เมื่อได้ยินคำพูดจ้าวอี๋เหนียงก็พลอยนึกถึงสิ่งที่นางเพิ่งเอ่ยไปได้ทำเอาสีหน้าเหี้ยมโหดแต่เดิมของเฉินจิ้งโหรวอ่อนโยนตามทันใด
“ท่านแม่พูดถูกพี่หญิงน่ะ นางต้องประสบสุขชั่วนิรันดร์นี่นา”
พูดไปริมฝีปากพลางแสยะยิ้มเย้ยหยัน
เมื่อป๋อชางโหวกลับมาก็เห็นจ้าวอี๋เหนียงนั่งข้างโต๊ะอย่างสงบเสงี่ยมบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เขาชอบทั้งสิ้นทำเอาเจ้าตัวอดที่จะใจอ่อนลงเสียมิได้
“จ้าวชื่อเจ้ายังป่วยอยู่ หิวก็กินไปก่อน ไม่จำเป็นต้องรอข้า”วาจาที่พูดออกมาก็อ่อนโยนลงหลายส่วน มิได้แข็งทื่อเย็นเยือกดังก่อนหน้าแล้ว
จ้าวอี๋เหนียงรีบหยัดกายยืนปรี่เข้าไปพยุงป๋อชางโหว ก่อนช่วยปลดเสื้อคลุมตัวใหญ่ “ข้ามิเป็นไรเจ้าค่ะท่านโหวต้องรับประทานอาหารสดใหม่อยู่เสมอไหนเลยจะรับประทานของเหลือจากข้าได้เจ้าคะ”
นางเอ่ยเช่นนี้พลอยทำให้คิดถึงยามซูเหยายังมีชีวิตทุกคราซูเหยาจะรอป๋อชางโหวกลับมาถึงจะรับประทานข้าวป๋อชางโหวเองก็มักเอ่ยกับนางด้วยความใส่ใจเช่นกัน
ครั้นเห็นป๋อชางโหวนั่งลงเริ่มรับประทานอาหารจ้าวอี๋เหนียงถึงได้เอ่ยต่อด้วยความระมัดระวัง “ท่านโหวข้ามีเรื่องอยากขอความกรุณาเจ้าค่ะ”
น้อยครั้งที่นางจะเอ่ยปากร้องขอป๋อชางโหวหรือกล่าวได้ว่าน้อยครั้งที่จะเอ่ยปากขอร้องต่อหน้าเช่นนี้
ป๋อชางโหวมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย“หืม?ปกติเจ้าไม่เคยขออะไรข้า ไฉนวันนี้ถึงมีธุระอยากร้องขอเล่า? เจ้าลองพูดมาสิ”
เมื่อไม่ได้ยินแววกริ้วโกรธของเขาจ้าวอี๋เหนียงจึงตัดสินใจเอ่ย “คือว่า หลายวันก่อนหน้านี้สุขภาพข้าไม่สู้ดีนักป่วยอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ยามโหรวเอ๋อร์นึกถึงเรื่องข้า จิตใจนางไม่สู้ดีจึงเป็นเหตุให้ขัดแย้งกับคุณหนูใหญ่เข้าเจ้าค่ะ”
ที่แท้ก็เรื่องนี้ป๋อชางโหวสีหน้าแววตาคร่ำเคร่งลงทันใด ใช่ว่าจ้าวอี๋เหนียงจะไม่สังเกตเห็นจึงเร่งความเร็วในการพูดขึ้นอีก
“ท้ายที่สุดก็เป็นพี่น้องยามนี้โหรวเอ๋อร์ยอมรับผิดแล้ว อยากร้องขอคุณหนูใหญ่ให้อภัยทว่านางไม่กล้าทั้งยังกลัวคุณหนูใหญ่ไม่ยอมยกโทษให้ จึงได้มาขอร้องต่อหน้าข้าอยากให้ท่านป๋อช่วยเอ่ยโน้มน้าวให้ได้หรือไม่เจ้าคะ”
วาจาของนางดูจริงใจยิ่งหากเป็นเรื่องอื่น ป๋อชางโหวคงตอบรับทันใดหากแต่เรื่องนี้ข้องเกี่ยวกับเฉินจิ้งเจีย ความคิดป๋อชางโหวก็คาดเดายากขึ้นทันที
“ในเมื่อนางไม่ได้ตั้งใจก่อเรื่องเจียเอ๋อร์เองย่อมมีเหตุผลที่ไม่ยอมยกโทษให้นางแล้วข้าจะไปกดดันให้นางยกโทษโหรวเอ๋อร์อย่างไรได้?”
เขาเอ่ยจริงจังทำเอาจ้าวอี๋เหนียงที่คิดหาคำพูดต่อจากนี้ไว้แล้วเป็นใบ้ไปต่อไม่ถูกทันใดวาจานั้นราวกับเรื่องขบขันสิ้นดี แค่นหัวเราะครู่หนึ่งก่อนเอ่ยออกมาในท้ายที่สุด“ท่านโหวพูดถูกเจ้าค่ะ นางทำเองก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วยตัวเอง”
เพราะเหตุนี้จ้าวอี๋เหนียงถึงได้อัดอั้นอารมณ์เสียอยู่ทั้งคืน กระทั่งทั้งสองเอนกายนอนบนเตียง
“ยังโกรธเรื่องที่ข้าเพิ่งพูดไปอยู่หรือ?” ป๋อชางโหวขมวดคิ้วมองจ้าวอี๋เหนียง
เมื่อได้ยินแววรำคาญในน้ำเสียงเขามีหรือจ้าวอี๋เหนียงจะกล้าเอ่ย นางส่ายหน้าแววตาพลันแปรเปลี่ยนจากนั้นจึงเอ่ยต่อช้าๆ “ท่านโหวพูดถูกเจ้าค่ะ โหรวเอ๋อร์ทำผิดเองเช่นนั้นก็สมควรยอมรับผลที่ตามมาด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”
พูดไปก็กระเถิบกายเข้าหาป๋อชางโหว“เพียงแต่ อย่างไรพวกนางก็เป็นพี่น้อง แม้จะบอกว่าคุณหนูใหญ่ยังมีพี่ชายทว่าบางเรื่องนั้นหาได้คุยสะดวกกับบุรุษอย่างพวกท่านจากนี้ต้องมีสักคราที่สองพี่น้องต้องช่วยเหลือกันอยู่ดี”
จ้าวอี๋เหนียงหยิบยืมความสลัวจากแสงเทียนสังเกตสีหน้าป๋อชางโหว“แม้บอกว่าโหรวเอ๋อร์เป็นลูกอนุแต่เรื่องการแต่งงานต่อจากนี้ก็คงไม่เลวร้ายมากมายนักหากสองคุณหนูแห่งจวนโหวของเรารักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ไม่แน่อาจช่วยเหลือคุณชายใหญ่ก็ได้เจ้าค่ะ”
ป๋อชางโหวถอนหายใจ“ที่เจ้าพูดมาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล วันหลังข้าจะลองคุยกับเจียเอ๋อร์ดู”
จ้าวอี๋เหนียงก้มหน้างุดมุมปากคลับคล้ายหยักยกขึ้น รู้อยู่แล้วละ ไม่ว่าเรื่องอันใดขอเพียงเอ่ยถึงเฉินจิ้งเจีย ก็ทำให้ป๋อชางโหวยอมโอนอ่อนลงได้อยู่แล้ว
ครั้นวางใจลงได้นางจึงขยับกายเข้าหาป๋อชางโหวอีกครั้งแต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพลิกตัวหันไปฝั่งนอก ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังแสนเย็นชาให้นาง
นางกัดริมฝีปากสะกดกลั้นน้ำตารื้นกระบอกตาให้กลับเข้าไปมองป๋อชางโหวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความยึดติด
แสงตะวันอบอุ่นของต้นเหมันต์ฤดูสาดไล้ลงบนร่างผู้คนหาได้ร้อนแผดเผาแต่อย่างใด แต่กลับทำให้ผู้คนนอนหลับได้สบายตัว
เฉินจิ้งเจียเอนกายบนเตียงตัวเตี้ยสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนของแสงแดดบนร่าง ในมือถือตำราเล่มหนึ่งกำลังมองดูประโยคหนึ่งในหน้านั้น สตรีงามดั่งหยก บุรุษเยี่ยมยอดไร้ที่เปรียบ...
นางช้อนสายตามองหลังคากระเบื้องเคลือบของวัดอันเหรินอันเลือนรางผ่านกิ่งก้านไร้ใบของต้นไม้กลางสวนลานเรือน ในหัวอดที่จะนึกถึงเผยฉางชิงเสียมิได้
มุมปากแต้มเสี้ยวรอยยิ้มเผยฉางชิง...
“คุณหนูรองไฉนท่านถึงมาหรือเจ้าคะ?”
ทันใดนั้นหนานจือที่คอยเฝ้าหน้าห้องนอนพลันส่งเสียงทำลายอารมณ์แสนสุขของนาง
เฉินจิ้งเจียเก็บสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจอมปลอม หยัดกายนั่งตัวตรง เฉินจิ้งโหรวมาแล้วพวกนางจะมาสารภาพผิดอย่างนั้นหรือ?
หนานจือเปิดประตูอย่างไม่เต็มใจนำพาเฉินจิ้งโหรวเข้าห้อง เฉินจิ้งเจียที่นั่งบนเตียงเตี้ยมองอีกฝ่ายผู้มาเยือน“น้องโหรวเอ๋อร์มาแล้วหรือ?”
คำพูดนางฟังดูสนิทชิดเชื้อเฉินจิ้งโหรวยกยิ้มขึ้นทันใดก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเสียใจเต็มประดาอย่างรวดเร็ว
“พี่หญิงเมื่อวานโหรวเอ๋อร์กลับไปทบทวนการกระทำของตนในหลายวันมานี้ จึงรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่มาวันนี้ก็เพื่ออยากขอโทษพี่หญิงเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยพลางหลุบสายตาลงน้ำเสียงคล้ายสะอื้นเบาๆ ก่อนสาวเท้าไปหนึ่งก้าวมาดหมายจับมือเฉินจิ้งเจีย
หากแต่เฉินจิ้งเจียกลับยื่นมือไปปิดหนังสือเลี่ยงการกระทำของเฉินจิ้งโหรวเสียอย่างนั้น
“น้องหญิงมาขอโทษหรือหาเรื่องข้ากันแน่? ท่าทางเช่นนี้หากคนนอกเห็นเข้าคงคิดว่าพี่สาวอย่างข้ารังแกอะไรเจ้าเข้าน่ะสิ”
เฉินจิ้งโหรวชะงักค้างทันตาเผลอมองหน้าเฉินจิ้งเจียที่คงรอยยิ้มบางไว้อย่างลืมตัวมิอาจแยกได้ทันทีว่าคำพูดเมื่อครู่มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่
นางถอยไปหนึ่งก้าวจากนั้นคุกเข่าลง “พี่หญิง โหรวเอ๋อร์ผิดไปแล้วเจ้าค่ะอยากขอให้พี่หญิงยกโทษให้โหรวเอ๋อร์ อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นพี่น้องกันขีดพู่กันเดียวก็ไม่มีทางเป็นอักษรเฉินสองตัวได้อยู่ดีนะเจ้าคะ!”
เฉินจิ้งโหรวที่นั่งคุกเข่าบนพื้นค่อยๆก้มหน้า เผยให้เห็นลำคอขาวระหง เฉินจิ้งเจียงผุดยิ้มเย็นเยียบทันใด
ดูเหมือนเฉินจิ้งโหรวจะไปเรียนรู้มาจากจ้าวอี๋เหนียงแม้แต่เรื่องท่วงท่าการคุกเข่าเช่นนี้ยังทำได้อย่างไม่ระคายสายตา
ขณะนางมาดหมายเอ่ยบางอย่างจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงป๋อชางโหวดังแทรกขึ้นมา “เจียเอ๋อร์ วันนี้พ่อบ้านมาวัดอันเหรินเอาขนมดอกท้อที่ลูกชอบมาด้วย พ่อตั้งใจเอามาให้เจ้าโดยเฉพาะ”
สิ้นเสียงป๋อชางโหวก็เดินเข้าห้องแล้ว
“ท่านพ่อ”
“ท่านพ่อ”
ภาพเบื้องหน้าทำเอาป๋อชางโหวตะลึงค้างทันใดแม้แต่รอยยิ้มบนหน้ายังไม่ทันเก็บไปด้วยซ้ำ
“โหรวเอ๋อร์ไฉนมาอยู่ที่นี่? นี่มัน..?” เขาเอ่ยปากถาม
เฉินจิ้งโหรวยังคงคุกเข่า“โหรวเอ๋อร์รู้ตัวว่าหลายวันก่อนหน้านี้ทำให้พี่หญิงต้องกริ้วโกรธลำบากใจนั้นไม่ถูกต้องวันนี้จึงมาเพื่อขอโทษ หากพี่หญิงไม่ยอมยกโทษให้โหรวเอ๋อร์ เช่นนั้นโหรวเอ๋อร์โหรวเอ๋อร์จะคุกเข่าอยู่เช่นนี้เจ้าค่ะ!”
“ข้าตกลงให้เจ้าคุกเข่าในห้องข้าหรือไร?”