"ฮือฮา!"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานประลอง
เพียงสองคำว่า"ต้วนจื่อ" ก็ราวกับอุกกาบาตพุ่งชนมหาสมุทรก่อคลื่นั์สั่นะเืเลือนลั่น
ในพริบตาสายตาสงสัยระคนประหลาดใจนับร้อยคู่ก็พุ่งเป้ามายังต้วนจื่อที่ยืนอยู่ ณมุมหนึ่งของลาน
"ให้ตายเถอะ! ไอ้ขยะนี่จริงๆ ด้วยมันกล้าดียังไงถึงมาเข้าร่วมการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูล?"
"กติกาการประเมินบอกว่าผู้เข้าแข่งขันต้องมีพลังฝีมืออย่างน้อยขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองแล้วไอ้ปัญญาอ่อนนี่มันผ่านการลงทะเบียนมาได้ยังไงกัน?"
"ข้ารู้สึกเหมือนถูกพลังงานบางอย่างทาบทับลงมาขัดถูอยู่กับพื้น...ทุกอย่าง... เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเลย..."
เสียงนินทาดังกระหึ่มทั่วลานประลองของตระกูลต้วน
เพราะต้วนเฉวียนเซินได้สั่งปิดข่าวไว้ข่าวการที่ต้วนจื่อเอาชนะต้วนเตียวผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าเมื่อวาน จึงมิได้เล็ดลอดออกจากตระกูลด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้คนจึงยังไม่ทราบว่าต้วนจื่อหายดีแล้วและกลับมามีพลังยุทธ์ด้วย
ต้วนจื่อเดินผ่านไปผู้คนต่างหลีกทางให้โดยดี มิได้แสดงความเคารพหากแต่แววตาที่ทอดมองมานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันปรารถนาจะเห็นเขาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ต้วนเอ้อร์จ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าเ็าในดวงตาฉายแววสังหาร
เมื่อวานนี้ท่านพ่อได้สั่งการให้เขาจัดการต้วนจื่อในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ในตระกูลตอนแรกเขายังกลัวว่าต้วนจื่อจะถอดใจหนีไป ไม่กล้าเข้าร่วมการประเมินเสียอีกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไป
ในเมื่อไอ้บ้านี่ไม่กลัวตายแล้วยังยื่นคอให้เชือดถึงที่ ก็อย่าหาว่าเขาโเี้เกินไปก็แล้วกัน!
ในทางกลับกัน โอวหยางซวงถึงกับตะลึงงันก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็แววตาเ็า พร้อมแค่นเสียงต่ำในลำคอ
ภาพที่ต้วนจื่อทำเมินใส่เธออย่างเ็าที่บ้านโอวหยางเมื่อวานนี้ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ เธอเคยอธิษฐานต่อ์ขอให้ต้วนจื่อมาเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ เพื่อที่เธอจะได้ล้างแค้นให้สาสม
ไม่คาดคิดว่า์จะรับฟังคำขอของเธอต้วนจื่อมาเข้าร่วมจริงๆ นับเป็เื่น่ายินดียิ่ง!
วันนี้เธอจะทำให้เขาได้รับความอัปยศต่อหน้าทุกคนแก้แค้นที่เขาเคยทำกับเธอเมื่อวานให้สาสม!
เยี่ยนชุยเสวี่ยเบิกตากว้างเล็กน้อยอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
นางตั้งสติอยู่หลายครั้งพร้อมกับขยี้ตาเพื่อยืนยันว่าต้วนจื่อที่อยู่ในลานประลองคือต้วนฉื่อจื่อจริงๆ
"ไม่นึกเลยว่าจะเป็เ้าจริงๆในที่สุดข้าก็ได้พบเข้า ดีที่ข้าไม่ยอมแพ้"
ผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าของเยี่ยนชุยเสวี่ยเต็มไปด้วยความยินดีราวกับได้พบเจอสมบัติล้ำค่าก็อดที่จะฉงนสนเท่ห์ไม่ได้
หรือว่านี่จะเป็ต้วนจื่อคือคนที่เยี่ยนชุยเสวี่ยตามหา?
แต่... แต่คนหนึ่งคือธิดา์อีกคนคือดินโคลนใต้ฝ่าเท้า ชะตาชีวิตของทั้งสองจะมากันได้อย่างไร??
"เ้ามันก็แค่ปลวกตัวหนึ่งมีคุณสมบัติอะไรถึงกล้ามาทดสอบพลังฝีมือ?" โอวหยางลาเฟิงที่นั่งอยู่ในที่นั่งชั้นในส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ต้วนเฉวียนเซินอยู่ตลอดเวลา
เ้านี่มันมากเกินไปแล้ว!
ผู้คนในที่นั้นต่างทราบดีว่าเขาเป็น้าของต้วนจื่อการให้ต้วนจื่อขึ้นประเมินฝีมือต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้มิใช่มีเจตนาจะทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าหรอกหรือ?
มีเพียงผู้ที่เข้าใจสถานการณ์เท่านั้นที่หรี่ตาพินิจต้วนจื่อด้วยความสงสัยใคร่รู้
ท่าทีที่สงบนิ่งของต้วนจื่อบ่งบอกว่าเขาคงจะหายดีแล้วและกลับมามีพลังยุทธ์ มิเช่นนั้นแล้วเขาจะกล้าปรากฏตัวในงานใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร?
ท่ามกลางสายตาของผู้คนต้วนจื่อก้าวไปยืนอยู่หน้าศิลาทดสอบ ฝ่ามือััลงบนแผ่นศิลาพยายามควบคุมลมปราณในตันเถียนให้มีพลังเพียงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด
ที่เขาไม่แสดงพลังเต็มที่ก็แค่อยากเก็บงำฝีมือไว้บ้าง เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ช่วยไม่ได้เพราะคนในงานหลายคนมีชื่อสีแดงอยู่บนหัว แสดงให้เห็นว่าคนเ่าั้ไม่หวังดีกับเขาหากแสดงความสามารถทั้งหมดออกมาละก็ เกรงว่าหากเขาจะหนีก็คงหนีไม่รอด
ตลอดกระบวนการทดสอบเ้าหน้าที่ทดสอบไม่แม้แต่จะชายตาแล ราวกับรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร
แต่แล้ว...
เพียงห้าลมหายใจสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เห็นเพียงศิลาทดสอบสั่นะเืก่อนจะเปล่งแสงสีเขียวออกมาอย่างน่าตกตะลึง
อักขระที่ปรากฏบนศิลาทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนแทบสิ้นสติ
"ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดรอการตื่นของตราเทพยุทธ์ ไม่พบโอสถกระตุ้น ยอดเยี่ยม!"
ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ
ผู้คนในงานจ้องมองตัวอักษรบนศิลาราวกับถูกสวมเขา สีหน้าแต่ละคนยากจะบรรยาย
ชั่วอึดใจเสียงสูดลมหายใจเย็นดังสนั่นไปทั่วลาน ราวกับกังหันลมขนาดใหญ่หมุนอย่างบ้าคลั่ง
"กร๊อบ..."
ในที่นั่งด้านในต้วนเฉวียนเซินกำที่พักแขนเก้าอี้จนแหลกละเอียด ผงฝุ่นร่วงโรยตามมือเผยให้เห็นใบหน้าตกตะลึงและเยือกเย็น
ไม่... เป็ไปไม่ได้!
ต่อให้ต้วนจื่อฝึกยุทธ์ได้ก็ไม่สามารถมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโในเวลาอันสั้นเช่นนี้อย่างแน่นอน!
ดวงตาของต้วนเอ้อร์หรี่ลง
เป็ไปได้อย่างไร?
ต้วนจื่ออายุยี่สิบแล้ว ตามหลักการทั่วไปเขาน่าจะพลาด่เวลาที่ดีที่สุดในการฝึกยุทธ์ไปแล้ว ต่อให้เริ่มฝึกฝนพร์และพัฒนาการของเขาก็ต้องล้าหลังกว่าคนในวัยเดียวกันมาก
สมมติว่านับจากปีนี้เป็ต้นไปการที่ต้วนจื่อจะฝึกฝนจนมีพลังถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดได้นั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าปี หรืออาจจะนานกว่านั้น
แต่... ทว่าผลการทดสอบนี้กลับหักล้างกฎเกณฑ์ที่ทุกคนเชื่อถือเกี่ยวกับการฝึกตนไปเสียสิ้น
แล้วไหนจะรอการตื่นของตราเทพยุทธ์นั่นอีก?
นี่หมายความว่าต้วนจื่อมีตราเทพยุทธ์แล้วเพียงแต่รอการตื่นเท่านั้นหรือ?
ทั้งเมืองจื่อหรานมีคนที่มีตราเทพยุทธ์แต่ยังไม่ตื่นเพียงไม่กี่คนแล้วต้วนจื่อที่เริ่มต้นจากศูนย์กลับคู่ควรด้วยอย่างนั้นหรือ?
ไร้สาระ!
์ช่างเล่นตลก!
โอวหยางซวงยกมือขึ้นปิดปากพยายามควบคุมท่าทีใของตนเอง
ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด...
พลังฝีมือระดับนี้ไม่ต่างจากเธอเมื่อวานนี้เลย!
ไม่น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้ตอนที่ต้วนจื่อมาที่บ้านโอวหยางเขาถึงได้ทำเฉยชาและถึงขนาดไม่สะทกสะท้านเมื่อได้ยินเื่ที่เธอหมั้นหมายกับต้วนอี
ที่แท้... คนผู้นี้ก็แปลงร่างเป็ผีเสื้อโผบินสู่ฟากฟ้าไปแล้ว!
ไม่ใช่แค่เธอ ทางด้านโอวหยางลาเฟิงและคนอื่นๆ ต่างก็ตะลึงงันไปเช่นกัน
โดยเฉพาะคนที่เคยข้องเกี่ยวกับต้วนจื่อเมื่อสัปดาห์ก่อนพวกเขาสามารถยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่า ในตอนนั้นต้วนจื่อเป็แค่คนปัญญาอ่อนสมองพิการ เป็ที่รังเกียจของทุกคน
ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ต้วนจื่อกลับหายจากอาการปัญญาอ่อนและพุ่งทะยานจากโคลนตมขึ้นสู่สรวง์?
เื่เหลวไหล!
นี่เป็เื่เหลือเชื่อที่ครอบงำทุกคนในที่นี้อย่างแน่นอน!
"เขาทำได้อย่างไรกัน?" ผู้ติดตามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ั้แ่เด็กจนโตไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้แถมยังเป็คนปัญญาอ่อนทว่ากลับมีพลังถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดและกำลังรอการตื่นของตราเทพยุทธ์ในวันนี้
การเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันถึงเพียงนี้มิใช่ความจริงแน่ นี่เป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น!
"สมแล้ว เขามีความลับซ่อนเร้นไว้"มุมปากของเยี่ยนชุยเสวี่ยกระตุกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ราวกับมองทะลุทุกสิ่ง
สมกับเป็คนที่ซ่อนเคล็ดวิชาต้องห้ามอย่างวิชาผายปอดเอาไว้ที่แท้ตลอดหลายปีมานี้เขาเก็บซ่อนความสามารถมาตลอดจนถึงวันนี้จึงค่อยแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน
คนผู้นี้ ช่างน่าหวาดหวั่นนัก!
ข้างศิลาทดสอบเ้าหน้าที่ทดสอบถึงกับนิ่งอึ้งไปในชั่วขณะ
เขาเม้มปากจ้องมองข้อความบนศิลาอย่างไม่วางตา ความดูถูกเหยียดหยามหายไปเหลือเพียงความตื่นตะลึง
"มัน... มันเป็ไปได้ด้วยหรือ?"
เ้าหน้าที่ทดสอบราวกับมีหนามทิ่มแทงลำคอพูดจาติดขัด กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ก็ช่างยากเย็น
เขาพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเก็บซ่อนอาการตื่นตระหนกแต่สีหน้ากลับทรยศความรู้สึก
“ศิลาตรวจสอบนี้คงจะผิดพลาดไปแล้วต้วนจื่อ เ้าลองทดสอบใหม่อีกทีซิ!”
ต้วนจื่อไม่ได้คัดค้านเขาวางมือลงบนศิลาทดสอบ ควบคุมลมปราณในตันเถียน ทำซ้ำขั้นตอนการทดสอบเดิม
ห้าวินาทีต่อมาศิลาทดสอบก็เปล่งประกายสีเขียวออกมาอีกครั้ง
ไม่ต่างจากผลการทดสอบครั้งแรกทุกอย่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
"ซี้ด..."
เสียงสูดลมหายใจด้วยความใของคนผู้หนึ่งกลับนำมาซึ่งความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งสนาม ราวกับพายุพัดกระหน่ำ
"ใครก็ได้ตบหน้าที ตบให้ข้าตื่นบอกข้าทีว่านี่ไม่ใช่เื่จริง"
“เมื่ออาทิตย์ก่อนข้ายังเห็นต้วนจื่อเก็บเศษอาหารกินอย่างน่าสมเพชในร้านอาหาร แล้วนี่มันอะไรกันทำไมถึงก้าวะโมาถึงขั้นนี้ได้?”
“เหนือล้ำกว่าคน นี่มันปีศาจ!”
ไม่มีใครไม่ใ ไม่มีใครไม่ถอนหายใจ
เมื่อเื่ขบขันกลายเป็ความจริงหัวใจของทุกคนก็ราวกับถูกบีบรัดจนแทบขาดใจ
ด้านหลังสุดของฝูงชนต้วนเตียวที่ใส่เฝือกอยู่ถึงกับปากซีด ตัวสั่น ความไม่พอใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ที่แท้เ้านี่มีพลังถึงเพียงนี้แล้ว
เขา... เขาโดนไอ้คนไร้ค่าเหยียบย่ำอีกครั้ง!
ในทางตรงกันข้าม ต้วนซานที่อยู่ข้างๆกลับมีสีหน้าหวาดผวา
เนื่องจากเคยถูกต้วนจื่อล่วงเกินสุขภาพจึงอ่อนแอ พลังยุทธ์ก็ยังอยู่แค่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสามเกรงจะทำให้บิดาต้องอับอาย จึงมิได้เข้าร่วมการประเมินของตระกูลในครั้งนี้
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตามต้วนเตียวมาดูเหตุการณ์
ใครจะรู้ว่าทันทีที่ปรากฏตัวก็ได้เห็นต้วนจื่อะเิพลังออกมา
ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดผู้รอการตื่นของตราเทพยุทธ์พร์ระดับนี้สามารถแทรกตัวเข้าไปในรายชื่อสิบอันดับแรกของคนรุ่นใหม่ในเมืองจื่อหรานได้อย่างสบายๆ
พอคิดถึงเื่ที่เขาเคยพยายามข่มขืนต้วนเยว่เอ๋อร์ไม่สำเร็จก่อนหน้านี้ต้วนซานก็ถึงกับเหงื่อเย็นผุดไปทั่วตัว
ยังดีที่ตอนนั้นต้วนจื่อแค่สั่งสอนเขาไม่ได้คิดเอาชีวิตถ้าเป็ตอนนี้ด้วยพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดของอีกฝ่ายการสังหารเขาคงง่ายเหมือนบี้มด
"ข้าต้องทดสอบอีกหรือไม่?"ต้วนจื่อยื่นมือไปโบกตรงหน้าเ้าหน้าที่ทดสอบที่ยืนแข็งทื่อราวกับหุ่นไม้
ร่างของเ้าหน้าที่ผู้นั้นแข็งทื่อไปชั่วขณะเขามองสำรวจสีหน้าของคนรอบข้าง ก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่นแล้วส่ายหน้า
และแล้วผลการทดสอบของผู้เข้าแข่งขันทั้งร้อยคนก็สิ้นสุดลง
แต่ไม่มีใครเลยที่จิตใจไม่สั่นคลอน
พวกเขาเฝ้าดูต้วนจื่อเดินลงจากเวทีอย่างสง่าผ่าเผยท่าทางที่สงบนิ่งนั้นแตกต่างจากท่าทางโง่เขลาในอดีตอย่างสิ้นเชิง
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีท่านผู้ใช้ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ทั้งลานประลองต้องสั่นะเืได้รับค่าเทียนซิ่ว +999!]
รอบข้างยังคงเงียบงันมีเพียงเสียงลมพัดแ่เบา
จนกระทั่งเ้าหน้าที่ทดสอบเดินลงจากเวทีความตกตะลึงของทุกคนจึงค่อยๆ จางหายไป
ต้วนเฉวียนเซินเหลือบมองต้วนจื่อแวบหนึ่งก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวเสียงดัง "การทดสอบรอบแรกสิ้นสุดลงหลังจากคัดกรองอย่างเข้มงวด พบผู้ทุจริตสิบคนถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมการทดสอบผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออีกเก้าสิบคนจะเข้าร่วมการทดสอบรอบที่สอง นั่นคือการยกกระถาง!"
ระหว่างที่พูดก็มีคนของตระกูลต้วนขนกระถางสำริดสิบใบขึ้นมาบนรถม้า
กระถางสำริดทั้งสิบใบมีขนาดไม่เท่ากันน้ำหนักมากน้อยตามลำดับ
กระถางสำริดใบแรกหนักหนึ่งร้อยจินกระถางสำริดใบที่สองหนักสองร้อยจิน เพิ่มขึ้นทีละร้อยจินไปเรื่อยๆจนถึงกระถางสำริดใบที่สิบที่หนักถึงหนึ่งพันจิน
"ผู้เข้าแข่งขันทั้งเก้าสิบคนจะถูกแบ่งออกเป็เก้ากลุ่มกลุ่มละสิบคน โดยแต่ละกลุ่มจะขึ้นมาเลือกกระถางสำริดที่้ายกหากสามารถยกขึ้นและเดินได้ตามจำนวนก้าวที่กำหนดไว้สำหรับกระถางสำริดแต่ละใบก็จะถือว่าผ่านหากทำไม่ได้ก็จะถือว่าไม่ผ่าน" ต้วนเฉวียนเซินกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด
"ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านจะใช้ระดับน้ำหนักของกระถางที่ยก จำนวนก้าวที่เดินและเวลาที่ใช้เป็เกณฑ์ในการตัดสิน หากไม่ผ่าน ก็จะถูกคัดออก ส่วนสมาชิกแต่ละกลุ่มจะมีเพียงห้าคนแรกเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่การทดสอบรอบที่สาม"
"เอาล่ะตอนนี้ให้ทุกคนเข้าประจำที่ตามหมายเลขที่ได้จากการทดสอบก่อนหน้านี้ หมายเลข 1-10เป็กลุ่มที่หนึ่ง หมายเลข 11-20 เป็กลุ่มที่สอง...ไปเรื่อยๆ จนถึงกลุ่มที่เก้า!"
เมื่อสิ้นเสียง ผู้เข้าแข่งขันก็เคลื่อนไหวแบ่งกลุ่มยืนเข้าแถวตามหมายเลข
เมื่อเตรียมพร้อมแล้วผู้เข้าแข่งขันสิบคนแรกก็เดินออกมา เริ่มเลือกกระถาง
หนึ่งนาทีต่อมา การเลือกกระถางก็เสร็จสิ้น
คนแรกเลือกกระถางสำริดใบแรกห้าคนถัดมาเลือกกระถางสำริดใบที่สอง สามคนเลือกกระถางสำริดใบที่สามและคนสุดท้ายเลือกกระถางสำริดใบที่สี่
จากนั้น คนเ่าั้ก็เริ่มยกกระถาง
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ผู้ที่เลือกกระถางสำริดใบที่สี่มากที่สุดเพราะนางเป็เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผมหางม้าที่รวบไว้ดูทะมัดทะแมงประกอบกับรูปร่างสูงโปร่ง ทำให้นางดูมีเสน่ห์ไม่น้อย
เด็กสาวคนนี้ชื่อต้วนเล่ยในการทดสอบพลังฝีมือรอบแรก เธอมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่นับว่าเป็คนที่มีแวว
"เฮ้อ!"
ต้วนเล่ยเดินไปที่กระถางสำริดใบที่สี่ซึ่งมีน้ำหนักสี่ร้อยจินนางขยับร่างกายเล็กน้อย หมุนเวียนลมปราณในตันเถียนไปตามเส้นลมปราณจากนั้นก็ะโเสียงดัง คว้าจุดยกของกระถางสำริดด้วยสองมือ แล้วออกแรงยก
น้ำหนักสี่ร้อยจินไม่ใช่เื่เล็กน้อยสำหรับเด็กสาวถึงแม้ต้วนเล่ยจะมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่การยกกระถางก็ยังดูเหมือนจะเกินกำลังของนางไปเล็กน้อย
ไม่ถึงห้าวินาที สีหน้าของนางก็เริ่มแดงก่ำเส้นเืบนหน้าผากปูดโปน เหงื่อค่อยๆ ไหลซึม
"ฮึบ!"
เมื่อสะสมพลังถึงขีดสุดต้วนเล่ยก็กัดฟันะเิพลังทั้งหมดออกมา
ในวินาทีต่อมากระถางสำริดหนักสี่ร้อยจินก็ค่อยๆ ถูกยกขึ้นอย่างมั่นคงจนกระทั่งสูงเกินแขนของต้วนเล่ย นางยกขึ้นสำเร็จ
"ตึกๆๆ ..."
เพราะน้ำหนักของกระถางสำริดที่กดทับลงมาทำให้ลมหายใจของต้วนเล่ยยิ่งหนักหน่วง นางเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแต่ละก้าวล้วนใช้พลังทั้งหมดที่มี
กระถางสำริดใบที่สี่ต้องเดินให้ครบหนึ่งร้อยก้าวถึงจะถือว่าผ่านซึ่งก็ไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้น้อยเช่นกัน
ห้านาทีต่อมาต้วนเล่ยก็เดินได้ครบหนึ่งร้อยก้าวสำเร็จ เฉลี่ยแล้วใช้เวลาสามวินาทีต่อก้าว
ทุกคนคิดว่านางคงจะหยุดแล้วทว่านางกลับฝืนเดินต่อไปราวกับ้าสร้างสถิติที่ดีกว่าเดิม
น่าเสียดายที่การเดินหนึ่งร้อยก้าวแรกได้ใช้พลังไปมากเกินไปทำให้ต้วนเล่ยหมดแรง ในก้าวที่ 105 นางก็หมดแรงทำให้กระถางสำริดหลุดมือร่วงลงพื้น
"แย่จริงที่จริงข้ายังเดินต่อไปได้อีกแท้ๆ" ต้วนเล่ยเหงื่อท่วมตัวมุ่ยปากทำสีหน้าไม่พอใจ
ถึงจะน่าเสียดายแต่อย่างน้อยนางก็ผ่านการทดสอบไปได้ ไม่จำเป็ต้องคิดอะไรมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เดินลงจากลานไปยังบริเวณจุดพัก เพื่อพักผ่อนและรอดูผลการทดสอบของคนอื่นๆ
"เด็กสาวที่มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่สามารถยกกระถางสำริดหนักสี่ร้อยจินได้แถมยังทำได้ตามเกณฑ์อีกด้วย นับว่ายอดเยี่ยมจริงๆ" ผู้มีอำนาจของตระกูลชั้นกลางคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในที่นั่งชั้นในพยักหน้าเล็กน้อยไม่หวงคำชม
โดยทั่วไปแล้วคนที่มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ หากไม่ใช้ทักษะการต่อสู้ก็ยากที่จะะเิพลังออกมาได้ถึงสี่ร้อยจินยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแบกรับพลังสี่ร้อยจินไว้นานถึงห้านาที
หลังจากต้วนเล่ยผู้คนในกลุ่มแรกก็ทยอยเข้ารับการทดสอบรอบที่สอง
ในจำนวนนั้นมีสามคนที่ทำไม่สำเร็จส่วนอีกเจ็ดคนที่ผ่านการทดสอบก็ถูกตัดสินโดยใช้ผลรวมทั้งหมดเป็เกณฑ์
ในท้ายที่สุดต้วนเล่ยได้อันดับที่หนึ่งของกลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบที่สามพร้อมกับผู้เข้าแข่งขันอีกสี่คน
ส่วนผู้ที่ล้มเหลวอีกห้าคนก็ก้มหน้าด้วยความท้อแท้เดินกลับไปยังบริเวณที่ถูกคัดออก มองดูคนอื่นๆ ทำการทดสอบด้วยสายตาละห้อยแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด...