เดิมทีฉีเมี่ยวคิดว่ายามนี้ไปหยิบกระดานหมากมาไม่ค่อยดีนักอย่างไรเสียก่วนจวินเยี่ยนเป็ผู้พ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือไป๋ซีอวิ๋นเจอหน้ายังไม่ได้กินข้าวกินปลาเข้ามาก็จะวางหมาก เท่ากับทำให้เขาเสียหน้าโดยแท้อีกทั้งก่วนจวินเยี่ยนดูเหมือนอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีไม่แตกต่างจากอายุของนางในยามนี้มากนัก เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง อยู่ในวัยจิตใจกำลังฮึกเหิมเต็มไปด้วยความอยากเอาชนะ เื่เล็กน้อยยังกระตุ้นให้เขาโมโหได้ไม่ต้องพูดถึงการยั่วยุเช่นนี้ ภายหลังพวกเขายังอยากให้ก่วนจวินเยี่ยนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ยามนี้ไหนเลยจะไปยั่วโมโหเขาได้
ด้วยความลังเลฉีเมี่ยวจึงไม่ได้ไปทันที
ไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่รีบร้อนคล้ายเข้าใจว่าฉีเมี่ยวคิดอย่างไร อธิบายว่า “ไม่ต้องกังวลอาเยี่ยนเป็คนปากแข็งใจอ่อน พูดจาไม่ดี แต่ทำธุระให้ผู้อื่นได้จริงๆแม้เขายึดมั่นกับผลแพ้ชนะบนกระดานหมาก โกรธจนไม่ยอมรับพี่ชายร่วมสาบานเช่นข้านี้แต่ในก้นบึ้งหัวใจเขาเห็นข้าเป็พี่น้องมิฉะนั้นคงไม่ยอมรับคำเชิญของข้ามาพักที่เรือนในของพวกเรา เขาเป็นักปราชญ์ที่มีคุณธรรมและผู้มีฝีมือเหนือชั้นที่แท้จริง”
เสียงของไป๋ซีอวิ๋นไม่ได้อ่อนแอแหบแห้งเหมือนวันแรกที่เจออาจเพราะยาของท่านหมอหลี่ได้ผล และอาจเพราะเืของฉีเมี่ยวได้ผลวันนี้แม้เขามีสีหน้าไม่ดีนัก แต่เมื่อพูดคุยกลับฟังเสียงที่ควรเป็เสียงตามปกติของเขาได้รำไรแล้วเป็เสียงทุ้มต่ำแฝงแรงดึงดูดใจ เ็าแต่แฝงความอ่อนโยนเช่นนั้น
ยิ่งเข้าใจยิ่งเกลียดเขาไม่ลง แม้เขานิสัยแปลกๆ เพราะเจ็บป่วยทรมานมานานหลายปีผอมหนังหุ้มกระดูกจนไม่นับว่างดงาม ถึงขนาดยิ้มขึ้นมายังบิดเบี้ยวอยู่บ้างแต่เขาสวมชุดหรูนั่งตัวตรงเช่นนั้นอยู่ตรงนั้นชุดหลวมแขนกว้างเผยให้เห็นท่าทางเหนือชั้นที่โดดเด่นเป็เอกลักษณ์หลายส่วนในความเอื่อยเฉื่อยแฝงความหยิ่งทะนง ราวกับต้นเหมยที่มีกิ่งก้านแข็งแรง
ฉีเมี่ยวรู้สึกได้ทันทีว่ายามนี้เขาเป็เพียงไข่มุกเปื้อนฝุ่นต้นเหมยยังไม่ผลิดอกมิฉะนั้นคนที่มีศักดิ์ศรีมีคุณธรรมเช่นนี้จะเป็คนไม่เอาถ่านได้อย่างไร
มิน่าคนพวกนั้นถึงอยากจะฆ่าเขาเขาฉลาดและมีอำนาจเพียงนี้ จวนโหวจะมีสักกี่คนที่ควบคุมเขาได้ ไป๋หย่งชุน? ตาเฒ่าบ้ากามผู้นั้นควบคุมตัวเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ จะทำการใหญ่อะไรได้เล่า
ขณะฉีเมี่ยวกำลังคิดอยู่นั้นก็รู้สึกว่ามือถูกเขย่า
นางเงยหน้าสบกับสายตาอันอ่อนโยนของไป๋ซีอวิ๋นสายตานั้นนุ่มนวลอบอุ่นไม่เข้ากับหน้าตาอึมครึมราวกับิญญาร้ายของเขาสักนิด
“เมี่ยวเอ๋อร์ เ้ามองเช่นนี้ ข้าก็เขินอายเป็เหมือนกันนะ”
ฉีเมี่ยวหน้าแดงก่ำทันทีขึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง “ท่านหน้าหนาปานนั้นยังรู้จักเขินอายด้วยหรือข้าออกไปต้อนรับคุณชายก่วนก่อน” เมื่อหันหลังเตรียมจะไปกลับเห็นก่วนจวินเยี่ยนยืนเชิดหน้าอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไรไม่รู้
เ้าหมอนี่มาั้แ่เมื่อไร! นางไม่รู้ด้วยซ้ำ!
เสื้อคลุมผ้าทองามสีแดงเพลิงเผยให้เห็นรูปร่างเพรียวบางของหนุ่มน้อยรวบผมบนศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวอย่างเรียบร้อย ท่าทางราวกับคุณชายราชนิกุลผู้หยิ่งผยองมองไม่ออกว่าเขามีวรยุทธ์
“คุณชายก่วน เชิญนั่ง” ฉีเมี่ยวสละที่นั่งอย่างสุภาพ
แต่ไหนแต่ไรก่วนจวินเยี่ยนชอบให้ใช้ไม้อ่อนฉีเมี่ยวสุภาพและมีมารยาทกับเขาเสมอซ้ำยังเห็นไป๋ซีอวิ๋นให้ความสำคัญกับนางอย่างยิ่ง คงไม่อาจเป็ศัตรูกับนางต่อไปจึงทำเพียงส่งเสียง“เฮอะ” อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วนั่งลงตรงข้ามกับไป๋ซีอวิ๋นสองมือค้ำขอบโต๊ะพูดอย่างใจร้อน “พี่รอง วางหมาก!”
ทีแรกฉีเมี่ยวหมายเดินไปห้องข้างนอกจัดเตรียมของว่างและน้ำชาได้ยินคำพูดนี้จึงหยุดฝีเท้าหันหลังกลับมาอย่างแปลกใจ ก่อนจะได้เห็นสีหน้า ‘ข้าก็รู้’ ของไป๋ซีอวิ๋น
เดิมทีเ้าผู้นี้บอกว่าไม่ยอมรับพี่รองไม่ใช่หรือเหตุใดยามนี้ยอมรับแล้ว! ยังจะวางหมากด้วยท่าทางเด็กน้อยออดอ้อนอีกด้วย...
โลกนี้แฟนตาซีเกินไปแล้ว
ฉีเมี่ยวให้ความร่วมมือด้วยการสั่งให้คนวางกระดานหมากบนเตียงหลัวฮั่นซึ่งทั้งสามฝั่งล้อมด้วยไม้สีดำลายนกกางเขนเกาะกิ่งไม้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างซ้ำยังปูเบาะนั่งขนนกหนานุ่มฝั่งด้านในด้วยตนเองจัดเรียงหมอนอิงใหญ่ให้ไป๋ซีอวิ๋นพิงได้สะดวก และหอบผ้าห่มบางมาเพื่อไม่ให้เขาหนาวยังถึงขั้นคว้าแจกันเคลือบสีที่ปักดอกไม้บนโต๊ะเล็กมาวางบนขอบหน้าต่างทางไป๋ซีอวิ๋นอีกด้วย
นางยุ่งกับการจัดแต่งเสร็จเมื่อหันหลังก็เห็นไป๋ซีอวิ๋นพิงชั้นวางสมบัติข้างม่านฉลุและกำลังอมยิ้มมองนาง
ก่วนจวินเยี่ยนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเขาชี้เตียงหลัวฮั่น “เพ้ย เ้าลำเอียงเกินไปแล้ว!”
ฉีเมี่ยวหันหลังอย่างเพิ่งรู้ตัวนี่ถึงพบว่าเทียบกับที่นั่งของไป๋ซีอวิ๋น อีกฝั่งแลดู ‘ฉุกละหุก’ อยู่บ้างจริงๆ นางสองแก้มแดงเรื่อพูดอย่างหนักแน่น “อาจาวร่างกายอ่อนแอ แต่เ้าไม่ได้อ่อนแอเสียหน่อยแย่งอะไรกับเขาล่ะ” นางมองนิสัยของก่วนจวินเยี่ยนออกพูดคุยอย่างตามใจมากขึ้น นางเอ่ยพลางประคองไป๋ซีอวิ๋นไปนั่งข้างใน “อาจาว วางหมากมากไปเหนื่อยสมอง ทำตามกำลังของตน”
ไป๋ซีอวิ๋นนั่งขัดสมาธิข้างหลังมีหมอนอิงที่หามุมวางโดยเฉพาะเป็พนักพิงขณะที่ยังรักษาท่านั่งตัวตรงก็ไม่เหนื่อยมากนัก ที่อยู่ในระยะเอื้อมมือถึงมีผ้าห่มผืนบางและน้ำชาครบครันบานหน้าต่างที่เปิดอยู่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เขียวชอุ่มนอกหน้าต่างรวมทั้งดอกไห่ถังที่บานสะพรั่งล่วงหน้าไม่รู้ด้วยเหตุใด
เขาตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่
ก่วนจวินเยี่ยนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาเรียกอย่างไม่พอใจ“พี่รอง คิดอะไรอยู่!”วางหมากกับข้าท่านยังเหม่อลอย!
ไป๋ซีอวิ๋นได้สติยิ้มพูดว่า “ไม่มีอะไร รู้สึกว่าหลังจากที่พี่สะใภ้รองเ้ามาไม่เพียงแต่ข้ากระปรี้กระเปร่า แม้แต่ดอกไม้ข้างนอกก็บานสะพรั่ง”
“เชอะ!” ก่วนจวินเยี่ยนส่งเสียงฮึดฮัดเยาะเย้ย
ฉีเมี่ยวไม่เข้าใจหมากล้อมดูไปก็ไร้ประโยชน์ เ้าของร่างเดิมทำงานฝีมือได้ดียิ่งนักแต่นางใจร้อนเกินกว่าจะเย็บปักถักร้อย จึงไปห้องครัวเล็กเสียเลยครุ่นคิดว่าวันนี้ให้ไป๋ซีอวิ๋นกินอะไรดี
ฝีมือการทำอาหารของนางพอถูไถทำได้เพียงอาหารง่ายๆ ทั่วไปแต่เ้าของร่างเดิมกลับเชี่ยวชาญการหุงหาอาหารฝีมือโดดเด่นเหนือผู้อื่นแม้ฉีเมี่ยวสืบทอดความทรงจำของเ้าของร่างเดิมแต่ความทรงจำพวกนั้นราวกับหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่ในสมองเมื่อ้าเป็พิเศษถึงไปรื้อค้น ถ้าปล่อยให้ความทรงจำดั้งเดิมเข้าสู่สมองฉีเมี่ยวจะแยกไม่ออกว่าตนเองเป็ผู้ใด อาจจะใจสลายโศกเศร้า
ยามนี้สวมผ้ากันเปื้อนยืนอยู่ในห้องครัวเล็กในที่สุดนางก็พยายามสุดความสามารถไปสืบค้นในความทรงจำคงไม่อาจให้ไป๋ซีอวิ๋นกินโจ๊กผักตลอดไปกระมัง ยามนี้เขาดีขึ้นบ้างแล้วดีร้ายก็ต้องเพิ่มสิ่งที่มีคุณค่าทางอาหารบ้าง
สุดท้ายนางเตรียมน้ำแกงไก่ตุ๋นหวงฉี[1]หนึ่งหม้อโจ๊กข้าวจิงหมี่พุทราแดงที่เคี่ยวจนหอมกรุ่นเนียนนุ่มหนึ่งหม้ออีกทั้งผักดองเครื่องเคียงประณีตสี่อย่างให้ไป๋ซีอวิ๋นอย่างคล่องแคล่วว่องไว เสร็จสรรพก็ไล่แม่ครัวไปจัดอาหารของพวกเขาใส่จานจากนั้นเติม ‘ยาพิเศษ’ ในน้ำแกงไก่
ทนเจ็บมองแผลปลายนิ้วหายสนิทฉีเมี่ยวคิดอย่างจนปัญญา นี่นางนับว่าใช้ ‘พันมีดหมื่นแล่’ ของตนแลกกับความแข็งแรงของสามีหรือไม่ ที่จริงนางก็ทุ่มเทเพื่อเขาหนึ่งวันสามมื้อ ใช้หนึ่งหรือสองมีดต่อมื้อก็เจ็บมากเช่นกัน
ดังนั้นนางนับว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้วเพื่อตั๋วอาหารกินของเขาใช้ของเขาพักอยู่กับเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย
สั่งสาวใช้ถือกล่องอาหารกลับห้องพร้อมนางเมื่อถึงห้องปีก เห็นไป๋ซีอวิ๋นพิงหมอนอิงอย่างสง่างามสุขสบายวางหมากตัวหนึ่งบนกระดานหมากตามใจชอบ อีกฝั่งหนึ่งก่วนจวินเยี่ยนโน้มตัวไปข้างหน้าอย่างตึงเครียดแล้ว เมื่อเห็นเขาวางหมากขาวเสร็จก็พูดอย่างโมโห“ไม่ได้ๆ! เล่นอีกตา! ข้าไม่เชื่อหรอก!”พูดโดยไม่นับว่าตนเองแพ้ไปกี่แต้ม ก็เก็บตัวหมากทันที
เขาแพ้อีกแล้ว
ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มก้าวไปข้างหน้าพูดว่า “อาหารกลางวันพร้อมแล้ว กินข้าวกันก่อน พักผ่อนสักหน่อยเถอะ”
“ไม่กินแล้ว พี่รอง พวกเราเล่นตาต่อไป!”คราวนี้มองไม่ออกว่าหนุ่มน้อยท่าทางเหมือนยอดฝีมืออุปนิสัยสูงส่งอะไรอีกแล้วแต่เป็ผู้หลงใหลในหมากล้อมโดยแท้!
ไม่แน่ว่าที่เขารับปากมาคุ้มกันไป๋ซีอวิ๋นอาจเพราะอยากวางหมากด้วยกัน!
ฉีเมี่ยวขึงตา“ไม่ได้! อาจาวจะหักโหมไม่ได้ภายหลังเล่นได้เพียงหนึ่งตาต่อวัน และเขาจะวางหมากกับเ้าได้หรือไม่ต้องให้ข้าตรวจชีพจรยืนยันว่าเขาร่างกายไม่เป็ไรถึงตัดสินใจได้ กินข้าวล่าช้าเพราะวางหมากยิ่งไม่ได้เขาร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว วางหมากกับเ้าไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดก็ช่างเถอะเ้ายังจะทำให้เขาหมดแรงอีกหรือ”
นางกล้าสั่งสอนเขาอย่างรุนแรงเพียงนี้?! ก่วนจวินเยี่ยนหน้าแดงหูแดงขึงตาใส่ฉีเมี่ยว ั้แ่เขาเรียนจบแล้วลงจากูเาท่องทั่วยุทธภพยังไม่เคยมีคนกล้าพูดกับเขาเช่นนี้!
อีกทั้งนางยังบอกว่าไป๋ซีอวิ๋นร่างกายอ่อนแอวางหมากไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมด
ให้ตายเถอะเขาทุ่มหมดตัวแล้วยังวางหมากสู้คนป่วยกระเสาะกระแสะที่ไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดไม่ได้! เขาเองก็น้อยใจยิ่งนักรู้หรือไม่!
ฉีเมี่ยวสั่งคนเก็บกระดานหมากอย่างเอาแต่ใจวางอาหารลงบนโต๊ะ ปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนจัดเรียงจานชามไปพูดไป “ซื่อจื่อ ฮูหยินยุ่งอยู่ในห้องครัวั้แ่เช้าน้ำแกงไก่กับโจ๊กข้าวจิงหมี่พุทราแดงหม้อนี้อีกทั้งผักดองหลายอย่างฮูหยินเป็คนจัดเตรียม”
อาหารวิจิตรตระการตาสิบสองอย่างจัดวางด้วยชุดจานชาม วางบนโต๊ะกลายเป็โบตั๋นกลีบซ้อนบานสะพรั่ง งดงามอย่างยิ่ง
ฉีเมี่ยวตักน้ำแกงไก่ใส่ชามยื่นให้ไป๋ซีอวิ๋นน้ำแกงไก่เป็น้ำแกงใสสีขาวอ่อน โรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสด กลิ่นยาจีนอ่อนๆผสมผสานกับกลิ่นหอมเนื้อไก่อย่างล้ำเลิศ ลิ้มรสให้ดีแล้วยังมีกลิ่นดอกไม้เย็นสดชื่นที่ทำให้คนเบิกบานใจ
ไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกได้ทันทีว่ามีของเหลวหลั่งในปาก
คนที่ไม่รู้สึกอยากอาหารมาเป็เวลานานกลับอยากกินจนน้ำลายไหล!
ก่วนจวินเยี่ยนก็ได้กลิ่นเข้มข้นหอมหวานของน้ำแกงไก่นั้นมองโจ๊กข้าวจิงหมี่ตรงหน้าตนเองอย่างไม่พอใจพูดว่า “เหตุใดมีเพียงพี่รองที่มีน้ำแกงไก่ข้าไม่มี?”
ฉีเมี่ยวขึงตาใส่เขา“อาจาวร่างกายอ่อนแอควรบำรุงสักหน่อยเ้าร่างกายแข็งแรง กินโจ๊กนิดหน่อยก็พอแล้ว!” ล้อเล่นหรือในน้ำแกงไก่มียาช่วยชีวิต นางยังกลัวว่าไป๋ซีอวิ๋นไม่พอกินจะให้ผู้อื่นกินตามใจชอบได้อย่างไร
พรืด!
ไป๋ซีอวิ๋นแทบสำลักน้ำแกงไก่ออกมาท่าทางตระหนี่ของภรรยาน่ารักเกินไปจริงๆ
“เมี่ยวเอ๋อร์ รีบนั่งลงกินข้าวด้วยกัน”ไป๋ซีอวิ๋นขยับเข้าไปข้างใน สละตำแหน่งข้างกายให้นางซ้ำยังถือถ้วยกระเบื้องเคลือบลงยาประณีตตักน้ำแกงไก่ ร่างกายเขายังอ่อนแอเล่นหมากล้อมมาทั้งเช้า ยามนี้เหนื่อยล้ามากแล้วมือที่ถือช้อนโต๊ะกระเบื้องเคลือบอดสั่นเทาไม่ได้ ฉีเมี่ยวเห็นแล้วเป็ห่วงเขา
ก่วนจวินเยี่ยนคิดในใจว่าถึงอย่างไรก็เป็พี่ชายร่วมสาบานของตนเหนือกว่าพี่สะใภ้บ้าบออะไรมากนัก
ผู้ใดจะรู้ว่าพี่ชายคนดีของเขากลับถือชามเลี้ยวโค้งวางไว้ตรงหน้าสตรีน่ารังเกียจนางนั้น
“เมี่ยวเอ๋อร์ กินข้าว”
ก่วนจวินเยี่ยนอยากกระอักเื
สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่เห็นเขาเป็คนเกินไปแล้วไม่ให้ดื่มน้ำแกงไก่ด้วยซ้ำ!
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด“เ้าจะกินก็ตักเองยังต้องให้พี่ชายและพี่สะใภ้ตักวางไว้ตรงหน้าเ้า?”
ก่วนจวินเยี่ยนส่งเสียงฮึดฮัดตักน้ำแกงเอง จากนั้นพูดว่า “พี่รองท่านอย่ายิ้มดีกว่ายิ้มแล้วน่าเกลียดกว่าร้องไห้อีก”
ฉีเมี่ยวถือน้ำแกงไก่ผสมเืของตนกำลังลังเลว่าจะกินดีหรือไม่ครั้นได้ยินก่วนจวินเยี่ยนเสียดสีไป๋ซีอวิ๋นก็อดพูดไม่ได้ “อาจาวของข้าไม่ได้ยิ้มให้เ้าดูเสียหน่อย!”
“เพ้ย! พี่สะใภ้รอง เ้าเห็นข้าขัดตาใช่หรือไม่!”
พูดจบกลับได้ยินเสียงไป๋หย่งชุนแว่วมาจากทางเดิน “ที่แท้จื่อโม่ก็อยู่ด้วยกำลังกินข้าวเที่ยงอยู่หรือ ข้ามาได้จังหวะพอดี ฉีซื่อเตรียมอาหารอร่อยๆอะไรไว้บ้างล่ะ?”
[1] หวงฉี ชื่อสมุนไพรจีน มีสรรพคุณลดเหงื่อขับปัสสาวะ ล้างสารพิษ