อดีตของโรงแรม 2
แสงของดวงตะวันแสนอบอุ่นยามเช้าค่อยๆสาดแสงลอดผ่านบานหน้าต่างสาดเข้ามาภายในห้องนอน ในขณะที่หญิงสาวกำลังนอนหลับไหลอยู่บนเตียงโดยไม่ทราบว่าเมื่อไรจะตื่นขึ้นมา โดยมีบุรุษหนุ่มคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆเตียงเพื่อรอคอยการตื่นขึ้นของหญิงสาวอย่งใจจดใจจ่อ เวลาเลยผ่าน่เช้าไปอย่างรวดเร็วจนมาถึง่กลางวัน หญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงตอนนี้เริ่มลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ดูว่างป่าวไร้ซึ่งอารมณ์
นายค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับไหล ใบหนห้าเหม่อลอย นึกถึงบางสิ่งบางอย่างเมื่อตอนกลางคืน พลันสีหน้าตื่นใ “เรามานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเรานอนอยู่ที่ทางเดินระหว่างหน้องหรอกเหรอ” นี้คือสิ่งแรกที่นายตื่นขึ้นมาแล้วครุ่นคิดเพราะตัวเองไม่น่ามานอนอยู่บนเตียงในเวลานี้ จากนั้นไม่นาน นายก็ตะแคงตัวเองตามความเคยชินเพื่อหยิบโทรศัพท์ที่เคยวางอยู่ข้างๆตัว ตรงที่เดิมที่นายเคยว่างมันก่อนนอตลอดทุกครั้ง และสายค่าของนายก็ไปตกลงที่ผู้ชายคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังนั่งหลับอยู่ที่เก้าอี้ใกล้ๆกับเตียงของตัวเอง
“ขอบใจนะ ที่พาเรามานอนที่นีอีกทั้งยังมาคอยนั่งเฝ้าอีก แกเป็เพื่อนที่ดีจริงๆ” นายขอบคุณนนท์ที่มานั่งเฝ้้าอยู่ในใจโดยไม่ได้พูดออกมาแต่เพียงสายตาที่มองมาทางนนท์นั้นก็บ่งบอกได้ถ้าหายใครบางคนได้เห็นสายตาคู่นั้น นายจ้องมองนนท์อยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ไม่อาจทราบได้ อยู่ๆ นนท์ที่หลับอยู่บนเก้าอี่ก็เริ่มตื่นขึ้นพร้อมกับมองมาทางนายที่ตอนนี้ได้เฝ้ามองนนท์นอนหลับอยู่
“อ่าวตื่นละเหรอนาย อรุนสวัสนะ” นนท์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำพูดทักทายนายที่กำลังมองมาที่ตัวเองอยู่ด้วยอาการเขินๆ ก็แน่หละมาเฝ้าเค้าแต่ดันเผลอนอนหลับเฉยเลย
นายที่มองมาที่นนท์อยู่ก็อดยิ้มไม่ได้จึกเผลอยิ้มออกไปให้นนท์ ต่อจากนั้นนนท์ที่ดูเขินๆก็กลับอาการเปลี่ยนไปเป็จริงจังและถามนายทันทีที่คิดได้
“นายเมื่อคืนทำไมไปนอนที่ระหว่างทางเดินเหลอ หรือไม่ปาตี๋มาแล้วเดินกลับห้องไม่ไหวเลยไปนอนอยู่ตรงนั้น” นนท์ถามนายด้วยสีหน้าจริงจังแต่พอมาตรงที่ไปปาตี๋มาแล้วเมานั้นสีหน้าของนนท์ก็เปลี่ยนใจคล้ายกับว่า เหมือนที่คุยกับเพื่อนแล้วบอกว่า อ่อนอะ อะไรประมาณนั้น
นายเมื่อได้ฟังนนท์ถามและรู้สึกว่านนท์เป็ห่วงว่าจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วตอนนั้นเลยแต่ทว่า เมื่อได้ฟังประโยคหลังถึงกับ ตะหงิดๆในฝจนิดๆ สุดท้ายจึงยังไม่เล่าให้นน์ฟัง เพียงตอบกลับแค่ว่า “ ขอเราอาบน้ำก่อนนะเดี้ยวเล่าให้ฟัง ตอนนี้เราไม่เป็ไรละ เดี้ยวไปเจอกันที่ภัตตาคารก็ได้ ไปรอเราที่นั้นนะ”
สุดท้ายนนท์ก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้นายอยู่ห้องอยู่คนเดียว นายเดินไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัว พลางคิดในใจ “ไอ้นนท์นี้มัน หื้อ ต้องโดนซะมั่งมาดูถูกเราได้เหอะ”
ณ ภัตตาคารอาหาร ตอนนี้ก็เวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว สำหรับแขกที่มาพักในคฤหาสน์ตอนนี้เพื่อรอเข้าร่วมงานแต่งงานของนายและเวียร์ก็ทยอยมารับประทานอาหารกันตลอดทำให้ที่ ภัตตาคารมีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา
ที่โต๊ะหนึ่งตรงมุมข้างนอกสามารถมองเห็นวิวร์ของทะเลได้อย่งสบายๆโดยที่แสงแดดตอนกลางวันไม่อาจที่จะลอดผ่านมากระทบทำให้ร้อนได้ นนท์นั่งอยู่เพียงลำพังขณะที่บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยุ่ ซึ่งแน่นอนต้องรอนายก่อนถึงจะทานได้ ถ้าทานก่อนมันก็จะดูแปลกๆ
นนท์: เฮ้อ มิกกี้ เจน พวกมึงจะมางานแต่งงานนายป่าววะ เพื่อนกันนะเว้ย
มิกกี้ : ไปดิวะ นายเป็เพื่อนเรานะเว้ย ถ้ากูไม่ไปแล้วใครที่ไหนจะเป็เพื่อนเ้าสาววะ 5555
นนท์ : แหมบอกว่าจะมา ตอนนี้มึงอยู่ไหนหละ อีก 3 วันก็จะถึงวันแต่งละ กูยังไม่เห็นแม่แต่เงามึงเลยนะ….
เจน : ไปสิ แต่กูไปช้าหน่อยอะเจอกูอีกทีคงวันแต่งเลย ธุระเยอะเห้อ……….
มิกกี้ : เออน่า อีกตั้ง 3 วัน วันแต่งมึงเห็นกูั้แ่เช้าแน่นอน กูกลัวมึงจะตกตลึงกับชุดกูสิไม่ว่าเลยไม่อยากไป ไม่อยากเห็หน้าโง่ๆ ของใครบางคน
นนท์ : ……………….
มิกกี้ : เจน งั้นถ้ามาแล้วทักกูด้วยนะ เจอกันี่เดิม หน้าคฤหาสน์ เคนะ
เจน : ได้ เคๆ แต่งตัวสวยๆหละ อิอิ
นนท์ : ถ้าพวกมึงมากูก็โล่งอกหน่อย งั้นกูฝากพวกมึงดูแลนายด้วยนะ กูไม่ได้อยู่งานแต่งนายมีงานต้องกลับ กทม.
มิกกี้ : งานอะไรมึงวะ.. ก็นึกว่าทำใจำม่ำด้ที่เห็นนายแต่งชุดเ้าสาวซะอีก
นนท์ :............
เจน : มิกกี้มึงก็ไปหยอกไอ้นท์อีกมึกก็รู้อยู่แก่ใจ 5555
นนท์ : เหอะๆ งั้นกูขอทำธุระก่อนนะบายบาย
นนท์ นั่งแชทกับเพื่อนทั้งสองรอคอยนายมาทานข้าว และแน่นอนกลุ่มนี้ก็มีเพียง 3 คนไม่รวมนายอยู่ในนั้น เพราะถ้านายอยู่ก็จะรู้ทันที่ว่านนท์คิดอะไรกับนาย
“รอนานใหมนนท์” นายเดินมาหานนท์ที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าดีอกดีใจ โดยสายตาไม่ได้มองมาที่นนท์แต่อย่างใด กลับกัน สายตาคู่นันพลันมองไปที่อาหารบนโต๊ะต่างหากแน่นอน ของทุกอย่างบนโต๊ะนั้นเป็ของที่นายชอบทานและก็เป็นนท์นี้แหละที่สั่งพ่อครับจัดเตรียให้
“แหมแม่คุณ ทักอยากดีแต่สายตาที่มองนี้คืออะไร ไม่มองกูเลยตอนทัก แต่กับของบนโต๊ะนี้ตามันวาวเลยนะ”
นนท์พูดแซวนายพร้อมทั้งหัวเราะนิดๆ
นายที่เดินมาถึงก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วบุ้ยปากมองมาที่นนท์ “แล้วทำไม ของกินก็ต้องมาก่อนสิหิว 5555”
จากนั้ทั้งสองก็ทานอาหารกันไปคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว นนท์จึงถามนายถึงเื่เมื่อคืนอีกรอบ สุดท้ายนายก็เล่าทุกอย่างให้นนท์ฟังว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง และขอให้นนท์ช่วยหาวิธีช่วยหน่อยเพราะคืนนี้ไม่อยากเจออะไรแบบนั้นอีกแล้ว นนท์จึงพานายไปทำบัย รถน้ำมนต์ที่วัดใกล้ๆหลังจากทนอาหารเส็จนั้นเอง
ณ วัดแห่งหนึ่ง ที่เกาะสมุยที่อยู่ใกล้กับรีสอร์ทที่สุดก็กิดระยะทางไปกว่า 20 กิโลเมตรกว่าๆ นนท์ขับรถ Mercedes - Benz คันโปรดสีดำสนิด พานายมาทำบุญ ที่วัดนี้ ไม่ว่าจะเป็ เดินเวียนเจดียร์ ใส่บาตร ถวายสังฆทาน รำน้ำมนต์ และอื่นๆ ตลอด่บ่ายของวันนี้ เพื่อหวังให้นายรู้สึกดีขึ้น
ในขณะที่นนท์พานายมารถน้ำมนต์ก่อนกลับรีสอร์ทนั้น หลวงพ่อได้พูดอะไรบางอย่างกับนนท์และนายทว่าคำที่พูดนั้นมันแปลกๆ สำหรับนายแล้ว ไม่ค่อยเก็ยคำพูดเ่าั้มาใส่ใจ แตกต่างกับนนท์ที่เป็คนระแวดระวัง ฟังทุกอย่างและคิดทุกอย่าง ในระหว่างที่นนท์ขับรถพานายกลับรีสอร์ท นนท์ก็พยายามทำความเข้าใจในคำพูดของหลวงพ่อที่เคยพูดไว้ว่า
“โยม อาตมาของเตือนทั้งคู่นะว่า บางสิ่งที่โยมกำลังทำอยู่นั้นมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ตอนนี้โยมกำลังยุ่งเกี่ยวกับบางสิ่ง บางสิ่งที่โยมไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย อาตมาขอให้โยมออกมาจากสิ่งนั้นเสีย อย่างถลังลึกไปกว่านี้ จนไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก” สุดท้ายหลวงพ่อได้ให้พระสององค์แก่นายและนนท์ “
“อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็สิ่งที่อาตมาสามารถช่วยได้มากที่สุดแล้ว” เมื่อหลวงพ่อพูดจบ นนท์และนายก็เดินทางกลับไปยังตัวรีสอร์ททันทีเพราะเวลาก็ล่วงเลยมาถึงตอนเย็นแล้วนั้นเอง
ณ รีสอร์ท
นนท์และนายเดินทางมาถึงรีสอร์ทแล้วนนท์ ลงมาจากรถเพื่อนส่งนายที่คฤหาสน์แต่นนท์ไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์พร้อมกับนายเพราะนนท์จำเป็ต้องกลับกรุงเทพเืพ่อไปเคลียงานของตัวเองให้เสร็จโดยหวังว่าอย่างน้องขอให้เสร็จทันเวลาแต่งงานของนายวันสุดท้าย
“นาย เราส่งแค่นี้นะเดี้ยวต้องกลับ กรุงเทพไปเคลียงานให้เสร็จนนท์อาจจะไม่ได้มางานแต่งนายแต่อย่างน้อยสิ่งนี้ที่นนท์กำก็เป็สิ่งที่นนท์สามารถทำให้นายได้มากที่สุดแล้วในตอนนี้ หายนนท์ทำงานเสร็จไวอาจมาทันก็ได้นะงานแต่งนี้หนะ” นนท์พูดบอกลานายเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออกเดินทางกลับกรุงเทพ
อันที่จริงสำหรับนนท์แล้วไม่ได้มีงานหรืออะไรรอที่กรุงเทพสักอย่างเดียวเพียงแต่ว่าไม่อาจที่จะอยู่ร่วมงานทนดูคนที่ตัวเองแอบชอบแต่งงานกับคนอื่นได้ก็มีเพียงเท่านั้น และนั้นก็เป็สิ่งที่นนท์ไม่อาจสามารถที่จะทนรับไว้ไหวเป็แน่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือไม่อยู่ในงานแต่งงานจึกเปนทางเลือกสุดท้ายนั้นเอง
ณ บ้านของนนท์ที่อยู่ในกรุงเทพ ตอนนี้เวลาก็เกือบเช้าแล้ว รถของนนท์พึ่งมาถึงบ้านเพราะเมื่อคืนนท์รีบกลับบ้านโดยไม่นอนพักที่ไหนขับรถมาตลอดทั้งคืนหวังมานอนหลับที่บ้านให้สบายโดยไม่ต้องกังวนอะไร ทว่าเมื่อนนท์มาถึงบ้านอาบน้ำกำลังจะเอนตัวลงบนเตียงเท่านั้นแหละก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ล้างรูปที่ถ่ายงาน pre -wedding ของนายเมื่อครั้งก่อนเลย สุดท้ายนนท์ก็ไม่ได้นอน นนท์เดินไปที่ห้องล้างฟิมล์ของตัวเองทำการล้างฟิมล์รูปที่ถ่ายในงาน pre -wedding ของนายออกมาจนหมด แต่ขั้นตอนในการล้างภาพนั้นต้องใช้เวลานาน รอนั้นรอนี้ แต่ทว่านนท์ก็ทำมันมากลายครั้งจบชินแล้ว ในขั้นตอนสุดท้ายนนท์เลยปล่อยทิ้งไวแล้วไปนอน และรอเพียงว่า ตอนเย็นๆจะตื่นขึ้นมาดูผลงานที่ตัวเองถ่ายไว้
เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ ในที่สุดนนท์ก็ตื่นขึ้นมาตอนเย็น ตอนแรกว่าจะมาดูรูปที่ได้ล้างเสร็จแล้วว่าเป็อย่างไรบ้างก็เปลี่ยนความคิดตัวเองทันทีหลังตื่นนอนมาเพราะตอนนี้หิวหนักมาก เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน มานอนเอาตอนเช้า ตื่นอีกทีตอนเย็น ดังนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทานข้าวแม่แต่เม็ดเดียว นนท์จึงรีบ อาบน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อนแล้วออกไปทานข้าวข้างนอกบ้านก่อนเข้ามาดูรูปภาพที่ล้างทิ้งไวนั้นเอง
ณ รีสอร์ท เวียร์นารินทร์
ก่อนวันแต่งงาน 1 วัน ณ ตอนนี้บริษัทธิที่รับจัดงานตกแต่งและอุปกรณ์ในการจัดงานแต่งงานได้เริ่มตกแต่งสถานที่แล้ว โดยทางเ้าภาพหรือก็คือเวียร์ได้ปรึกษษกับนายแล้วว่าจะจัดงานแต่งงานในรูปแบบคริสเตียน ดังนั้นจึงได้จัดสถานที่แต่งงานแบบคริสเตียนออกมา สถานที่จัดงานอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของรีสอร์ทซึ่งเป็พื่นที่ลานกว้างเหมาะสมที่สุดในการจัดงานแล้วเมื่อเทียบกับพื่นที่บริเวณอื่นเช่น ริมชายหาด หรือบริเวณในภัตตาคารอาหาร หรือแม้กระทั้งในห้องโถงขนาดใหญ่เพราะ ที่บริเวณหน้ารีสอร์ทนี้เป็ที่ๆ ผู้คนที่พักจะสามารถมองเห็นได้ง่าย และสามารถจัดงานได้ไม่มีติดขัดเพราะพื่นที่ดังกล่าวมีโดมขนาดใหญ่คอยกันฟ้าฝนด้วย
สำหรับชุดเ้าสาวและเ้าบ่าวในงานแต่งนั้นเวีบน์และนายได้จ้างร้านชื่อดังแห่งหนึ่งจัดชุดให้และแน่นอชุดดังกล่าวเมื่อนายได้ลองก็รู้สึกประทับใจเป็อย่างมาก ชุดแต่งงานที่ได้ลองเหมือนกับความฝันของผู้หญิงหลายๆคนที่อยากใส่ชุดแต่งงานสีขาวสุดสวยชายกระโปงยาวเยียดไปด้านหลังกว่า 5 เมตร ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็เ้าหญิงจากเทพนิยายอย่างไงอย่างงั้น
………………………………………………………………………………………………………………………………..
ณ กรุงเทพมหาณคร
นนท์ที่ออกไปทานอาหารเสร็จแล้วกำลังขับรถกลับบ้านในระหว่างทางนั้นพลันนึกถึงเื่ที่ายเคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งก่อนที่อยู่ในโรงแรง ในเื่ที่นายเจอผีคนแก่ ที่ใบหน้าตาดูคล้ายกับคนจมน้ำตายสถาพดูอืดพอง และไม่ใช่แค่คนแก่คนนั้นแต่ยังไม่ผู้คนอีกมายมายที่ตายลงท่นั้นและเป็ผี โดยสภาพของผีเ่าั้ดูไม่ต่างจากชายแก่คนนั้นเลยสภาพเหมือนจมน้ำตายกันทุกคน นนท์เลยเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไรกัน ปกติถ้าเจอผีที่โรงแรมก็ไม่แปลกอะไรไม่ว่าผีจะเป็สภาพไหนก็ไม่แปลกแต่ทว่า ที่นายเจอมันต่างออกไปเพราะสภาพคล้ายกันและที่เจอไม่ใช่แค่ตัวเดียวแต่เจอเป็สิบๆ เพราะเหตุนี้นนท์เลยอยากคิดที่จะสืบประวัติโรงแรมเวียร์นารินทร์ดู
เมื่อนนท์กลับถึงบ้านก็เปิดคอมพิวเตอร์สืบหาประวัติของโรงแรมทันทีแต่ก็ไม่พบข้อมมูลอะไรมากเพียงแค่ว่าโรงแรมนี้เปิดทำงานเมื้่อ 50 ปีก่อน ตั่งอยู่ที่หมู่เกาะสมุย เป็โรงแรมที่อยู่ในตัวรีสอร์ท เวียร์นารินทร์ แค่นั้น เท่าที่หาเจอ เมื่อนนท์หาไปสักพักสุดท้ายก็ไม่เจออะไรที่เป็ต้นเหตุหรือข้อสรุปเลย
ด้วยความท้อแท้ที่หาข้อมูลไม่เจอนนท์เลยปล่อยวางเื่นี้ไปและดินตรงไปยังห้องล้างรูปเพื่อเช็คดูรูปงานถ่าย pre-wedding ของนายอีกครั้งหลังล้างเสร็จ………………….
ตอนต่อไปนนท์จะเจอกับอะไรน้อ……...ติดตามด้วยนะ