พระอินทร์ ได้รับยกย่องว่าเป็ประมุขแห่งเทวดาทั้งปวง ใบหน้างดงามหล่อเหลาเครื่องแต่งกายสีเขียว เนื้อตัวเปล่งประกายสีทอง รูปร่างกำยำล่ำสัน มีชื่อเรียกต่าง ๆ มากมายหลายชื่อ อาทิ พระสักกเทวราช พระสหัสั์ พระอมรินทร์ พระเทวราช พระโกสีย์ มีสี่แขนสี่มือ อาวุธสำคัญคือ วัชระ สายฟ้าที่มีพลังสูงยิ่ง สามารถทำลายูเาทั้งลูกในคราวเดียว นอกจากนี้ยังมีจักร ศรธนู บ่วงบาศ สังข์ ตาข่าย บันดาลให้เกิดภัยธรรมชาติได้แทบทุกชนิด ทั้งฝนตก ฟ้าผ่า พายุ แม้แตู่เาไฟะเิ ทรงช้างเอราวัณเป็พาหนะ หรือบางครั้งก็เดินทางด้วยพระอาทิตย์
ที่ประทับของพระอินทร์คือปราสาทไวชยันตะวิมาน อยู่บนเขาพระสุเมรุ ในปราสาทมีพระอาสน์หรือที่นั่งสำหรับพระองค์โดยเฉพาะ ปกติจะอ่อนนุ่มเย็นสบาย แต่หากโลกมนุษย์เกิดภัยร้ายแรง ผู้มีบุญหรือคนดีได้รับความเดือดร้อน ที่นั่งจะร้อนและแข็งกระด้าง ทำให้พระอินทร์ต้องลงมาให้ความช่วยเหลือจึงจะกลับไปนั่งสบายเหมือนเดิม
พระอินทร์มักถูกนินทาว่าเ้าชู้ เพราะเป็เทพที่หล่อเหลาที่สุดองค์หนึ่ง บ้างก็ว่าเคยไปยุ่งกับภริยาของฤษีจนถูกสาบ แต่ความจริงแล้วพระอินทร์มีนิสัยชอบปกป้องคุ้มครอง ทั้งมีความภาคภูมิใจในตำแหน่งจอมเทพอย่างยิ่ง ที่ว่ามีตาพันดวงทั่วตัว ความจริงเป็ความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ พร้อมกันนับพันเหตุการณ์ เนื่องจากถูกพูดถึงในแง่ร้ายมานาน บางครั้งจึงอาจดูขี้ใจน้อยไปบ้าง
จุดเด่นที่สุดของพระอินทร์คือศักดิ์ฐานะของตำแหน่งจอมเทพ ทำให้สามารถสั่งการเทวดาองค์อื่น ๆ ให้ทำตามบัญชาของตน ซึ่งตามปกติเทพแต่ละองค์จะไม่ยอมทำตามคำสั่งของเทพองค์อื่น แม้แต่ขอร้องยังยากจะช่วยกัน แต่ทั้งนี้จะเอาความคิดของคนธรรมดาไปวัดกับเทพเ้าก็คงจะเทียบกันไม่ได้
ส่วนนางเมขลาหรือมณีเมขลา เป็เทพธิดาแห่งท้องทะเล มีรูปร่างหน้าตางามยิ่งกว่ามนุษย์ในแดนดิน มักจะถือดวงแก้ววิเศษณ์ซึ่งมีแสงคล้ายดวงดาวเปล่งประกาย ไม่มีวัตถุใดในเมืองมนุษย์ที่สวยงามเท่าดวงแก้วนี้อีก บางคราวเมื่อนางโยนดวงแก้วไปมา ก็จะเกิดแสงแปลบปลาบบนท้องฟ้า ในอดีตั์รามสูรซึ่งมีอิทฤทธิ์มากเห็นดวงแก้วนี้แล้วเกิดอยากได้ จึงพยายามจะแย่งจากนางเมขลา แต่ไม่สามารถสู้ความเร็วของนาง แม้จะขว้างขวานวิเศษเข้าใส่ แต่นางก็หลบได้ทุกครั้ง เกิดเป็ตำนานฟ้าแลบฟ้าผ่าให้ชาวบ้านเล่าขานกันมาเนิ่นนาน
พลังที่อยู่ในดวงแก้วนั้นมากมายมหาศาลระดับไอเทมจักรวาล แต่มิเคยถูกใช้อย่างอาวุธ นางเมขลาเองก็มองดวงแก้วนี้เป็เหมือนเครื่องประดับหรือของเล่นเสียมากกว่า
เมื่อตอบรับคำสั่งของพระอินทร์แล้ว นางยกมือขึ้นกลางอากาศ ดวงแก้วก็ลอยปรากฎอยู่เหนือมือนาง ส่องแสงแวววาวระยิบระยับ ผมต้องยอมรับว่าแสงที่ส่องออกมาสวยมาก เหมือนดวงดาวทั่วทั้งฟ้ามาอยู่ในลูกแก้วขนาดเท่าผลส้ม ยิ่งมองยิ่งเพลินตา
“เทวิน หากเ้าเผลอติดอยู่ในความลุ่มหลงแห่งดวงแก้ว จิตจะกลายเป็อสูร คอยเฝ้าไล่ตามนางไปตลอดกาล”
ผมสะดุ้งกับคำเตือนนี้
“ทำไมน่ากลัวอย่างนั้นครับ”
“สิ่งที่สวยงามมากเท่าใด ก็มีอันตรายมากเท่านั้น”
นางเมขลาหันมายิ้ม ผมรู้สึกว่าเธอยิ้มให้ผม ใจละลายเลยครับ คัทย่าว่าสวยมากแล้ว แต่เทพธิดาเธอสวยเหนืุ์จริง ๆ
“เทวิน เ้าเป็บุรุษที่น่าสนใจ แต่ชะตาของเรายังไม่ผูกพันกันในชาติภพนี้”
หักอกกันดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น
“ปีศาจนั่นจะตามพลังของดวงแก้วมาหรือไม่” พระอินทร์ถาม
“มิอาจทราบ แต่เ้าั์อาจตามมาก่อน”
“เ้าั์ ใครหรือครับ”
“รามสูร”
“รามสูร ผมเคยได้ยินชื่อนี้ เป็ั์ที่คอยไล่ตามดวงแก้วที่เทพธิดาถืออยู่ใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้วเทวิน รามสูรเกิดความลุ่มหลงในความงามแห่งมณีมาหลายพันปี” เทพธิดาตอบ
“ยังไงเราก็ต้องลอง ก่อนที่ปีศาจจะทำลายโรงไฟฟ้าจนหมดทั้งโลก”
พระอินทร์สรุป
ดวงแก้วลอยจากมือของนางเมขลาขึ้นไปบนฟ้า เปล่งประกายสว่างไสวราวดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่ง ความระยิบระยับเพิ่มขึ้นเหมือนกับมีลูกแก้วนับแสนดวง
“แสงนี้จะมองเห็นได้จากทั้งสามโลก” นางมณีเมขลากล่าวอย่างมั่นใจ
ยังไม่ทันขาดคำผมก็รู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถูกกระแทกเต็ม ๆ เหมือนมีรถไฟขนาดใหญ่แล่นอยู่บนฟ้า
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“มันมาแล้ว”
“เทพธิดาเมขลาละครับ”
“นางพาดวงแก้วหลอกล่อมันอยู่”
ผมมองขึ้นไป้า มีเมฆสีดำครึ้มอยู่เต็มไปหมด แสงฟ้าแลบแวบวับด้านโน้นทีด้านนี้ที
รถไฟั์นั่นพุ่งผ่านมาแหวกเมฆออกเป็ทางยาว
ผมสารภาพว่ามองไม่เห็นตัวมัน ทั้งที่มันควรจะใหญ่กว่ารถไฟที่หัวลำโพงสักสิบเท่า
“มองไม่เห็นเลยครับ ท่านมองเห็นไหม”
“เราก็ไม่เห็น”
“อ้าว”
“มันเร็วมาก”
“เร็วขนาดไหนครับ”
“สำหรับพวกเ้าคงจะเรียกว่าความเร็วแสง”
“เร็วเท่าแสง แล้วเราจะทำยังไงกับมันได้ครับ”
ผมชักเป็ห่วงเทพธิดาเมขลาซะแล้ว
รถไฟั์นั่นพุ่งผ่านก้อนเมฆไปมารอบแล้วรอบเล่า ชัดเจนว่ามันพยายามจะพุ่งเข้าใสดวงแก้วในมือของนางเมขลา แต่ผ่านไประยะหนึ่งก็ยังจู่โจมไม่ถูกนาง
“ขนาดความเร็วแสง เธอยังหลบได้ สุดยอดเลยครับ”
“นางเป็เทพธิดาที่คล่องแคล่วที่สุด”
“ท่านมองเห็นปีศาจนั่นหรือยังครับ”
“เห็นแล้ว”
จอภาพขนาดั์ปรากฏขึ้นมาต่อหน้า เป็ภาพหนอนั์หัวแหลมตัวหนึ่ง ดวงตาลุกเป็ไฟ ปากมีเขี้ยวเรียงเป็แถวนับร้อยแถว รอบตัวมีปีกเล็ก ๆ อยู่ เวลามันพุ่งไปข้างหน้า ปีกพวกนั้นจะกระพือพร้อมกัน
“นี่เป็ภาพที่ดวงตาเราเห็น มาลองโจมตีมันดู”
ผมแหงนหน้ามองเมฆดำ ยังคงเห็นฟ้าแลบเป็ระยะ แต่ยังมองไม่เห็นเ้าปีศาจหนอนั์
ฉับพลันพระอินทร์ก็ขว้างสายฟ้าออกไปกลางหมู่เมฆอันว่างเปล่า ผมไม่รู้เลยว่าท่านขว้างใส่อะไร สายฟ้าอันเล็กเท่าแขนขยายใหญ่ขึ้นเป็พันเท่าแล้วปะทะเข้ากับปีศาจหนอนั์ที่พุ่งมาด้วยความเร็วแสง
พระอินทร์ของเราขว้างสายฟ้าไปดักหน้ามันได้เฉย
เสียงฟ้าผ่าดังลั่นเหมือนมีะเิอยู่รอบตัว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีขาวโพลน มองไม่เห็นสิ่งอื่น แปลกที่ผมไม่รู้สึกแสบตา
“โดนไหมครับ”
“สายฟ้าของเราไม่เคยพลาดเป้า”
ผมมองไปที่เ้าหนอนั์ มันบิดไปมากลางอากาศครู่หนึ่งก็ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ตัวมันใหญ่กว่ารถไฟนับร้อยเท่า
“อ้าว” คราวนี้เป็เสียงพระอินทร์
“อย่าอ้าวสิครับ ทำไมมันตัวใหญ่ขึ้น”
“สงสัยมันกินพลังจากสายฟ้า”
“แล้วเราจะทำยังไงดีครับ”
“ลองจับมันดีไหม”
“ยังไงครับ”
ว่าแล้วพระอินทร์ก็เนรมิตร่างให้ขยายใหญ่ขึ้นจนเท่าูเามหึมาลอยอยู่บนฟ้า ผมรู้สึกว่าจากตรงนี้สามารถมองออกไปนอกอวกาศได้เลย
“เมขลาเ้าพาดวงแก้วไปอยู่ด้านหลังเรา”
นางเมขลาได้ยินพระอินทร์สั่งก็ลอยไปอยู่ด้านหลัง ดวงแก้วอยู่เหนือมือของนางเล็กน้อย ั้แ่แรกแล้วที่ผมสังเกตเห็นว่านางไม่จับดวงแก้วโดยตรง
“มันมาแล้ว” พระอินทร์บอก
เหมือนเดิมครับ ผมมองไม่เห็นมันสักนิด รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนถูกชนด้วยรถไฟั์ ร่างของพระอินทร์ลอยละลิ่วออกมาจนทะลุชั้นบรรยากาศของโลก เคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศ
“เราลอยมาไกลขนาดนี้เลยหรือครับ”
“ปีศาจนั่นทั้งเร็วทั้งมีพลังมาก เราคว้ามันไว้ได้ แต่หยุดไม่อยู่”
“ลองโจมตีด้วยสายฟ้าอีกครั้งดีไหมครับ”
“ถ้ามันตัวใหญ่กว่านี้ อาจพุ่งเข้าทำลายโลกมนุษย์ได้ ดีที่ตอนนี้มันมัวแต่ไล่ตามดวงแก้ว”
“แล้วเทพธิดาเมขลาจะไม่เป็ไรหรือครับ”
“ไม่เคยมีเทพองค์ใดหรือปีศาจตนใดตามนางทัน”
“นางเร็วกว่าแสงเลยเหรอครับ”
“นางเร็วกว่าเวลา”
เร็วกว่าเวลาผมไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้
“เร็วกว่าเวลาเป็ไปได้ยังไงครับ ผมไม่เข้าใจ”
“นางไม่ได้อยู่ในกฎฟิสิกส์เดียวกับมนุษย์หรอกนะ”
ดูท่าพวกเทพนี่มีความรู้ทุกองค์เลยแฮะ
“เราจะลองจู่โจมมันอีกครั้ง”
พระอินทร์ชูนิ้วชี้ในมือซ้ายข้างหนึ่ง จักรสีทองก็ลอยหมุนวนอยู่ที่นิ้วของท่าน เมื่อผมรู้สึกถึงพลังของปีศาจหนอนั์ จักรก็ลอยจากนิ้วพุ่งเข้าไปในก้อนเมฆ
“ได้ผลไหมครับ”
“จักรเพียงบาดชั้นิั ตอนนี้มันท่าทางโมโหมาก เราจะหลอกมันออกไปจากโลก มณีเมขลา จงนำดวงแก้วขึ้นไปในจักรวาล”
นางมณีเมขลาขว้างลูกแก้วพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเร็วเหมือนดาวตก แล้วเหาะตามไปในทันที ดวงแก้วลอยสว่างวาบ แต่นางกลับสามารถเหาะตามไปได้ทัน
“เทพธิดาเร็วจริง ๆ ครับ”
“ข้าฯบอกเ้าแล้ว”
เ้าปีศาจหนอนั์พุ่งตามนางเมขลาไปติด ๆ พระอินทร์เหาะขึ้นไปในอวกาศ นางเมขลาหลบไปซ้ายทีขวาที เ้าปีศาจซุปเปอร์หนอนเมื่อพุ่งผ่านไปไม่ถูกนาง ก็จะไปกลับตัวมาอีก
“คราวนี้เราอยู่ไกลจากโลกพอสมควร ข้าฯจะลองโจมตีมันเต็มกำลัง”
“ลุยเลยครับ”
พระอินทร์กะจังหวะที่เ้าหนอนั์นั่นพุ่งเข้าหานางเมขลา แล้วขว้างสายฟ้าออกไป คราวนี้สายฟ้าขยายใหญ่ขึ้นมากจนยาวกว่าร้อยเมตร ถูกปีศาจหนอนจัง ๆ ผมมองเห็นแสงของสายฟ้ากระจายออกไปทั่ว แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไร
“ในอวกาศไม่มีเสียงจริงด้วย แต่เราก็พูดกันได้”
“เราสื่อสารกันทางจิต”
ปีศาจหนอนั์นิ่งไปพักหนึ่ง แล้วบิดตัวอย่างรุนแรง ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นอีก ตอนนี้ตัวมันโตกว่ารถไฟเป็พันเท่า
“ดูท่าวัชระของเราคงจะเพิ่มกำลังให้มัน”
“สงสัยมันจะโกรธมากเสียด้วยนะครับ”
ผมมองเห็นหน้าตาเ้าหนอนั์ ตาของมันเหมือนมีไฟลุกมากกว่าเดิม ทำเขี้ยวนับร้อยแถวขมุบขมิบ ดูแล้วน่าขนลุก ถ้าใครที่กลัวหนอนเห็นเข้าละก็คงเป็ลมไปแล้ว
เทพธิดาเมขลาลอยมาอยู่ใกล้ ๆ พวกผม
“ทำเช่นไรดีเพคะ จอมเทพ”
พระอินทร์ทำท่าคิดหนัก
“เ้าเข้าใกล้สุริยะเทพได้แค่ไหน”
“ไม่มากเท่าใด พลังของพระอาทิตย์ร้อนแรงเกินกว่าหม่อมฉันทนไหว”
“งั้นเข้าไปให้ใกล้ที่สุด”
พริบตาพวกเราก็มาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ใกล้จนมองไม่เห็นขอบของดาวฤกษ์ดวงนี้ ผมรับรู้ถึงความร้อนอุ่น ๆ แต่ดูเทพธิดาเมขลาเหมือนร้อนมาก
“หม่อมฉันเข้าใกล้ได้เพียงเท่านี้เพคะ”
“ข้าฯ เข้าใจ เช่นนั้นขอยืมดวงแก้วของเ้าสักครู่ได้ไหม”
นางเมขลามองดวงแก้วด้วยแววตาของเด็กหวงของเล่น แต่ก็ตัดใจส่งเข้ามาในมือข้างหนึ่งของพระอินทร์ จอมเทพสามารถจับดวงแก้วได้ตรง ๆ
“อย่ากังวลไป นี่เป็สิ่งหนึ่งที่จะไม่มอดไหม้ในเปลวเพลิงแห่งสุริยะเทพ”
แล้วพระอินทร์ก็เหาะพาดวงแก้วลอยเข้าหาดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงร้อนแรง ไม่น่าเชื่อว่าภายใต้แสงสว่างขนาดนี้ ดวงแก้วก็ยังเปล่งประกายระยิบระยับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“เอ่อ เราจะไม่ไหม้ไปเสียก่อนหรือครับ”
“ข้าฯ ย่อมทนต่อความร้อนของพระอาทิตย์ได้ ไม่เช่นนั้นจะใช้เป็พาหนะได้อย่างไร”
“แล้วผมละครับ”
“ถ้าเรายังรวมร่างกันอยู่ก็ไม่เป็ไร”
“นั่นสินะครับ ถ้าไม่มากับท่าน มนุษย์ที่ไหนจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ได้ขนาดนี้”
“ปีศาจหนอนนั่นละครับ”
“มันต้องใช้เวลาสักพักถึงตามมาทัน”
ผมพยายามทบทวนความรู้ที่เรียนมา ถ้าจำไม่ผิดแสงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางถึงโลกประมาณแปดนาที เ้าปีศาจคงใช้เวลาพอ ๆ กัน
“พวกเทพนี่ดีจังนะครับ หายตัวไปมาได้ ขนาดปีศาจความเร็วแสงยังตามไม่ทัน”
“ก็อยู่ที่ว่าพวกเ้ามองการหายตัวเป็แบบใด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าพวกเราหายจากที่หนึ่งแล้วไปปรากฏอีกที่หนึ่งหรอกนะ”
“ถ้าอย่างนั้นการหายตัวคืออะไรครับ”
“ถ้าจะเทียบเคียงกับความรู้ของพวกเ้า ก็คงเป็การเดินทางผ่านรูหนอน” (wormhole) กระมัง”
“รูหนอน ผมเคยได้ยินในหนังฮอลลีวูด ถ้ามนุษย์ทำได้ละก็เยี่ยมไปเลย”
“ก็ไม่แน่หรอก มีมนุษย์บางคนมีปัญญาเข้าใจความรู้ถึงเื่ต่าง ๆ มากมายั้แ่เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่ท่านเห็นว่าไม่มีประโยชน์ต่อพวกเ้าในขณะนั้น”
“สองพันกว่าปีที่แล้ว ผมนึกดูก็มีไม่กี่คน”
“ทำไมความรู้ขนาดนั้นถึงไม่มีประโยชน์ละครับ”
“ลองคิดดูว่าตอนนี้วิทยาการของพวกเ้าด้านใดทันสมัยที่สุด”
“อินเตอร์เน็ต การแพทย์ หรือการเดินทางไหมครับ”
“มนุษย์มีอาวุธที่สามารถฆ่าคนทั้งโลกได้ในการโจมตีกันเพียงไม่กี่ครั้ง”
“ท่านหมายถึงอาวุธนิวเคลียร์ใช่ไหมครับ”
“ถูกแล้ว วิทยาการด้านอาวุธของพวกเ้ามาไกลเกินกว่าด้านอื่นมาก หากพวกเ้ามีความรู้เช่นเทพหรือปีศาจ ป่านนี้มนุษยชาติอาจสูญสิ้นไปแล้ว”
“อืม ก็น่าคิด แต่ลึก ๆ ผมก็หวังว่ามนุษย์ส่วนมากจะเป็คนดีนะครับ”
“ขึ้นอยู่กับว่าความดีของเ้าหมายถึงอะไร เราคงต้องถกกันอีกนาน ปีศาจนั่นกำลังจะมาถึง”
พระอินทร์ลอยเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ พร้อมกับชูดวงแก้วขึ้น ปีศาจหนอนั์พุ่งวาบเข้ามาด้วยความเร็วแสง มันกลืนพระอินทร์และดวงแก้วเข้าไปในปากก่อนจะพุ่งต่อเข้าไปหาดวงอาทิตย์อันร้อนแรง แต่ยังไม่ทันที่มันจะใช้เขี้ยวหลายรอยซี่เคี้ยวพวกผม เพลิงแห่งสุริยะเทพก็แผดเผามันทันที ปีศาจหนอนั์ดิ้นรนคำรามลั่น คราวนี้ผมยิน สงสัยเป็เพราะอยู่ในท้องมัน รอบตัวมีไฟลุกไหม้จนเริ่มร้อนขึ้นมา ในใจเริ่มหวั่น ๆ ว่าจะโดนเผาไปพร้อมกับปีศาจนี่หรือเปล่า ทันใดนั้นขวานขนาดมหึมาเล่มหนึ่งก็แหวกร่างของหนอนั์มาตามทางยาว ผ่ามันออกเป็สองซีก พระอินทร์พาดวงแก้วมณีลอยออกมาจากร่างของปีศาจหนอน เมื่อหันไปมองเห็นซากร่างมันลุกไหม้แล้วสลายกลายเป็เถ้าทุลีไปในพริบตา ดีที่พวกผมออกมาทัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกเทวิน พวกเราไม่ลุกไหม้ไปง่าย ๆ เช่นนั้นหรอก”
“แหม ผมไม่เคยเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เหมือนกับท่านนิครับ ว่าแต่ใครที่มาช่วยเรากันนะ”
“คงไม่ได้ตั้งใจช่วยเราหรอก”
ขวานนั้นหมุนวนกลับมาจากซากเถ้าของปีศาจหนอนั์ เข้ามาอยู่ในมือขนาดมหึมา เ้าของขวานมีร่างกายสีเขียวเข้มใหญ่โตสูงหลายร้อยเมตร หน้าตาดุร้าย มีเขี้ยวโง้งสองข้างออกมาจากปาก
“ั์นี่ครับ”
“รามสูร”
ผมมองที่ขวานนั่นอีกครั้ง เพราะมันสองแสงแวววาวสะดุดตา ยิ่งเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยิ่งขับให้เห็นประกายเด่นชัด
“ขวานเพชร”
“ใช่ หนึ่งในอาวุธวิเศษที่มีอิทฤทธิ์มหาศาลของจักรวาล”
“มีพลังกว่าสายฟ้าของท่านอีกหรือครับ”
“จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูก เ้าปีศาจั์นั่นกินพลังงานจากสายฟ้าได้ แต่ขวานเพชรของรามสูรตัดได้เกือบทุกสิ่ง แม้แต่จักรของเรายังตัดปีศาจนั่นไม่ได้”
“แล้วรามสูรจะเล่นงานเราไหมครับ”
ผมถามเพราะเห็นว่ารามสูรมีหน้าตาโกรธเกรี้ยว ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเหมือนคนเล่นเวทเทรนนิ่ง มองดูก็รู้ว่ามีพลังมหาศาล
“มันไม่สนใจเราดอก รามสูรลุ่มหลงในดวงแก้วเท่านั้น”
“แล้วทำไมมันยังไม่เข้ามาแย่งเราละครับ”
“มันชอบแย่งจากนางเมขลามากกว่า”
ตกลงรามสูรชอบดวงแก้วหรือแอบชอบเทพธิดาคนสวยกันแน่
“เมขลา ถึงเวลารับดวงแก้วของเ้าคืนแล้ว”
พระอินทร์ส่งดวงมณีลอยผ่านอวกาศไปให้นางเมขลา รามสูรมองตามไม่กะพริบตา แต่ก็ไม่มีท่าทางจะเข้ามาแย่ง จนกระทั่งดวงแก้วลอยมาอยู่ในมือเทพธิดา มันก็ขว้างขวานเพชรเข้าใส่เธอทันที
“ระวัง” ผมะโลั่น
แต่ขวานเพชรที่สามารถผ่าร่างปีศาจหนอนั์ได้เหมือนผ่าต้นกล้วย กลับลอยแฉลบนางเมขลาออกไป ก่อนหมุนวนกลับเข้าไปในมือของรามสูรเหมือนบูมเมอแรง
“ขวานเพชรทำอะไรเทพธิดาไม่ได้เลยครับ หรือรามสูรขว้างผิด”
“ไม่ผิดดอก ดวงแก้วมีพลังคุ้มครองนางจากขวานนั่น”
“ขออำลาท่านจอมเทพ”
“เ้าไปได้”
นางเมขลาชูดวงแก้วลอยขึ้นในฝ่ามือ แสงแวววาวส่องออกมาอีกครั้ง ทั้งที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก แต่ก็ยังมองเห็นแสงจากดวงแก้วได้อย่างชัดเจน รามสูรมองดวงแก้วและนางเมขลาอย่างลุ่มหลง
นางเมขลาลอยห่างออกไปอย่างเร็ว รามสูรเหาะตามไป ก่อนจะขว้างขวานเพชรเข้าใส่นางอีก แต่ไม่ถูก ผมมองตามทั้งสองไปจนสุดสายตา
“เขาไล่ตามกันอย่างนี้มานานหรือยังครับ”
“หลายพันปีของมนุษย์แล้ว”
“โหย ดีที่ท่านเตือนผมไว้ ถ้าผมหลงติดอยู่กับดวงแก้วคงจะเหมือนรามสูรนั่นใช่ไหมครับ”
“ไม่หรอก เ้าจะดูแย่กว่ามากนัก”
แหม ๆ ๆ นี่ขนาดร่วมต่อสู้ด้วยกันมาถึงดวงอาทิตย์ยังไม่เข้าข้างกันเลย
“กลับกันเถอะเทวิน”
“ผ่านรูหนอนใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้ว”
ผมพยายามตั้งสติเพราะ้ามองด้านในของรูหนอนที่นักวิทยาศาสตร์อยากเห็นนักหนา แต่ไม่ทันครับ เหมือนเห็นแสงผ่านตาวูบเดียวก็มาอยู่หน้าร้านกาแฟลุงหมาน
พระอินทร์เปลี่ยนร่างเป็หนุ่มหล่อชุดเขียวในตอนแรก
“เ้าทำได้ดีมาก เทวิน ร่างกายและจิตใจของเ้าเหมาะที่จะรองรับพลังงานมหาศาลของเทพได้แทบทุกองค์ หวังว่าเมื่อเติบโตขึ้น หัวใจของเ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปนะ”
“ผมจะพยายามครับ ท่านท้าวสักกเทวราช”
พระอินทร์ยกมือขึ้นตบไหล่ผมเบา ๆ ผมรู้สึกว่าจอมเทพคนนี้หว้าเหว่ แต่ทระนง ดูเท่อย่างน่าประหลาด
พระอินทร์หายวับไป จังหวะเดียวกับคัทย่าวิ่งออกจากร้านมาพอดี
“เป็ยังไงบ้างเทวิน ฉันรอคุณตรงนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว”
“อ้าวคัทย่า ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้วเสียอีก”
“ฉันจะกลับได้ยังไง โลกวุ่นวายขนาดนี้ ตอนนี้หลายประเทศไฟฟ้ายังดับอยู่เลย แล้วคุณกับเอ่อท้าวอะไรนั่นเจอกับสัตว์ประหลาดไหม”
ท้าวอะไรนั่น ถ้าพระอินทร์ได้ยินคงจะเคืองน่าดู
“เรียบร้อยครับ มันไหม้เป็เถ้าถ่านไปแล้ว”
“พวกคุณไปสู้กันที่ไหน หน่วยของฉันแจ้งว่าอยู่ ๆ พลังงานของพวกคุณก็หายไป ตรวจไม่เจออีกเลย”
“เื่มันยาวครับ ถ้าผมบอกว่าพวกเราไปสู้กันที่ดวงอาทิตย์คุณจะเชื่อไหม”
“ดวงอาทิตย์ มหัศจรรย์มากเทวิน คุณต้องเล่ามาให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
คัทย่าพูดพร้อมกับจับแขนผมไว้แน่น เล่นเอาผมตัวลอย แต่เพิ่งรู้สึกว่าคราวนี้แทบไม่มีอาการเหนื่อยล้าเหมือนคราวก่อน สงสัยเป็เพราะผมเข้ากับเทพแถบนี้ได้ดีจริง ๆ
“เอาละคัทย่าอย่างเพิ่งปล่อยมือนะ ผมจะเล่าให้คุณฟัง”