บทที่ 17 บดบังไม่มิด
ฟางเยว่คลำหาขวดสุรา อ้อ ปาทิ้งแล้ว เกาซีเห็นฟางเยว่ยุกยิกคล้ายไม่ได้อยากฟังต่อจึงเงียบไป ฟางเยว่เงยหน้ามองด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ไม่เล่าแล้ว?”
“ท่านเซียนน้อย ไม่อยากฟัง?”
ฟางเยว่บิดหูเขาทีหนึ่ง แล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า
“เ้าโสมซื่อบื้อ ข้าอยากให้เ้าอ้วนฟงฝูแบ่งความขี้ประจบเ้าเล่ห์ให้เ้าสักครึ่งจริงๆ”
เกาซีหัวเราะแหะๆ ฟางเยว่จึงพูดต่อว่า
“ข้าเห็นใบหน้าเ้าเป็กังวล ก็รู้แล้วว่าเื่ต่อไปนี้ยืดยาวแน่ จึงอยากหาอะไรกินไปพลางระหว่างฟังก็เท่านั้น”
เกาซีหุบยิ้มเริ่มเล่าว่า
“คืนหนึ่ง ในห้องนอนของข้ามีเงามืดปรากฏ ตอนแรกใกลัวมาก แต่พอได้เห็นโฉมหน้าก็ไม่กลัวแล้ว ที่จริงได้ยินข่าวคราวว่าท่านเซียนน้อยาเ็สาหัส เกาซีเป็ห่วงยิ่ง เฝ้ารอข่าวคราวของท่านตลอด นึกว่าองค์ชายมาเพื่อแจ้งข่าว ทว่าไม่ใช่ มาเพื่อกำชับว่าห้ามเล่าอันใดให้ท่านฟังเด็ดขาด รู้เห็นอันใดก็อย่าพูด ในตอนนั้นประหลาดใจและเกิดคำถามกับตัวเองอยู่ไม่น้อย อันตัวข้าที่อยู่แต่ในจวนเสิ่นไปล่วงรู้อันใดเข้าหรือ?” เ้าโสมเล่าได้น่าสนใจยิ่งนัก จากปกติที่ฟางเยว่ได้ฟังเื่เล่ามักจะผล็อยหลับไปทุกที แต่ตอนนี้ยังคงขึงตาฟังอย่างตั้งใจ
“อย่างไรต่อ” น้ำเสียงกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
“เช้าวันรุ่งขึ้นทำงานตามปกติ แต่เพราะตัวข้านั้นรู้เื่ยามากกว่าสาวใช้ในจวน และพิถีพิถันกว่า นายท่านเสิ่นทั้งสามจึงให้คอยรับใช้แม่ทัพในเรือนตะวันตก ไม่ต้องเข้าครัวแล้ว ่เวลาเ่าั้ได้ใกล้ชิดกับฟงฝูมาก จึงได้รู้อะไรมากขึ้นด้วย ตัวข้าพลอยเป็คนพูดมากกว่าแต่ก่อนปานฉะนี้ ท่านน่าจะเดาออกแล้ว”
ฟางเยว่พยักหน้าเข้าใจ ไม่พูดแทรก ตั้งใจฟังมาก หว่างคิ้วย่นเข้าหากันอย่างพิเคราะห์ แต่นึกไปอีกก็ยังข้องใจ อันตัวนางาเ็พอเข้าใจได้ ร่างกายาเ็เชื่อมต่อกันก็พอเข้าใจได้ ทว่าตอนนี้ตัวนางเองก็ดีขึ้นมากแล้วมิใช่หรือ ต่อให้ยังมีอาการเจ็บออดๆ แอดๆ เป็ระยะก็ไม่แปลกอันใด แต่ที่แปลกมาก ทำไมเ้ากิเลนคลั่งนอนนิ่ง
“พูดจุดที่เ้ากิเลนป่วย ข้าอยากฟังตรงนั้นมากกว่า”
“ท่านแม่ทัพร่างกายแข็งแรงมากไม่อาจเป็อะไรไปได้ง่ายๆ เพื่อช่วยท่านจากเงื้อมมือจอมมาร ท่านแม่ทัพต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตาย เพราะไม่มีเกล็ดกิเลนจึงาเ็สาหัส หากทหารหนุนไปไม่ทันเวลา อาจจะตายไปแล้ว าเ็เจียนตาย รักษาตัวเองได้ประมาณหนึ่ง ก็กรีดโลหิตตัวเองส่งเข้าวังไปรักษาท่านอยู่สามครั้งด้วยกัน เสียเืไปมาก ไม่ได้ผลอย่างที่ควร ท่านแม่ทัพรับรู้ได้ถึงกระแสชีวิตของท่านที่แ่เบาลงไปทุกที เกรงว่าท่านจะไม่รอด จึงคว้านหัวใจตนเองออกมาโดยไม่ลังเล ครึ่งหนึ่งอยู่ในกายท่าน ครึ่งหนึ่งฝังกลับเข้าไป และท่านแม่ทัพยังเป็คนกำชับองค์ชายให้พาท่านไปแช่คงคาซูซานโดยเร็ว นับั้แ่นั้นท่านแม่ทัพก็แน่นิ่งไป เป็ตายไม่อาจคาดเดา”
ฟางเยว่รู้สึกผิดจนชะงักไป นางรู้สึกว่าตนเองผิดมหันต์ที่เก็บเกล็ดกิเลนไว้กับตัว และรู้สึกละอายใจ ที่เที่ยวเล่นในโลกมนุษย์กับจ้วนหลิวอย่างสนุกสนาน รู้สึกโกรธตัวเองที่หลงผิดคิดว่าจ้วนหลิวดีที่สุด ห่วงใยนางที่สุด แน่นอนว่าจ้งเหว่ยมักจะทำตัวร้ายๆ ไม่แปลกที่ฟางเยว่จะเข้าใจผิด จู่ๆ น้ำตาหยาดกลมร่วงหล่นลงไปกระทบบนผิวทะเลสาบโดยไม่รู้ตัว ฟางเยว่พูดอย่างรู้สำนึกว่า
“ข้าเข้าใจสาเหตุแล้ว ตลอดมานี้ข้ารู้สึกปวดหน่วงตามร่างกาย โดยเฉพาะที่หัวใจเป็ระยะ เดิมทีนึกว่าอาการข้างเคียงจากการป่วย บัดนี้เป็เพราะเขากำลังเจ็บ”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ้าให้ท่านสุขสบายและวางใจ ระยะนี้ข้ากับฟงฝูจึงเสียพลังวิเศษไปมาก ทุกคนในสกุลต่างเวียนกันเข้าไปถ่ายพลังวิเศษ เพื่อที่จะระงับความเ็ปเ่าั้ไว้ เท่านี้ท่านเซียนน้อยก็จะไม่รู้สึกเ็ปร่วมไปกับท่านแม่ทัพแล้ว”
ฟางเยว่ทรุดไปกับพื้น หัวเราะเยาะในความโง่เขลาของตนเอง ใบหน้าเหม่อลอย พูดเสียงสั่นว่า “กลับจวนเสิ่นด้วยกันกับข้า”
*****
เนินเขาสูง ทิวทัศน์งาม จ้วนหลิวที่ตอนนี้กลายเป็องค์ชายรองไปแล้ว นั่งคิดทบทวนเรื่อยเปื่อย จ้วนหลิวรู้สึกว่ามีผู้บุกรุก จึงออกอาวุธลับปาไปด้านหลังครั้งหนึ่ง คนที่เพิ่งเดินมากลับไม่หลบคมเขี้ยวเสือโคร่งเลยสักนิด จ้วนหลิวประหลาดใจและรู้สึกโกรธมาก ในใจรู้สึกว่าเ้าคนโอหังผู้นี้จงใจประกาศกร้าวความแข็งแกร่งต่อหน้าเขาหรืออย่างไร แววตาส่อเค้าดูแคลนหันกลับไปมองวูบหนึ่ง พลางพูดขึ้นมา
“เสนอหน้าด้านๆ ของเ้ามาด้วยธุระอันใด”
คนผู้นั้นไม่ตอบ ยังคงนิ่งสุขุม เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จ้วนหลิวไม่พอใจ พาลออกอาวุธพุ่งไปอีก เ้าคนโง่ผู้นี้ไม่หลบอีก กระอักเืทีหนึ่ง แต่ยิ้มจนตาหยี ส่งไมตรีให้คนข้างหน้า ในที่สุดเขาก็ยอมพูดว่า
“ข้ามีเื่จะพูดกับเ้า” ท่าทางของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก
“ตัวข้าไม่มีอันใดจะพูด และคร้านฟัง หากต่อรองเื่บัลลังก์ เ้าฝันไปเถอะ!” วาจาหยาบกระด้างและทะนงตนของจ้วนหลิวตราหน้าอีกฝ่าย
“หาใช่้าอำนาจ เ้าเข้าใจผิดแล้ว” ท่วงท่าของหลางถูดูสุขุมน่าเลื่อมใส
“คำพูดสอพลอใช้ได้กับผู้อื่นยกเว้นข้า เก็บไมตรีของเ้าไว้เถอะ บัลลังก์ของเสด็จพ่อ ข้าคู่ควรด้วยตัวของข้าเอง ไม่้าเศษทานการกุศลจากเ้า!” หลางถูยังไม่ทันได้เอ่ยความในใจ เ้าคนหัวรั้นก็เดินสะบัดตูดจากไปจนไม่เห็นฝุ่น
หนึ่งเดือนผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ฟางเยว่อยู่ดูแลจ้งเหว่ยอย่างซาบซึ้ง และรู้สึกขอบคุณธารน้ำใจของคนผู้นี้มาโดยตลอด ภายใต้สายตาผู้ใหญ่ที่คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ เอาแต่รู้สึกชื่นชมและคาดหวังอยู่ภายในใจ ว่าฟางเยว่จะยอมตกลงแต่งเข้าจวน อันวาสนานี้ ไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปมากกว่านาง กิ่งทองใบหยก ยวนยางเกี้ยวพาน รักใคร่ปรองดอง มั่นคงดั่งเขาทักษิณ
แค่ก! เสียงไอแห้งสาก
“เ้าฟื้นแล้ว” ฟางเยว่คลี่ยิ้มดีใจ ไม่ทันระวังชามยาร้อนไหลรดหลังมือเข้าจนได้
“นะ…นี่” จ้งเหว่ยขมวดคิ้ว พูดไม่ออก คาดไม่ถึงว่าฟางเยว่จะอยู่ข้างกายเขา และลืมตาตื่นขึ้นมาพบนาง
ฟางเยว่ไม่พูดอันใด เพียงส่งยิ้มให้ หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ตลกในความเฉิ่มของจ้งเหว่ยในตอนนี้ ส่วนใหญ่นางจะเห็นเขาอวดเบ่งใช้กำลัง นอนอยู่บนเตียงเป็ผักคงเบื่อมากกระมัง คิดมาถึงตอนนี้ก็หัวเราะเพิ่มอีก ทว่าแววตาที่จ้งเหว่ยมองมาที่นาง กลับไม่น่าขบขันเลยสักนิด ทั้งหมดทั้งมวลส่อเค้าว่าดีใจมากกว่าที่เห็นนางปลอดภัยสบายดี ฟางเยว่หุบยิ้มลงกะทันหัน ััได้ว่าในใจของตนวาบหวามผิดปกติ นี่ไม่ใช่ความ้าของนางแน่ หากแต่เป็ความรู้สึกของจ้งเหว่ยที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“ขออภัยด้วย” คำพูดประโยคนี้น่าสงสัยยิ่งนัก
“ขออภัยอันใด” จ้งเหว่ยขมวดคิ้วถาม สนใจแต่จะใช้ศอกผละตัวลุกขึ้นนั่ง
“ขออภัยที่ล่วงเกินท่าน” เสียงใสเสนาะหูลอดไรฟัน หัวใจที่เต้นผิดปกติ สั่นสะท้านคล้ายคลื่นในทะเลสาบกำลังก่อตัว สิ้นเสียงพูด…
ฟางเยว่เป็ฝ่ายจู่โจมก่อน ล่วงเกินเขา จุมพิตไปที่หน้าผากเขา
จ้งเหว่ยคิดไม่ถึงว่าสตรีเช่นนางจะใจกล้าเพียงนี้ เอาเถอะ ถือสามากไม่ได้ บางทีผีสุราอย่างนาง อาจจะดื่มมากจนเสียสติ จ้งเหว่ยคิดได้อย่างนั้น ก็ถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง ผินหน้าหลบไปฝั่งซ้าย ไม่คิดว่าฟางเยว่จะทำอันใดอีก แต่นางกลับดื้อด้านล่วงเกินซ้ำสอง ริมฝีปากนุ่มๆ ััที่แก้มขวาของจ้งเหว่ย
ชายหนุ่มใจนทำตัวไม่ถูก ใช้พลังวิเศษกระทบร่างกายของฟางเยว่ จนกระเด็นไปติดเสาร์บ้าน โถมวาจาหยาบกระด้างตำหนินาง “นางสตรีไร้ธรรมเนียม!” ปากพูดอย่างนั้น แต่ใบหน้าแดงแฉ่จนปิดไม่มิด
ฟางเยว่ไม่ถือสา! หากนางเจ็บ เขาก็เจ็บ คนเราจะหาเื่ใส่ตัวไปทำไม นางหัวเราะออกมาทีหนึ่ง แล้วพูดอย่างน่าชังว่า “พลังมากเช่นนี้ วาจาร้ายกาจเช่นนี้ แสดงว่าหายดีแล้ว”