาเหยียนเหล่ยไม่ใช่คนชอบพูดโกหก แต่ถึงกระนั้นหัวใจของเขาก็เป็เพียงก้อนเนื้อ ไม่ใช่ก้อนหิน ถ้าเขาถูกเหมยหลินเอาอกเอาใจบ่อยๆคงใจอ่อนหลงรักเหมยหลินสักวันเป็แน่ ผู้ชายยังไงก็ต้องรู้สึกอ่อนไหวเมื่อมีคนมาเอาอกเอาใจ
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเจ็บแปล๊บๆในหัวใจและหยุดร้องไห้ไม่ได้สักที คืนนี้เหยียนเหล่ยจึงปลอบประโลมฉันด้วยการร่วมรักกันอีกตลอดทั้งคืน จนฉันรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรงลุกขึ้นมาร้องไห้ฟูมฟายอะไรอีก จากนั้นจึงนอนกอดกันซบอกอุ่นๆของเหยียนเหล่ยภายใต้ผ้าห่มหลับไหลไปด้วยกันจนกระทั่งเช้า
พอรุ่งเช้าตื่นมาฉันก็พบกับเหมยหลินกำลังนั่งดื่มน้ำชากับเหยียนเหล่ยในห้องรับรองแขก เช้านี้เหมยหลินทำปลานึ่งซีอิ๊วมาให้เหยียนเหล่ยกิน แต่เหยียนเหล่ยก็ทำเหมือนเดิมคือกล่าวเพียงคำขอบคุณแต่ไม่ตักชิมเนื้อปลาเลยสักคำ แล้วเขาก็เปลี่ยนเื่คุยเป็เื่ที่เหมยหลินสนใจ เพื่อไม่ให้เหมยหลินสนใจเื่ปลาในจานอีก
ซึ่งดูท่าทางเหมยหลินเองก็น่าจะรู้ว่าเหยียนเหล่ยเปลี่ยนเื่คุยเพราะไม่อยากชิมปลานึ่งซีอิ้วที่เหมยหลินทำมา เหมยหลินจึงถือโอกาสชักชวนเหยียนเหล่ยออกไปเดินเที่ยวชมของสวยงามในตลาด ตามคำนัดหมายที่ชักชวนกันไว้เมื่อวาน โดยอ้างว่าอยากจะไปหาซื้อของกลับไปฝากญาติที่บ้าน เหยียนเหล่ยยากจะปฏิเสธจึงต้องรับคำชวนว่าจะพาเหมยหลินออกไปเดินซื้อของในตลาดภายหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ
เหมยหลินจึงรีบกลับห้องพักเพื่อเตรียมตัวออกไปเที่ยวตลาด เหยียนเหล่ยจึงหันมาสั่งให้ฉันอยู่แต่ในจวนห้ามออกไปข้างนอกตอนที่เขาไม่อยู่เด็ดขาด ฉันจึงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างไม่เต็มใจ และใน่เวลาสายเหยียนเหล่ยกับเหมยหลินก็ออกไปเที่ยวเดินตลาดด้วยกัน ส่วนฉันอยู่เฝ้าจวนหาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อย
ฉันจึงหยิบตำรามนต์โบราณของเหยียนเหล่ยมานั่งอ่านในสวนข้างๆจวน แต่กลับไม่มีสมาธิในการอ่านเลย เพราะในสมองกลับคิดแต่เื่ของเหยียนเหล่ยกับเหมยหลินที่กำลังจะหมั้นหมายกัน อีกทั้งตอนนี้เหมยหลินก็พยายามเข้าหาใกล้ชิดเหยียนเหล่ยมากขึ้นทุกที ในขณะที่ฉันกำลังนั่งคิดเอามือกุมขมับคิดไม่ตกอยู่สักพักใหญ่ๆ ก็มีเมล็ดสนเม็ดหนึ่งตกลงมาตรงหน้า
จึงเงยหน้ามองหาที่มาของเมล็ดสนว่าตกลงมาได้ยังไง เพราะในจวนฮุ่ยเฉิงไม่มีต้นสนปลูกไว้ในจวนเลยสักต้น แต่ก็หาที่มาของเมล็ดสนไม่เจอ จึงเดามั่วๆเอาว่าอาจจะเป็นกหรือกระรอกเก็บเมล็ดสนมาแล้วทำหลุดมือตกลงมาตรงหน้าฉันพอดี ฉันจึงวางเมล็ดสนไว้บนโต๊ะแล้วเปิดตำราอ่านหน้าที่อ่านค้างไว้ แต่แล้วก็มีเมล็ดสนอีกหนึ่งเม็ดตกลงมาใส่หัวฉันเหมือนจงใจกลั่นแกล้ง
ฉันจึงรีบลุกขึ้นยืนมองหาแล้วะโถามด้วยความหงุดหงิดว่า “ใครวะ?!” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ ฉันเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจหยิบตำราจะรีบวิ่งกลับเข้าไปตั้งหลักในห้องที่มีมนต์ปิดผนึกประตู ในห้องจึงเป็ที่หลบภัยชั้นดีของฉัน แต่ฉันก็วิ่งกลับเข้าห้องไม่ทันเสียแล้ว เพราะมีผู้ชายคนหนึ่งะโลงมาจากหลังคายืนดักทางฉันไว้ เขาคนนั้นคือหยางเค่อ
มี่จือ : หยางเค่อ!!
หยางเค่อ : ใช่! ข้าเอง ทำไมทำหน้าใขนาดนั้น ใบหน้าข้ามันน่ากลัวนักรึไง?
มี่จื่อ : ท่านมาทำอะไร?
หยางเค่อ : ก็มาหาเ้าน่ะสิ ข้ามีเื่บางอย่างจะถามเ้า
มี่จื่อ : ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น อย่ามาถามอะไรข้าเลย