“ดีมากรู้เื่เร็วกว่าที่คิด”
น้ำเสียงสุขุมกล่าวโต้ตอบกลับมาเช่นนั้น
นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบเพราะไม่ได้นับ! ทั้งที่เป็พ่อลูกกัน แต่แทบไม่พบหน้ากัน
นั่นก็เพราะมู่หรงซือเฉินเกลียดการถูกเปรียบเทียบบิดาของเขามักเปรียบเทียบบุตรทั้งสี่เสมอ
แน่นอนว่ามู่หรงจิ้นฟางเป็คนที่ท่านพ่อโปรดปรานที่สุดเพราะเขาว่าง่าย สามารถทนต่อความ้าของบิดาแม้แต่สายตาของคนทั่วไปยังดูออกว่ามู่หรงจิ้นฟางเกิดมาก็คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว
ขอเพียงท่านพ่อชี้นิ้วสั่งยากเย็นเพียงใด เขาจะทำมัน
ไฉนมาวันนี้ความคิดของตาเฒ่าถึงได้บิดเบี้ยวกลับกลอก!ยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ซือเฉินได้ง่าย ๆ
“อย่างไรท่านก็ควรถามข้าก่อนว่าสมัครใจหรือไม่!”
ซือเฉินยังคงหัวเสียลั่นวาจาไร้หัวคิดออกไป
ขณะนี้เ้าหุบเขาหรือผู้เป็บิดายังยืนหันหลังอยู่เขาไม่ได้หันกลับมาสบตากับบุตรชายจอมอันธพาลคนนี้
ตาเฒ่าเ้าเล่ห์! กำลังทำอะไรอยู่กันแน่!
เ้าหุบเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วกล่าวแต่เพียงว่า
“เพราะรู้อยู่แล้วว่าเ้าไม่เต็มใจข้าจึงต้องทำเช่นนี้”
คำตอบของบิดาไม่สามารถบรรเทาอารมณ์โกรธของซือเฉินได้เลยสักนิดมันยิ่งทำให้เขาไม่ชอบใจต่อการตัดสินใจของบิดามากขึ้นเป็เท่าตัว
ในเมื่อมู่หรงซือเฉินคนนี้ไม่ยอมรับใครหน้าไหนก็บีบบังคับไม่ได้ อย่างไรก็ต้องคุยกันให้รู้เื่
ซือเฉินเดินโฉบตัวหยุดยืนที่ด้านหลังใช้มือััต้นแขนของบิดาเพื่อให้หันกลับมาคุยกัน
อึก!!
ป้ายิญญาของมารดาหล่นลงพื้น ซือเฉินสลัดคลื่นอารมณ์โกรธทิ้งทันทีแววตาเศร้าหม่นเข้ามาแทนที่ เมื่อครู่ลืมไปแล้วว่าจะพูดอะไร
มองไปที่ดวงตาของบิดา คล้ายกำลังหยุดร้องไห้เมื่อไม่นานมานี้ปลายจมูกชื้นดวงตาแดงก่ำเหลือร่องรอยให้เห็น
เกิดอะไรขึ้น?
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันเ้าหุบเขาผู้เป็บิดาเพียงพูดอย่างใจเย็นว่า
“เชื่อเถอะ ว่าเ้าคู่ควรที่สุด”
คาดไม่ถึงว่าขณะพูดสิ่งนี้ชายวัยกลางคนจะยื่นมือขึ้นมาลูบหัวของซือเฉิน
จู่ ๆ ดวงตาของผู้ใหญ่ก็มีน้ำตาอีกแล้ว
ในฐานะผู้นำตระกูลและเป็เ้าหุบเขาคงรู้สึกอับอายไม่น้อย ที่ต้องเสียน้ำตาต่อหน้าผู้อื่นทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำตัวแข็งแกร่งเป็เยี่ยงอย่างให้บุตรชายเสมอมาตอนนี้กลับแสร้งทำต่อไปไม่ไหว
มันน่าแปลกตรงที่ หนนี้ตาเฒ่ามู่หรงไม่ได้ลั่นวาจากัดกร่อนหัวใจจำพวกเปรียบเทียบบุตรชายทั้งสี่ให้แก่งแย่งชิงดีกันอีก เพราะมีความเชื่อแบบผิด ๆชนิดที่ว่า คนเราจะเป็หนึ่งในใต้หล้าได้ล้วนต้องเกิดจากการแก่งแย่งและเหยียบย่ำกันทั้งนั้น มีเพียงคนที่ปืนป่ายได้สำเร็จจึงจะสามารถไปถึงจุดสูงสุดได้
ตอนนี้เองเ้าหุบเขามู่หรงเดินกอดป้ายิญญาของภรรยาผู้ล่วงลับแล้วจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
มู่หรงซือเฉินไม่วางใจะโไล่หลังอีกครั้ง “อย่างไรข้าก็จะไม่เป็อย่างที่ท่าน้า”
*****
กลับมาจากพบบิดายอมรับอย่างสนิทใจว่าซือเฉินอารมณ์ไม่ดีตลอดทั้งบ่าย
เขาเฝ้าดูกลุ่มทหารเวรยามเดินผ่านไปแววตาพวกนั้นว่างเปล่าเ็า
ก็มีแค่เ้าที่อยู่เป็เพื่อนข้า…ชายหนุ่มคิดในใจพลางใช้ฝ่ามือลูบหน้าไม้เบา ๆ
สักครู่หนึ่งกาสุราในมือยกขึ้นมากรอกปากมู่หรงซือเฉินมองไปที่ปลายยอดหยาเจียว
นึกถึงความทรงจำเก่า ครั้งยังเด็กสามพี่น้องยังสามัคคีกัน มารดาสุดที่รักมักพาทั้งสามมาเล่นซ่อนแอบที่นี่บ่อย ๆจากนั้นลูกหมูอย่างซือเฉินก็กลิ้งอยู่บนกองหญ้าใต้ต้นหยาเจียวได้อย่างไร้กังวล
ทว่าความสุขนั้นสั้น หลังจากมารดาจากไปพี่ใหญ่กับพี่รองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน พวกเขา้าตำแหน่งผู้นำตระกูลจนเสียสติไปแล้วแก่งแย่งอำนาจกับพี่น้องท้องเดียวกันอย่างไร้ความละอายคำเสี้ยมสอนของท่านพ่อคงกัดกินหัวใจพวกเขาหมดแล้ว…
ทันใดนั้นมู่หรงซือเฉินมองเข้าไปยังเรือนหลังย่อย เขาเห็นถังเซ่าเวยได้ถนัดตายิ่งนัก
นั่นก็เพราะต้นหยาเจียวเก่าแก่ทอดกิ่งก้านแผ่นร่มเงาเข้าไปอยู่ในเขตคาบเกี่ยวระหว่างกำแพงและเรือนหลังย่อยที่เซ่าเวยอาศัยอยู่
นางกำลังทำอะไร?
ดวงตาของชายหนุ่มเป็ประกายทันทีเมื่อเห็นแสงสีแดงบางเบาแผ่ซ่านรอบกายนางมวลละอองเ่าั้เหมือนคืนวันก่อนไม่มีผิดคนธรรมดาแบบนางจะซ่อนเร้นสิ่งพวกนี้ได้หรือ?
มู่หรงซือเฉินเฝ้ามองนางต่อไปเขาขมวดคิ้วยุ่งเข้าไปทุกทีเมื่อเห็นปากของนางขยับเหมือนกำลังท่องคาถาอะไรสักอย่าง
แล้วนางกำลังปัดป่ายพู่กันลงบนกระดาษ…ทำไปทำไม?
มู่หรงซือเฉินยอมรับกับตัวเองว่าสตรีนางนี้น่าสนใจมากทีเดียวทุกครั้งที่พบนางมักคาดเดาอะไรไม่ได้ ลึกลับ น่าค้นหา
แต่ไร้เดียงสามากเกินไปหน่อย
สักครู่หนึ่ง…เ้าเม่นน้อยวิ่งออกจากกรงมันใช้เท้าเล็ก ๆ ปืนป่ายขึ้นไปอยู่บนหัวไหล่ของนางจากนั้นยื่นปลายจมูกแสนน่ารักซุกที่พวงแก้มของเซ่าเวยอย่างคุ้นเคย
มู่หรงซือเฉินบดขยี้กาสุราในมือจนเกิดรอยร้าวดวงตาเบิกกว้างไม่ใคร่เป็มิตร เขาจ้องเขม็งไปที่เ้าสัตว์เลี้ยงตัวดี!กระแสจิตเข้มข้นรุนแรงส่งไปถึง เม่นน้อยขนพองสะดุ้งพลัน
อี้ด…อี้ด…
เสียงงุดงอดดังออดอ้อนน่าเอ็นดูเ้าเม่นน้อยเรียกร้องความสนใจ ถังเซ่าเวยวางพู่กันพาดไว้บนฐานที่ตั้งมือสองข้างห่อเข้าหากันเป็รูปดอกบัว แอ่งมือเล็ก ๆรองรับเม่นน้อยตัวอ้วนกลมเอาไว้ นางปลอบมันด้วยความรัก
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่สาวอยู่กับเ้าแล้ว”
ยิ้มของนางสดใสมาก
เม่นน้อย *...* เขินมาก แก้มแดงแฉ่แล้ว
“เม่นเ้าเล่ห์!”
มู่หรงซือเฉินชี้นิ้วไปที่เป้าหมายเขาพูดปากเปล่าไร้เสียง “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ในสายตาของคนทั่วไปอาจจะมองว่าเ้าเม่นน้อยในกรงทองก็แค่สัตว์ทั่วไปที่มู่หรงซือเฉินเก็บมาเลี้ยงแก้เบื่อแต่หารู้ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงที่อยู่ข้างกายของซือเฉินได้ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงธรรมดา
อันที่จริงเม่นน้อยตัวนี้คือสัตว์ภูตที่ซือเฉินเก็บได้เมื่อครั้งยังเด็ก ที่ไปที่มาของมันไม่อาจทราบได้แน่ชัดรู้เพียงแต่ว่าปีนั้นมันาเ็หนัก ได้ซือเฉินช่วยไว้จึงรอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้นับแต่นั้นเป็ต้นมาเพื่อแทนคุณ มันจึงยอมรับให้มู่หรงซือเฉินเป็นายของมัน
แน่นอนว่าสัตว์ภูตสามารถกลายร่างเป็มนุษย์ได้แต่จะเป็เช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อบำเพ็ญเพียรครบพันปีเ้าเม่นน้อยอายุห้าร้อยปีเห็นจะได้
แต่จะดูไป ความไร้เดียงสาของทั้งคู่ทำให้ซือเฉินอารมณ์ดีขึ้นมาได้ซะงั้น
ขณะเพลิดเพลินกับความอ่อนโยนสุภาพพวกนั้นดวงตาของมู่หรงซือเฉินสะท้อนแสงวูบไหว
บนท้องฟ้าสลัวปรากฏแสงสีทองของพลุเสียงดินปืนะเิดังโครมครามะเืแก้วหู ระฆังแจ้งเตือนรัวขึ้นทหารเวรยามจำนวนมากถูกเรียกประจำการ
มู่หรงซือเฉินซ่อนตัวอยู่บนต้นหยาเจียวนานแล้วเจียงฉีหนิงและคนอื่น ๆ คงตามหากันให้วุ่น
นิ่งใช้ปัญญาไปครู่หนึ่งก็คิดได้ว่า…หรือสัญญาณเตือนเ่าั้ จะกำลังบอกว่าาระหว่างเทียนตงกับสำนักหวงซินเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว
มู่หรงซือเฉินทุ่มกาสุราลงจากที่สูงใบหน้าเรียบเฉยมีอายสังหารชั่วร้ายเข้ามาแทนที่
“ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว!”
เขาะโลงจากปลายอดไม้เฉียดสันกำแพงลงสู่พื้นตอนนี้เองเจียงฉีหนิงสังเกตเห็นผู้เป็นายพอดี เขาจึงวิ่งมาหา
มู่หรงซือเฉินด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือของเขาถือฝักกระบี่ไว้แน่นวาจาหนักแน่นตำหนิผู้เป็นายก่อน
“ท่านหายไปไหนมา!”
มู่หรงซือเฉินกอดอกเชิดหน้า พลางคิดในใจ ดีมาก!เจียงฉีหนิงเ้ากล้าพูดเช่นนี้กับผู้เป็นายแล้ว
ใบหน้าของฉีหนิงยังจริงจังอยู่ซือเฉินเริ่มแปลกใจแล้ว
เขาตั้งสติแล้วถาม “มีอะไรกันแน่ แล้วพลุพวกนั้นมันคืออะไร?”
ในฐานะองครักษ์เงาที่รับใช้ตระกูลมู่หรงมานานและได้ใกล้ชิดกับซือเฉิน เจียงฉีหนิงไม่อยากพูดคำนี้เลย แต่มันถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องฝืนใจพูด
“เ้าหุบเขา…เอ่อ…สิ้นใจแล้วขอรับ”
ไม่! ไม่ใช่แบบนั้นแน่!
ไม่แน่ว่าตาเฒ่ามู่หรงอาจจะลงทุนลงแรงใช้ความเป็ความตายของตัวเองบีบบังคับให้ซือเฉินยอมรับตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป!
มู่หรงซือเฉินไม่อยากเชื่อข่าวคราวพวกนี้คนอยู่ต้องเห็นหน้า คนตายต้องเห็นศพ
เอาล่ะ ต้องรีบไปดูให้เห็นกับตา
ซือเฉินตรงไปยังจุดรวมคนทันทีท้ายที่สุดเมื่อได้เห็นร่างใหญ่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ก็ต้องยอมรับกับใจตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความฝันและไม่ใช่กลอุบายหลอกลวงอย่างที่สงสัย
แต่เดี๋ยวก่อน!ตรงนั้นเป็ร่างของท่านพ่อ แล้วร่างที่อยู่ตรงกันข้ามนี้ ร่างใคร!