ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 คุณฟางนักเล่าเรื่อง

            จิ่งเยี่ยนกุยอดถามไม่ได้ “ย่าคะ ย่ารู้ได้ยังไงว่าหนูไม่เคยพูดจาหวานๆ กับฟางเสียนจือต่อหน้าเขา ย่าคงไม่ได้แอบฟังพวกหนูคุยกันใช่ไหมคะ?”

            ใบหน้าเหี่ยวย่นของหยางหว่านซิ่วแดงก่ำ แต่กลับทำเสียงดุดัน “พวกเราเรียกฟางเสียนจือว่าเสียนจือหมดแล้ว มีแต่แกที่เรียกเขาว่าฟางเสียนจือๆ ทั้งวัน เวลาที่เขามาสอนหนังสือให้แกที่บ้าน ก็มีแต่สอนกันจริงๆ จังๆ แม้แต่ผลไม้สักนิดก็ไม่เคยเรียกให้เขากิน อยู่ใต้ชายคาเดียวกันแบบนี้ เสียงพวกแกดังขนาดนั้น ฉันจะไม่ได้ยินได้ยังไง?”

            พูดจบก็บ่นออกมาอีก “พวกแกอยู่ด้วยกัน ก็ไม่เคยแอบกระซิบกระซาบกันเลย แล้วจะไปพูดจาหวานๆ ได้ยังไง? สมัยนี้ไม่มีใครเขาคบหากับคนรักแบบแกหรอก!”

            จิ่งเยี่ยนกุย “… ”

            นี่เธอโดนรังเกียจงั้นเหรอ?

            อาหญิงเล็กจิ่งพูดแทรกขึ้นมา “แม่คะ หนูจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหูของแม่ก็เริ่มจะไม่ได้ยินแล้ว เมื่อก่อนตอนหนูพูดกับแม่ แม่ก็ยังไม่ค่อยได้ยิน ตอนนี้ทำไมถึงได้ยินหมดแล้วล่ะคะ?”

            พอพูดจบหยางหว่านซิ่วก็ชะงักไป ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าช่วงนี้เวลาที่เธอเย็บผ้าก็สามารถร้อยเข็มได้ง่ายๆ เมื่อก่อนหูก็หนวก แถมยังปวดข้อจนน่ารำคาญ แต่ช่วงนี้อาการเหล่านั้นกลับหายไปหมดแล้ว แม้แต่ผมสีขาวของเธอก็เริ่มมีผมดำงอกแซมออกมา

            เธอพยักหน้า “ถ้าแกไม่พูด ฉันก็ไม่ทันสังเกตจริงๆ ช่วงนี้เหมือนหูจะดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย!”

            ซึ่งจิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเป็นเพราะอะไร ช่วงนี้เธอนำน้ำจากลำธารในมิติไปผสมในข้าวและชาให้คนในบ้านกินบ่อยๆ หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ดื่มมานานที่สุด ช่วงนี้สภาพร่างกายของทั้งสองคนจึงดีขึ้นมาก

            ดังนั้นหัวข้อสนทนาจึงวนไปที่เรื่องสุขภาพของหยางหว่านซิ่ว เมื่อหัวข้อเบี่ยงไปแล้วก็ยากที่จะกลับมาได้ในเวลาอันสั้น จิ่งเยี่ยนกุยถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วชูนิ้วโป้งให้อาหญิงเล็กสุดที่รักของเธอ

            ในกลางเดือนสิงหาคม จิ่งเยี่ยนกุยทำยาชุดที่สองเสร็จพอดี ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นโรงเรียนในเมืองก็เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ เธอรู้ว่าฟางเสียนจือจะต้องตามเธอไปส่งยาแน่ๆ รวมถึงยังจะไปสมัครเรียนกับเธอด้วย เธอไม่อยากให้เขาต้องวิ่งวุ่นไปมา จึงตัดสินใจจะทำธุระทุกอย่างให้เสร็จในคราวเดียว

            เช้าวันนั้นฟางเสียนจือขับรถมาที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่ง ช่วยจิ่งเยี่ยนกุยขนยาที่เธอเตรียมไว้ขึ้นรถแล้วก็ขับรถพาเธอเข้าเมือง

            นับตั้งแต่ตอนที่เธอพูดจาเหลวไหลจนเขาได้ยินเข้า นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง เธอเกิดเป็นความรู้สึกแปลกๆ ในใจ

            หลังจากที่ฟางเสียนจือขับรถออกจากหมู่บ้านแล้ว เขาก็เหลือบมองเธอพลางเผยรอยยิ้มที่คล้ายจะไม่ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ให้โอกาสเธอได้เอามีดมาสับฉันหรอก”

            จิ่งเยี่ยนกุยเอามือนวดขมับแล้วพูดว่า “วันนั้นฉันแค่พูดเล่นกับคุณย่าเฉยๆ คุณอย่าไปถือคิดจริงจังเลย จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นหรอก”

            พูดจบฟางเสียนจือก็หัวเราะเบาๆ เธอพลันรู้สึกขาดความมั่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

            แต่ฟางเสียนจือกลับพูดว่า “ความจริงแล้ววันนั้นพอได้ยินเธอพูดแบบนั้นฉันก็ดีใจนะ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าเธอยินดีจะแต่งงานกับฉัน”

            จิ่งเยี่ยนกุย “… ”

            ฟางเสียนจือส่งมือข้างหนึ่งมาจับมือเธอไว้ แล้วพูดว่า “ความจริงเธอจะเป็นฝ่ายพูดกับฉันก่อนก็ได้นะ ว่าเธอเองก็ชอบฉันเหมือนกัน”

            จิ่งเยี่ยนกุยอยากจะชักมือกลับ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้เขาขับรถเสียหลัก จึงลองพยายามดึงมือสองสามครั้งก็ยังไม่หลุด และด้วยหัวข้อสนทนานี้ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะคุยกับเขาต่อไปยังไงดี ทว่าใบหน้ากลับแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว

            ฟางเสียนจือเห็นท่าทางแบบนั้นก็เกาฝ่ามือของเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “ตอนที่พ่อกับแม่ของฉันยังหนุ่มยังสาว กว่าที่ทั้งสองท่านจะได้อยู่ด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นท่านทั้งสองจึงไม่เคยยุ่งเรื่องการแต่งงานของลูกๆ เธอไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัวของฉันหรอก”

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้รู้เรื่องของตระกูลฟางมากนัก แต่ยังจำสัญญาที่เธอให้กับเจียงอี่โหลวได้ เลยพูดว่า “ความจริงฉันไม่ได้กังวลมากนัก เพราะยังมีเวลาอีกหลายปี พวกเราจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันให้ลึกซึ้งมากขึ้น ถ้าเข้ากันได้ก็แต่ง ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนใจกัน”

            ฟางเสียนจือขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่จิ่งเยี่ยนกุยยังพูดขึ้นมาอีกว่า “คุณอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธคำพูดของฉันนะ เรื่องความรักมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกพี่ๆ และพี่สะใภ้ในหมู่บ้านตอนแต่งงานกันใหม่ๆ รักกันหวานชื่นจะตายไป แต่พออยู่ด้วยกันไปสามปีห้าปี จะยังมีใครที่รักกันเหมือนเดิมบ้าง?”

            “ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นเลย แค่ดูอาหญิงเล็กกับจูจินหลงก็พอ ตอนที่จูจินหลงจะมาสู่ขออาหญิงเล็ก วาจาก็เต็มไปด้วยคำหวานต่างๆ นานา หลอกให้ย่ายอมยกอาหญิงเล็กให้ แล้วตอนหลังเขาปฏิบัติอย่างไรกับอาหญิงเล็ก คุณก็น่าจะได้ยินมาบ้างแล้วนี่คะ”

            “ดังนั้นฟางเสียนจือ พวกเราแค่จริงจังกับความรู้สึกนี้ก็พอ เรื่องอื่นๆ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็พอค่ะ”

            นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงที่เธอเคยพูดกับเขามาก่อนบ้างแล้ว แต่เนื่องจากครั้งนี้มีเรื่องของอาหญิงเล็กจิ่ง ทำให้เธอรู้สึกลึกซึ้งมากขึ้น จึงพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ตรงกว่าเดิม

            ถึงแม้ว่าฟางเสียนจือจะไม่ค่อยชอบฟังเธอพูดเรื่องแบบนี้ แต่พอคิดดูดีๆ แล้วก็เป็นเรื่องจริง ถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่ชอบอีกคนแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังจะดื้อดึงต่อไป สุดท้ายก็ไม่เป็นผลดีแน่นอน ถ้าฝืนใจแต่งงานกัน ก็คงเป็นได้แค่คู่เวรคู่กรรม

            เขาเหลือบมองเธอขณะขับรถพลางพูดว่า “ก็ได้ งั้นต่อไปนี้ฉันจะทำแต่ไม่พูดแล้วกัน”

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดูดีในตอนแรก แต่พอคิดให้ลึกๆ ลงไป ก็รู้สึกเหมือนเขากำลังพูดเรื่องตลกด้วยท่าทางที่จริงจัง…

            วันนี้ตอนที่ทั้งสองคนไปถึงร้านชิ่งอันถัง ซูไป่ชิงไม่อยู่ แต่กลับเจอคุณปู่ซูแทน

            ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยช่วยคุณปู่ซูเอาไว้ ชายชราไม่ได้มีสติมากนัก แต่ก็ยังพอจำหน้าเธอได้ เมื่อหมอประจำอยู่ในร้านอธิบายเรื่องราวให้ฟัง เขาก็เข้าใจในทันทีว่าหญิงสาวที่สวยเหมือนนางฟ้านางสวรรค์คนนี้ คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตนเองเอาไว้

            เมื่อคุณปู่ซูเห็นเธอ เขาก็รีบกล่าวขอโทษเธออย่างจริงจัง เธอรีบบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย และซูไป่ชิงก็ขอบคุณเธอไปแล้ว คุณปู่ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น

            คุณปู่ซูยกยิ้มแล้วพูดว่า “ดีๆๆ งั้นฉันก็ไม่เกรงใจเธอแล้ว เยี่ยนกุย ฉันได้ยินจากไป่ชิงว่าเธอมีความรู้ด้านการแพทย์และปรุงยาเก่งมาก ฉันก็ดูยาที่เธอทำแล้ว มันดีมากจริงๆ ฉันเห็นว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านการแพทย์มาก เธอเคยคิดที่จะเรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบบ้างไหม?”

            ถึงแม้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเรียนแพทย์แผนจีนมาหลายปีในชาติที่แล้ว แต่ในชาตินี้เธอก็ยังไม่มีโอกาสได้เรียนอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด

            ดังนั้นในสายตาของคนรอบข้าง เธอก็ยังเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องการแพทย์อยู่ดี มีเพียงซูไป่ชิงเท่านั้นที่กล้าสั่งยาจากเธอเพราะเธอเคยช่วยชีวิตคุณปู่ซูไว้ ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้เธอทำยาดีแค่ไหน ก็คงไม่เชื่อใจเธอขนาดนี้

            จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า “หนูก็คิดอยากจะเรียนหมออยู่แล้วค่ะ เพียงแต่หนูเป็นแค่เด็กบ้านนอก ข้างกายก็มีคนรู้จักอยู่ไม่มาก หนูอยากเรียนหมอดีๆ ก็ไม่มีอาจารย์ที่เหมาะสมมาสอน เลยต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองค่ะ”

            ดวงตาของคุณปู่ซูเป็นประกายขึ้นมา “หนูจะบอกว่าสิ่งที่หนูเรียนรู้ตอนนี้คือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเหรอ?”

            จิ่งเยี่ยนกุยสัมผัสได้ว่าฟางเสียนจือที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองมาที่เธออีกครั้ง เธอเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นนั้นมันน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย เขาดูไม่เชื่อใจในตัวเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักนิด เพราะถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ในสภาพแวดล้อมการเติบโตของเธอ ก็ไม่มีคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาหมอเป็นพิเศษ

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน