ลมเลจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าที่เอาแต่คุยโทรศัพท์ั้แ่เขามาถึง รัก หรือดาริรัก เพื่อนของน้องสาวและกำลังจะเป็พี่เลี้ยงให้กับลูกชายฝาแฝดของเขาด้วย วันนี้เป็วันที่เธอลงมาเป็พี่เลี้ยงให้แฝด ลมเลถึงต้องมารับที่ปากทางเข้าสวนแต่เมื่อมาถึงเ้าตัวก็เอาแต่คุยโทรศัพท์และมองเขาไม่วางตา ลมเลก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมองขนาดนั้น
“พะ...พวงข้าง” ลมเลเลิกคิ้วขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงคนตรงหน้าก่อนจะก้มลงมองมอเตอร์ไซค์ที่ตนกำลังคร่อมอยู่แล้วมองหน้าหญิงสาวที่ยืนปั้นหน้ายากอยู่ ‘อย่าบอกว่านั่งไม่ได้’ ลมเลนึกในใจ
“น้ำฟ้าแค่นี้ก่อนนะ คุณลมรออยู่” รักบอกกับคนในสายเมื่อนึกเกรงใจลมเลที่รออยู่
“ช่างพี่ลมสิ กล้าดียังไงเอาพ่วงข้างมารับแก” น้ำฟ้านึกโมโหพี่ชายขึ้นมาอีกรอบ
“ไม่เป็ไร งั้นแค่นี้นะ” เธอบอกลาอีกนิดหน่อยก็วางสายจากเพื่อนสาวหันมาสนใจชายร่างใหญ่ตรงหน้าก็พบว่าอีกคนไม่ได้สนใจอะไรเธอนั่งใช่มือแคะจมูกอยู่บนรถอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ทางลมเลก็รู้ว่ารักคุยอยู่กับน้ำฟ้าเลยไม่ได้ขัดอะไรเลยนั่งรออีกคนเงียบๆ ถึงในใจจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ก็ตาม
“เอ่อ...สวัสดีค่ะ ฉันรักนะคะ” รักกล่าวทักทาย
ทำเอาคนฟังรู้สึกสะอึกกับคำแนะนำของหญิงสาวถ้าไม่รู้ว่าชื่อรักมาก่อนเขาคงคิดว่าหญิสาวกำลังบอกรักเขาแน่ๆ
“อืม สวัสดี ฉันลมเล” พยักหน้ารับพร้อมกับทักทายกลับไป
รักเองก็รู้มาบ้างว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือพี่ชายของน้ำฟ้าที่ชื่อลมแต่ก็ไม่คิดเลยว่ามันไม่ใช่ลมเฉยๆ แต่มันคือ ลมเล เป็ชื่อที่ค่อนข้างแปลกสำหรับเธอแต่มันก็เพราะดีเหมือนกันให้ความรู้สึกถึงถิ่นบ้านเกิดของเ้าของชื่อได้เป็อย่างดี
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณลม...คุณลมเล” เพราะเผลอเรียกชื่ออีกคนตามน้ำฟ้าพอนึกได้ว่าคนตรงหน้าคงจะไม่ชอบเลยต้องเรียกชื่อเต็มแต่ดูเหมือนชายหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรเท่ากับการแคะจมูก ลมเลดูเป็คนแปลกๆ ในสายตาเธอมีที่ไหนมานั่งแคะจมูกต่อหน้าคนที่พึ่งเจอกันครั้งแรก
“อ๊ะ อืม ไปกันยัง” ใช้มือที่แคะจมูกเช็ดกับเสื้อยืดสีซีดก่อนจะเอ่ยถาม รักได้แต่ปั้นหน้ายิ้มให้กับการกระทำของลมเล
“ค่ะ” ว่าแล้วก็ก้าวเดินมาหมายจะขึ้นบนพ่วงข้างแต่ก็ได้แค่ยืนมองเพราะไม่รู้จะขึ้นทางไหนดีมันมีแต่กรงเหล็กรอบไปหมด
“ข้ามขึ้นมาเลย” ลมเลบอกทั้งสตาร์ทรถไปด้วย รักทำเพียงพยักหน้ารับแล้วทำตามที่อีกคนบอกใช้เวลาพอสมควรกับการขึ้นมาบนพ่วงข้างเพราะเธอไม่เคยนั่งพ่วงข้างมาก่อนดีที่วันนี้ใส่กางเกงยีนส์ขายาวมาเลยสะดวกหน่อยหนึ่ง การได้นั่งพ่วงข้างนี้เป็เื่แปลกใหม่สำหรับเธอและเธอก็ไท่ได้นึกรังเกียจอะไรออกจะดูน่าสนุก
“ไปได้เลยค่ะ” ขึ้นมานั่งบนแผ่นเหล็กยาวที่ทำไว้สำหรับนั่งได้ก็บอกอีกคนให้ออกรถ
“จับดีๆ” ว่าจบก็ออกรถทันทีไม่ได้ดูเลยว่าอีกคนจับเรียบร้อยแล้วหรือยัง
“เฮ้ย!” ใมากเมื่อรถออกตัว รักที่หาที่จับยังไม่ได้แทบพุ่งตกลงจากรถ
“โทษทีๆ” บอกขอโทษหญิงสาวที่หน้าตาแตกตื่น ลมเลเองก็ลืมว่าอีกคนเป็เด็กเมืองกรุงรถแบบนี้คงไม่เคยนั่ง
“ไม่เป็ไรค่ะ” ว่าทั้งส่งยิ้มไปให้ รักก็แค่ใที่อยู่ๆ รถก็ออกตัวทำให้ตัวเองที่หาที่จับไม่ได้เลื่อนไปตามแรกกระชากของรถ ก็นึกตลกตัวเองดีเหมือนกัน
“ลงมานั่งข้างล่างก็ได้” เพราะกลัวหญิงสาวจะตกไปจริงๆ เลยบอกให้รักเปลี่ยนมานั่งพื้นของพ่วงข้างแทน
“ได้เหรอค่” เธอถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะบนพื้นนั้นเต็มไปด้วยเศษใบไม้และดินนิดหน่อย ลมเลทำเพียงพยักหน้ารับรักเลยเลื่อนตัวเองลงมานั่งอยู่บนพื้นพ่วงข้างแทนและไม่ลืมยกกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่มานั่งกอดไว้
ลมเลเห็นว่าอีกคนนั่งเรียบร้อยก็กระชากรถออกไปทันที ตลอดทางลมเลคอยหันมองรักตลอดไม่ใช่ว่าอยากมองแต่อาการที่หันมองซ้ายทีขวาทีพร้อมกับหน้าตายิ้มแย้มนี้มันทำให้ลมเลรู้สึกแปลกๆ จากที่เคยนั่งอยู่ตรงกลางตอนนี้รักขยับมานั่งติดกับราวเหล็กแล้วเรียบร้อยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกต้นไม้นี้มันน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยหรือยังไง
“นั้นต้นอะไรค่ะ” มือขาวยกขึ้นชี้ไปยังต้นไม้ที่มีใบสีเขียวออกน้ำตาล
“ทุเรียน” ลมเลมองตามมือขาวก่อนจะตอบ แม้ลมเลจะพูดห้วนๆ แต่ไม่ได้ดูไม่พอใจอะไรเพียงแต่เขาเป็คนแบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรมาแล้ว รักเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรถึงชายหนุ่มจะพูดจาดูไม่ค่อยน่าฟังแต่ในน้ำเสียงนั้นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกไม่ดี
ลมเลขับรถไม่เร็วมากนักทำให้รักได้ชื่นชมกับบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ระหว่างทางที่ผ่านมานั้นมีทั้งปาล์ม เงาะ มังคุด และที่เห็นอยู่สองข้างทางตอนนี้ก็คือต้นทุเรียนซึ่งเป็สิ่งที่รักชอบกิน ปกติเคยเห็นแต่ลูกมันที่มีหนามแหลมๆไม่เคยเห็นต้นมันจริงๆ สักครั้ง พอได้มาเห็นเลยอดตื่นเต้นไม่ได้ ก็เพราะมันคือของที่ชอบ ยิ่งทุเรียนทอดรักชอบมากเป็พิเศษจำได้ว่าเคยกินครั้งแรกตอนที่น้ำฟ้าเอามาฝาก ถึงจะชอบมากแต่ก็ไม่ได้กินบ่อยนานๆครั้งทีหนึ่งเพราะราคามันค่อนข้างแพงมาก
“ฉันชอบทุเรียน” หันมาบอกพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง เธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะบอกทำไมแต่ปากมันไปเอง ลมเลก็ไม่ได้ตอบแค่พยักหน้ารับเพราะไม่รู้จะพูดอะไรและอีกอย่างรอยยิ้มของคนข้างๆมันทำให้พูดออกมาได้ยากเขารู้สึกคันหน้ายิบๆขึ้นมาแปลกๆ
พ่วงข้างขับเคลื่อนมาได้สักพักใหญ่ก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านสองชั้นที่ถูกสร้างจากไม้ทั้งหลังที่ดูก็รู้ว่าราคาคงแพงมากเลยทีเดียว บริเวณลานรอบบ้านถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าสีเขียวแต่มันไม่ใช่หญ้าญี่ปุ่นอย่างที่เห็นตามบ้านคนรวยในเมือง มันคือหญ้าอะไรรักเองก็ไม่รู้จักแต่มันดูสวยดี ตามแนวกำแพงบ้านก็ปลูกต้นไม้เต็มไปหมด และพอมองไปข้างตัวบ้านก็จะเห็นซุ่มกล้วยไม้ที่อัดแน่นไปด้วยกล้วยไม้หลายชิดมันบอกได้เลยว่าเ้าของบ้านคงชอบกล้วยไม้มาก รักนึกยิ้มในใจก็เขานะชอบกล้วยไม้มากเหมือนกัน
รักจ้องมองรอบตัวบ้านอย่างถูกอกถูกใจมันคงเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอที่มองไปรอบตัวก็มักพบกับตึกราบ้านช่องเต็มไปหมดแต่ที่นี้มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้มันดูสบายตาดีเหลือเกินและที่สำคัญอากาศสดชื่นมากไม่ได้เต็มไปด้วยฝุ่นควันอย่างในเมือง
“ถึงแล้ว” เพราะเห็นว่าอีกคนยังไม่ลงมาสักทีทั้งที่มาถึงได้สักครู่แล้ว และนั้นก็ทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ
“ค่ะ...?” รักตอบรับอย่างเงอะงะก่อนจะรีบก้าวลงจากพ่วงข้างแล้วรีบเดินตามอีกคน “ที่นี้น่าอยู่จังเลยนะคะ” ตามทันได้ก็บอกสิ่งที่คิดให้คนข้างๆ ฟังทันทีลมเลก็ทำเพียงพยักหน้าไม่แสดงท่าทีอะไรเช่นเคยเล่นเอาเธอต้องค่อยๆ หุบยิ้มลงเพราะคิดว่าคงกวนอีกคน ทางชายหนุ่มพอเห็นก็รู้สึกผิดขึ้นมาก็ไม่ได้้าให้อีกคนรู้สึกไม่ดีแต่เพราะเป็คนแบบนี้อยู่แล้วเลยไม่ระวังว่าจะทำให้รักรู้สึกไม่ดี
“อารัก!” ทันทีที่เดินเข้ามาในตัวบ้านก็ได้ยินเสียงเรียกตนเองดังลั่นพร้อมกับแรงกอดรัดที่เอวจากเด็กตัวน้อยสองคน รักทั้งงงทั้งใ เขาจำได้ว่าไม่เคยพบเด็กสองคนที่หน้าตาไม่แตกต่างกันมาก่อนแต่ทั้งสองทำราวกับรู้จักเธอเป็อย่างดี ไม่รู้จะทำตัวยังไงเธอไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนและดูเหมือนเด็กหน้าเหมือนนี้คงจะเป็เด็กที่เธอต้องมาดูแลเป็แน่
“เอ่อ...”
“มาแล้วเหรอจ๊ะลูก” พยายามรับมือกับเด็กสองคนที่กอดเอวแน่น ก็ได้ยินเสียงจากหญิงสาวที่พึ่งเดินเข้ามา รักรู้ได้ทันทีว่าคือใครถึงแม้จะเคยเจอกันไม่กี่ครั้งก็ตามใช่ เธอคือแม่ของน้ำฟ้า รักยิ้มให้พร้อมกับรีบยกมือไว้ทั้งที่ยังมีเด็กแฝดกอดเอวอยู่
“ครับแม่” ลมเลตอบรับคนเป็แม่
“ไอ้แสบมานี้เลยไปวุ่นไรเขารู้จักหรือไง” ลมเลหันมาว่าลูกทั้งสอง อดสงสัยไม่ได้ว่าไปรู้จักกันตอนไหน
“อารักแฟนพี่อินทร์นะ” เสียงเด็กชายคนหนึ่งตอบขึ้นมาทันที
“อารักแฟนของน้องจันทร์ต่างหาก” และเด็กชายอีกคนก็เถียงตามมาและมหากรรมการถกเถียงของสองแฝดก็เกิดขึ้น รักนี้ถึงกับงงเธอมีแฟนเป็เด็กห้าขวบหรือไปต่อไม่ถูกเลย อย่าว่าแต่รักเลยลมเลเองก็ใไม่น้อยไม่คิดว่าลูกตัวเองจะแก่แดดริอาจจะมีแฟนั้แ่ห้าขวบมันเหมือนใครกันสองแฝดนี้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้สองแสบ ใครสั่งใครสอนให้พวกเอ็งสองคนมีแฟนั้แ่ตัวเท่ากะเปี๊ยกวะ” ลมเลว่าลูกชายทั้งสอง ซึ่งคำพูดของลมเลทำให้รักในิดหน่อยนี้มันคือคำพูดของคนเป็พ่อเวลาคุยกับลูกหรือ
“ไม่เปี๊ยกสักหน่อย พี่อินทร์โตแล้ว” ขุนอินทร์ว่าค้านคนเป็พ่อ
“น้องจันทร์ก็โตแล้ว” เห็นแฝดพี่ว่าแฝดน้องก็ไม่ยอมเช่นกัน
“โตมาก สูงยังไม่ถึงเอวพ่อเลย” คนเป็พ่อว่าลูก จากที่เคยเป็ศึกระหว่างสองแฝดตอนนี้กลายเป็ศึกสามพ่อลูก รักษฝที่ยืนอยู่กลางระหว่างสามคนพ่อลูกได้แต่มองไปมาอย่างไม่รู้จะทำยังไง มองหาตัวช่วยก็ได้รับแต่การส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ คงเพราะเป็แบบนี้กันบ่อยสินะ
“เอ่อ...ฉันว่าหยุดกันเถอะค่ะ ขุนอินทร์ ขุนจันทร์ไม่เถียงคุณพ่อสิค่ะมันไม่ดีนะ” รักพยายามพูดกับเด็กตัวเล็กทั้งสอง และเหมือนเสียงของรักจะช่วยได้เพราะเด็กน้อยทั้งสองหยุดแล้วเดินเข้ามาจับมือเธอคนละข้างทันที
ลมเลมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาหญิงสาวพูดนิดเดียวสองแสบก็เชื่อฟังอย่างว่าง่ายทั้งที่ผ่านมาใครห้ามยอมฟังกันที่ไหนจนเขานี้ปวดหัวไม่รู้ไปเอานิสัยชอบดื้อมาจากที่ไหน
“ลูกคู่พาอารักไปนั่งพักไปลูก มาเหนื่อยๆ สามคนพ่อลูกนี้ก็เหลือเกินจริงๆ” แม่ของลมเลเอ่ยบอกกับเด็กแฝดทั้งสองแต่ก็ไม่วายบ่นทั้งสามคน แต่ที่ติดใจรักคงเป็สรรพนามที่ท่านใช้เรียกเด็กแฝด ลูกคู่ แปลกแต่ก็เพราะดี
“ก็ดูหลานแม่เถียงผมทุกคำ” ลมเลว่า
“แล้วลูกจะไปต่อลูกมันทำไม ทำเป็เด็กไปได้ อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ” หญิงสาวว่าลูกชายที่ชอบทำตัวไม่รู้จักโตเวลาอยู่กับครอบครัว แต่ถ้าลองได้ออกไปทำงานทุกคนจะไม่มีทางได้เห็นด้านนี้ของนายหัวลมเลอย่างแน่นอน
รักยิ้มให้กับคำพูดของแม่น้ำฟ้า มันจริงอย่างที่ว่า เธอรู้มาจากน้ำฟ้าว่าลมเลอายุใกล้เลขสามแล้วอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น ทางลมเลเห็นรักยกยิ้มกับคำพูดของแม่ก็หันมองทันทีเล่นเอาเธอหุบยิ้มแทบไม่ทันก็สายตาที่ส่งมามันน่ากลัว
“พ่อห้ามมองอารักนะ” เสียงขุนจันทร์ร้องห้ามพ่อตัวเองเพราะกลัวพ่อจะแย่งอารักไป ลมเลทำเพียงชักสีหน้าใส่ลูกชายก่อนจะเดินขึ้นชั้นสองไป
“อารักไปกินขนมกันดีกว่า” ขุนอินทร์เอ่ยชวน ขุนจันทร์ก็พยักหน้าเสริมทันที และทั้งสามก็พากันมานั่งที่โซฟาหลังใหญ่กลางบ้านซึ่งมีแม่ของน้ำฟ้าหรือก็คือแม่ลมเลนั้นแหละนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“กินน้ำก่อนจ้ะหนูรักมาเหนื่อยๆ” ว่าทั้งส่งแก้วน้ำส้มสีสวยมาให้ รักรีบรับทันที
“ขอบคุณค่ะ” และไม่ลืมกล่าวขอบคุณคนให้
“อารักลองนี้ ย่าทำหร่อย” เสียงของขุนอินทร์ที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของรักว่าทั้งส่งชิ้นทุเรียนทอดมาให้ เธอยิ้มก่อนจะรับทุเรียนทอดนั้นมาแต่เด็กชายกลับไม่ยอมให้แล้วยื่นมาที่ปากของเธอแทน รักก็รู้หน้าที่ปากสีสวยค่อยๆ งับทุเรียนทอดในมือเล็ก ขุนอินทร์ยิ้มกว้างทันที
“ของน้องจันทร์” เสียงของขุนจันทร์ที่นั่งอยู่อีกข้างเรียก พร้อมกับทุเรียนทอดในมือ รักยิ้มทันทีไม่ยอมน้อยหน้ากันเลยทีเดียวสองคนนี้
“เข้ากันได้ดีแบบนี้ป้าก็ดีใจ ยังไงป้าฝากหนูรักดูลูกคู่ด้วยนะ” เธอเชื่อว่ารักต้องดูแลหลานชายทั้งสองได้เป็อย่างดีแน่นอน ขนาดพึ่งเจอกันครั้งแรกยังเชื่อฟังกันขนาดนี้ เธอเป็ย่าแท้ๆ แฝดยังไม่ค่อยจะฟังสักเท่าไรเลย แต่คงไม่แปลกเพราะแฝดชอบรักมากคงต้องขอบคุณน้ำฟ้าที่คอยเล่าเื่ของรักให้แฝดฟังบ่อยๆ พอรู้ว่าอารักจะมาคอยดูแลก็นั่งนับวันรอกันเลยทีเดียว
“ค่ะคุณป้า” รักตอบรับก่อนจะจ้องมองเด็กแฝดที่นั่งอยู่ข้าง เธอแยกเด็กทั้งสองออกเพราะขุนจันทร์จะมีไฝเม็ดเล็กๆอยู่ที่หางตาล่างทางซ้าย ส่วนขุนอินทร์นั้นไม่มีทำให้รักษ์มองออกได้ทันทีว่าคนไหนขุนอินทร์คนไหนขุนจันทร์
รักบอกไม่ได้ว่าจะสามารถดูแลเด็กทั้งสองได้ดีแค่ไหนแต่รักษ์จะพยายามเต็มที่ให้สมกับที่ทุกคนฝากให้เขาดูแล ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกกังวลไม่น้อยแต่พอมาเจอขุนอินทร์กับขุนจันทร์เธอรู้สึกว่าความกังวลนั้นมันค่อยๆ หายไป ตอนนี้รู้สึกอยากดูแลเด็กทั้งสองแล้วละก็ขุนอินทร์และขุนจันทร์นะน่ารักรู้สึกโชคดีที่รับงานนี้หลังจากนี้คงต้องพยายามกันต่อไปรักบอกกับตัวเอง
✌✌✌✌✌✌✌✌✌
ฝากลูกคู่ไว้ในอ้อมกอดด้วยนะคะทุกคนนนนนนนนนน